Publication: The Correlation of the Female Physical Ideal on Self Esteem in Women with Physical Disability and Mobility Impairment in Lampang Province
3
Issued Date
2559
Resource Type
Language
eng
ISBN
1686-6959
Rights
มหาวิทยาลัยมหิดล
Rights Holder(s)
วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล
Bibliographic Citation
วารสารวิทยาลัยราชสุดาเพื่อการวิจัยและพัฒนาคนพิการ. ปีที่ 12, ฉบับที่ 15 (ม.ค.-ธ.ค. 2559), 145-170
Suggested Citation
วาลุกา หมื่นตาบุตร, ทวี เชื้อสุวรรณทวี, เพ็ญจันทร์ เชอร์เรอร์, Waluga Muentabutr, Tavee Cheausuwantavee, Penchan Sherer The Correlation of the Female Physical Ideal on Self Esteem in Women with Physical Disability and Mobility Impairment in Lampang Province. วารสารวิทยาลัยราชสุดาเพื่อการวิจัยและพัฒนาคนพิการ. ปีที่ 12, ฉบับที่ 15 (ม.ค.-ธ.ค. 2559), 145-170. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/1459
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
The Correlation of the Female Physical Ideal on Self Esteem in Women with Physical Disability and Mobility Impairment in Lampang Province
Alternative Title(s)
ความสัมพันธ์ของภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติและการเห็นคุณค่าในตนเองของสตรีพิการทางกายและการเคลื่อนไหว ในจังหวัดลำปาง
Other Contributor(s)
Abstract
This study was mixed method with survey and in-depth interview and aimed to study the correlation between the effects of the female physical appearance ideal and self esteem in women with physical disability and mobility impairment in Lampang province. The sample size consisted of 374 women with physical disabilities and mobility impairments that had selected by simple random sampling. For the data collection, the researcher divided it into two parts- quantitative and qualitative method. The first part, questionnaires were used to collect the personal information, the level of self esteem and the level of the effects of the physical ideal towards females with disabilities and analysed by using the SPSS program to obtain the frequency, percentage, mean, standard deviation, Chi Square test, t-test and F-test or one-way ANOVA. For qualitative or in-depth interview, the researcher interviewed three women with physical disabilities. Verbatim data from key informants were analysed by analytic induction method.
The results revealed that overall the sample group had a medium-high self esteem level, which inversely related to the effects of the physical appearance ideal at a medium-low level. This means the women with disabilities and mobility impairment who had a low level of the effects of the physical appearance ideal tended to have higher self esteem, and vice versa. Regarding correlations between personal characteristics and self esteem as well as between personal characteristics and female physical appearance ideal, only age correlated with both the level of self esteem as well as the level of impact the female physical appearance ideal. Occupational level (employed or not employed) affected only the level or self esteem. The study also indicated that the most negative impact of the female physical appearance ideal in women with disabilities and mobility impairment were a loss of confidence in being a mother and/or a good housewife.
การวิจัยแบบผสมผสานโดยการสำรวจและการสัมภาษณ์เชิงลึกนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบของทัศนคติด้านภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติและระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของสตรีพิการทางกายและการเคลื่อนไหวในจังหวัดลำปาง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ สตรีพิการทางกายและการเคลื่อนไหว จำนวน 374คน เลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลแบ่งเป็น 2ส่วน ได้แก่ วิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยในส่วนของเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ หรือเชิงสำรวจนั้น ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล วัดระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง และ วัดระดับการได้รับผลกระทบของทัศนคติด้านภาพลักษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยการ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ ทดสอบค่าที ทดสอบค่าเอฟ หรือการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนทางเดียว สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ หรือการสัมภาษณ์เชิงลึกนั้น ผู้วิจัยทำการสัมภาษณ์สตรีพิการ 3 ท่าน เพื่อประเมินความคิดเห็นในเชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การวิเคราะห์ ตีความเชิงอุปนัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการเห็นคุณค่าในตนเองโดยรวม อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง ซึ่งสัมพันธ์ผกผันกับระดับการได้รับผลกระทบของทัศนคติด้านภาพลักษณ์ทางกาย ที่มีระดับผลกระทบโดยรวมปานกลางค่อนข้างต่ำ แสดงให้เห็นว่าสตรีพิการที่ได้รับผลกระทบของทัศนคติด้านภาพลักษณ์ทางกายต่ำ จะเป็นผู้เห็นคุณค่าในตนเองสูง และสตรีที่ได้รับผลกระทบฯ สูงจะเป็นผู้เห็นคุณค่าในตนเองต่ำ ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคลต่อระดับการเห็นคุณค่าในตนเองและระหว่างลักษณะส่วนบุคคลต่อระดับผลกระทบที่สตรีพิการได้รับจากภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติ พบว่า ความแตกต่างของอายุส่งผลกระทบต่อทั้งระดับการเห็นคุณค่าในตนเองและระดับผลกระทบที่สตรีพิการได้รับจากภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติ ส่วนลักษณะการประกอบอาชีพ(ประกอบอาชีพและไม่ได้ประกอบอาชีพ) ส่งผลกระทบต่อเพียงระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง นอกจากนี้ ผลจากการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า ทัศนคติด้านภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติที่ส่งผลต่อสตรีพิการมากที่สุด คือทัศนคติของความเป็นแม่ และความเป็นคู่ชีวิตที่สมบูรณ์ให้แก่เพศชาย
การวิจัยแบบผสมผสานโดยการสำรวจและการสัมภาษณ์เชิงลึกนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างผลกระทบของทัศนคติด้านภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติและระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของสตรีพิการทางกายและการเคลื่อนไหวในจังหวัดลำปาง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ สตรีพิการทางกายและการเคลื่อนไหว จำนวน 374คน เลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลแบ่งเป็น 2ส่วน ได้แก่ วิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ และวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยในส่วนของเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ หรือเชิงสำรวจนั้น ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล วัดระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง และ วัดระดับการได้รับผลกระทบของทัศนคติด้านภาพลักษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS โดยการ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไคสแควร์ ทดสอบค่าที ทดสอบค่าเอฟ หรือการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนทางเดียว สำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ หรือการสัมภาษณ์เชิงลึกนั้น ผู้วิจัยทำการสัมภาษณ์สตรีพิการ 3 ท่าน เพื่อประเมินความคิดเห็นในเชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การวิเคราะห์ ตีความเชิงอุปนัยข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับการเห็นคุณค่าในตนเองโดยรวม อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง ซึ่งสัมพันธ์ผกผันกับระดับการได้รับผลกระทบของทัศนคติด้านภาพลักษณ์ทางกาย ที่มีระดับผลกระทบโดยรวมปานกลางค่อนข้างต่ำ แสดงให้เห็นว่าสตรีพิการที่ได้รับผลกระทบของทัศนคติด้านภาพลักษณ์ทางกายต่ำ จะเป็นผู้เห็นคุณค่าในตนเองสูง และสตรีที่ได้รับผลกระทบฯ สูงจะเป็นผู้เห็นคุณค่าในตนเองต่ำ ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคลต่อระดับการเห็นคุณค่าในตนเองและระหว่างลักษณะส่วนบุคคลต่อระดับผลกระทบที่สตรีพิการได้รับจากภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติ พบว่า ความแตกต่างของอายุส่งผลกระทบต่อทั้งระดับการเห็นคุณค่าในตนเองและระดับผลกระทบที่สตรีพิการได้รับจากภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติ ส่วนลักษณะการประกอบอาชีพ(ประกอบอาชีพและไม่ได้ประกอบอาชีพ) ส่งผลกระทบต่อเพียงระดับการเห็นคุณค่าในตนเอง นอกจากนี้ ผลจากการวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่า ทัศนคติด้านภาพลักษณ์สตรีในอุดมคติที่ส่งผลต่อสตรีพิการมากที่สุด คือทัศนคติของความเป็นแม่ และความเป็นคู่ชีวิตที่สมบูรณ์ให้แก่เพศชาย
