Publication: Sexual Function in Women With Pelvic Organ Prolapsed and Urinary Incontinence
Issued Date
2014
Resource Type
Language
eng
ISSN
0125-3611 (Print)
2651-0561 (Online)
2651-0561 (Online)
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Department of Obstetrics and Gynecology Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Department of Nursing Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Department of Nursing Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Bibliographic Citation
Ramathibodi Medical Journal. Vol. 37, No. 4 (Oct-Dec 2014), 201-208
Suggested Citation
Rujira Wattanayingcharoenchai, Jittima Manonai, Sirirat Sarit-apirak, Komkrit Aimjirakul, Apichart Chittacharoen, รุจิรา วัฒนายิ่งเจริญชัย, จิตติมา มโนนัย, ศิริรัตน์ สฤษดิ์อภิรักษ์, คมกฤช เอี่ยมจิรกุล, อภิชาติ จิตต์เจริญ Sexual Function in Women With Pelvic Organ Prolapsed and Urinary Incontinence. Ramathibodi Medical Journal. Vol. 37, No. 4 (Oct-Dec 2014), 201-208. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/79691
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Sexual Function in Women With Pelvic Organ Prolapsed and Urinary Incontinence
Alternative Title(s)
ภาวะทางเพศในสตรีที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนและปัสสาวะเล็ดราด
Abstract
Objective: To describe the sexual function of women with pelvic organ prolapse and urinary incontinence and to investigate the association between the presence of pelvic floor symptoms and degree of bother related to their problems and sexual function using a condition-specific function questionnaire.
Methods: Women with pelvic organ prolapse/urinary incontinence, attending the Urogynaecology Clinic, Ramathibodi Hospital were recruited in the study. Information about the presence and degree of bother related to pelvic floor symptoms over the previous 1 month and sexual function were assessed; using the Thai version Pelvic Floor Bother Questionnaire (PFEQ) and the Thai version Pelvic Organ Prolapse/Urinary Incontinence Sexual Questionnaire (PISQ-12), respectively.
Results: The subjects were 289 women aged 60.9 ± 11.4 years. One hundred and eight (65%) were sexually active. There was no difference in sexual activity in women with different pelvic floor symptoms. Compared to sexually inactive group, sexually active women had significantly higher PFBQ score. Regarding to pelvic floor problems, there was no statistically significant difference in PISQ-12 scores in women with different pelvic floor symptoms. The degree of bother related to pelvic floor problems was significantly correlated with impairment of sexual function.
Conclusions: Pelvic organ prolapse and urinary incontinence have an impact on sexual function. Women with more bother related to pelvic floor problems have more sexual impairment.
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาภาวะทางเพศในสตรีที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนและปัสสาวะเล็ดราดและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาการทางอุ้งเชิงกราน ระดับความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกรานกับภาวะทางเพศโดยใช้แบบสอบถาม วิธีการวิจัย: ทำการศึกษาในสตรีที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนและปัสสาวะเล็ดราดที่มารับบริการที่คลินิกนรีเวชทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอาการทางอุ้งเชิงกราน และประเมินระดับความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกราน และภาวะทางเพศในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยใช้แบบสอบถาม Pelvic Floor Bother Questionnaire (PFBQ) และ Pelvic Organ Prolapse/Urinary Incontinence Sexual Questionnaire (PISQ-12) ฉบับภาษาไทย ผลการศึกษา: กลุ่มศึกษาจำนวนทั้งหมด 289 ราย อายุเฉลี่ย 60.9 ± 11.4 ปี มีสตรีจำนวน 188 ราย (ร้อยละ 65) ที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ ไม่พบความแตกต่างของอาการทางอุ้งเชิงกรานระหว่างสตรีที่มีและไม่มีเพศสัมพันธ์ สตรีที่ยังมีเพศสัมพันธ์มีระดับคะแนนความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกรานมากกว่าสตรีที่ไม่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ในกลุ่มสตรีที่ยังมีเพศสัมพันธ์ไม่พบความแตกต่างของคะแนนภาวะทางเพศในกลุ่มอาการทางอุ้งเชิงกรานต่างๆ ระดับความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกรานมีความสัมพันธ์กับปัญหาภาวะทางเพศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล: ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนและปัสสาวะเล็ดราด เป็นภาวะที่มีผลกระทบต่อภาวะทางเพศ สตรีที่มีความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกรานมากจะมีปัญหาทางเพศมากกว่า
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาภาวะทางเพศในสตรีที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนและปัสสาวะเล็ดราดและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาการทางอุ้งเชิงกราน ระดับความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกรานกับภาวะทางเพศโดยใช้แบบสอบถาม วิธีการวิจัย: ทำการศึกษาในสตรีที่มีภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนและปัสสาวะเล็ดราดที่มารับบริการที่คลินิกนรีเวชทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับอาการทางอุ้งเชิงกราน และประเมินระดับความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกราน และภาวะทางเพศในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยใช้แบบสอบถาม Pelvic Floor Bother Questionnaire (PFBQ) และ Pelvic Organ Prolapse/Urinary Incontinence Sexual Questionnaire (PISQ-12) ฉบับภาษาไทย ผลการศึกษา: กลุ่มศึกษาจำนวนทั้งหมด 289 ราย อายุเฉลี่ย 60.9 ± 11.4 ปี มีสตรีจำนวน 188 ราย (ร้อยละ 65) ที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ ไม่พบความแตกต่างของอาการทางอุ้งเชิงกรานระหว่างสตรีที่มีและไม่มีเพศสัมพันธ์ สตรีที่ยังมีเพศสัมพันธ์มีระดับคะแนนความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกรานมากกว่าสตรีที่ไม่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ในกลุ่มสตรีที่ยังมีเพศสัมพันธ์ไม่พบความแตกต่างของคะแนนภาวะทางเพศในกลุ่มอาการทางอุ้งเชิงกรานต่างๆ ระดับความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกรานมีความสัมพันธ์กับปัญหาภาวะทางเพศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปผล: ภาวะอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนและปัสสาวะเล็ดราด เป็นภาวะที่มีผลกระทบต่อภาวะทางเพศ สตรีที่มีความรู้สึกรบกวนจากอาการทางอุ้งเชิงกรานมากจะมีปัญหาทางเพศมากกว่า