Publication: Predictors of HIV preventive behaviors among migrants living in the transportation crossroads of Myawaddy Township, Myanmar
6
4
Issued Date
2018
Resource Type
Language
eng
ISSN
1905-1387
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
ASEAN Institute for Health Development Mahidol University
Bibliographic Citation
Journal of Public Health and Development. Vol.16, No.1 (๋Jan-Apr 2018), 45-61
Suggested Citation
Htet Ko Ko Aung, Bang-on Thepthien, Jiraporn Chompikul, เท็ด โก โก อ่อง, บังอร เทพเทียน, จิราพร ชมพิกุล Predictors of HIV preventive behaviors among migrants living in the transportation crossroads of Myawaddy Township, Myanmar. Journal of Public Health and Development. Vol.16, No.1 (๋Jan-Apr 2018), 45-61. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/62142
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Predictors of HIV preventive behaviors among migrants living in the transportation crossroads of Myawaddy Township, Myanmar
Alternative Title(s)
ตัวทำนายของพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มแรงงานย้ายถิ่นบนเส้นทางคมนาคมที่ตัดผ่าน เมืองเมียวดี ประเทศพม่า
Other Contributor(s)
Abstract
Migration and infrastructure development help fuel the transmission of HIV infection among migrants,
and behavior change increases migrants’ vulnerability to HIV/AIDS. This study aimed to assess a proportion
of having HIV preventive behaviors and its associated factors among migrants at Myawaddy Township in
the Thailand-Myanmar border area. A community-based cross-sectional study was conducted among 358
migrants aged 18-49 years who were recruited by two-stage cluster sampling. Data collection was carried
out by trained interviewers using a structured questionnaire during the first and second week of April, 2017.
The Chi-square test and multiple logistic regression were performed to examine factors associated with HIV
preventive behaviors among migrants.
The study revealed that 17.9% of the respondents practised HIV prevention; 17.3% had never had sex;
97.4% had only one sex partner; 4.4% used a condom at last sex during last 12 months; and 19.6% had
a history of HIV testing in the last 12 months. The multiple logistic regression showed that migrants who
participated in health education sessions were 6.95 times more likely to practise HIV prevention than those
who did not (Adj. OR=6.95, 95% CI=3.34-14.45). Moreover, migrants who did not use drugs or alcohol
before having sex were 2.49 times more likely to practise HIV prevention (Adj. OR=2.49, 95% CI=1.04-
5.95) than those who did.
Policy makers should consider to promote the dissemination of health information among migrants by
using all possible channels of communication to boost correct knowledge on HIV prevention. As HIV risk is
higher among outbound migrants from Myanmar than inbound, there is a need for HIV prevention education
with an emphasis on migrants planning to migrate out of the country.
การโยกย้ายถิ่นฐานและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีผลต่อการติดเชื้อเอชไอวีและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพิ่มโอกาสความเปราะบางต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มผู้ย้ายถิ่น ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสัดส่วนของการมีพฤติกรรมการป้องกันเอชไอวีและตัวทำนายพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ย้ายถิ่นในเขตเทศบาลนครเมียวดีที่มีเขตพรมแดนติดกับประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ย้ายถิ่นทั้งหมด 358 รายที่มีอายุระหว่าง 18 -49 ปีได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มสองขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถามในช่วงสัปดาห์ที่ 1- 2 ของเดือนเมษายน พศ. 2560 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ย้ายถิ่นร้อยละ 17.9 มีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประกอบด้วย 17.3% ไม่มีประสบการณ์ทางเพศ 97.4% มีคู่นอนเพียงคนเดียว และ 4.4% มีประวัติการใช้ถุงยางอนามัยครั้งล่าสุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และ 19.6% มีประวัติการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกพหุคูณพบว่าผู้ย้ายถิ่นที่เข้าร่วมกิจกรรมที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีจะมีแนวโน้มถึง 6.95 เท่าที่จะมีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าผู้ย้ายถิ่นที่ไม่เข้าร่วม (Adj. OR = 6.95, 95% CI= 3.34-14.45) ผู้ย้ายถิ่นที่ไม่ดื่มแอลกอฮอร์และเสพสารเสพติดก่อนมีเพศสัมพันธ์จะมีแนวโน้มถึง 2.49 เท่าที่จะมีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าผู้ย้ายถิ่นที่ทำ (Adj. OR = 2.49, 95% CI= 1.04 - 5.95) ผู้กำหนดนโยบายควรต้องส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ผู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันเอชไอวีไปสู่ ผู้ย้ายถิ่นในทุกๆช่องทาง เนื่องจากผู้ที่ย้ายถิ่นออกจากพื้นที่มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ย้ายเข้ามาในพื้นที่ ดังนั้นนโยบายการป้องกันเอชไอวีควรต้องวางแผนที่จะทำให้ผู้ที่จะเคลื่อนย้ายออกได้รับความรู้และมีพฤติกรรมป้องกันการ ติดเชื้อเอชไอวี
การโยกย้ายถิ่นฐานและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีผลต่อการติดเชื้อเอชไอวีและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพิ่มโอกาสความเปราะบางต่อการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ในกลุ่มผู้ย้ายถิ่น ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสัดส่วนของการมีพฤติกรรมการป้องกันเอชไอวีและตัวทำนายพฤติกรรมป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีของผู้ย้ายถิ่นในเขตเทศบาลนครเมียวดีที่มีเขตพรมแดนติดกับประเทศไทย การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบภาคตัดขวางโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ย้ายถิ่นทั้งหมด 358 รายที่มีอายุระหว่าง 18 -49 ปีได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มสองขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถามในช่วงสัปดาห์ที่ 1- 2 ของเดือนเมษายน พศ. 2560 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มผู้ย้ายถิ่นร้อยละ 17.9 มีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประกอบด้วย 17.3% ไม่มีประสบการณ์ทางเพศ 97.4% มีคู่นอนเพียงคนเดียว และ 4.4% มีประวัติการใช้ถุงยางอนามัยครั้งล่าสุดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และ 19.6% มีประวัติการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวีในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากการวิเคราะห์การถดถอยลอจิสติกพหุคูณพบว่าผู้ย้ายถิ่นที่เข้าร่วมกิจกรรมที่ให้ความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวีจะมีแนวโน้มถึง 6.95 เท่าที่จะมีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าผู้ย้ายถิ่นที่ไม่เข้าร่วม (Adj. OR = 6.95, 95% CI= 3.34-14.45) ผู้ย้ายถิ่นที่ไม่ดื่มแอลกอฮอร์และเสพสารเสพติดก่อนมีเพศสัมพันธ์จะมีแนวโน้มถึง 2.49 เท่าที่จะมีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าผู้ย้ายถิ่นที่ทำ (Adj. OR = 2.49, 95% CI= 1.04 - 5.95) ผู้กำหนดนโยบายควรต้องส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ผู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันเอชไอวีไปสู่ ผู้ย้ายถิ่นในทุกๆช่องทาง เนื่องจากผู้ที่ย้ายถิ่นออกจากพื้นที่มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ย้ายเข้ามาในพื้นที่ ดังนั้นนโยบายการป้องกันเอชไอวีควรต้องวางแผนที่จะทำให้ผู้ที่จะเคลื่อนย้ายออกได้รับความรู้และมีพฤติกรรมป้องกันการ ติดเชื้อเอชไอวี
