Publication: Prevalence and Factors Predicting Tobacco Smoking and Alcohol Use among Thai High School Students
Issued Date
2018
Resource Type
Language
eng
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Bibliographic Citation
Journal of Nursing Science. Vol. 36, No. 3 ( Jul. - Sep 2018), 9-19
Suggested Citation
ศิรดา เกษรศรี, Sirada Kesornsri, สาธกา พิมพ์รุณ, Sathaka Pimroon, นพพร ว่องสิริมาศ, Nopporn Vongsirimas Prevalence and Factors Predicting Tobacco Smoking and Alcohol Use among Thai High School Students. Journal of Nursing Science. Vol. 36, No. 3 ( Jul. - Sep 2018), 9-19. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/44203
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Prevalence and Factors Predicting Tobacco Smoking and Alcohol Use among Thai High School Students
Alternative Title(s)
ความชุกและปัจจัยทํานายการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย
Abstract
Purpose: This study aimed to examine the lifetime prevalence of alcohol and tobacco use in
Thai high school students and determine the relationships between socio-demographic factors and
substances use in Bangkok and Nakorn Pathom.
Design: Descriptive study design.
Method: 624 students from three high schools stratified by grade level were recruited. Data collection included socio-demographics and specific questions from the Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test (ASSIST) to examine lifetime use. Data analyses involved descriptive statistics followed by binary logistic regression analysis to create predictive models.
Main findings: Almost ten percent of high school students reported ever smoking tobacco and 34.8% reported ever consuming alcohol. Regression modelling revealed that school type, sex, home structure, parent’s education level, and grade point average (GPA) accounted for 18 % of the variance in predicting alcohol use among the students. However, sex, school type, perceived sufficient income, home structure, and GPA accounted for 15.8% of the variance in predicting tobacco smoking.
Conclusion and recommendations: Alcohol use in this group was relatively low, but the percentage of students smoking tobacco is significantly higher than other countries. These data suggest that increased focus on developing and testing specific tobacco smoking prevention policies, as well as readily available tobacco cessation strategies are imperative to decrease the alarmingly high rates of tobacco smoking reported by students. Further study with larger cohorts of high school students is needed to confirm the lifetime prevalence of tobacco smoking reported here and to gather longitudinal surveillance data on the prevalence of continued smoking into adulthood.
วัตถุประสงค์:การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ และรวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการใช้สารเสพติดในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดกรุงเทพฯและนครปฐมรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณา วิธีดําเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจํานวน 624 คน จากโรงเรียนมัธยม 3 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดนครปฐม ซึ่งได้รับการเลือกจากการแบ่งระดับชั้นการศึกษา โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดการใช้สารเสพติด (The Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test;ASSIST) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกแบบไบนารีเพื่อสร้างสมการทํานายผลการวิจัย: ผลการศึกษานักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายพบว่ามีการสูบบุหรี่ประมาณร้อยละ 10 และดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 34.8 จากการทดสอบสมการทํานาย พบว่า เพศ ประเภทของโรงเรียน สถานภาพสมรสบิดามารดา ระดับการศึกษาของบิดามารดา และผลการศึกษา (GPA) ร่วมกันทํานายการดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 17.7 โดย เพศ ประเภทของโรงเรียน การรับรู้ความเพียงพอของรายได้ สถานภาพสมรสบิดามารดา และผลการศึกษา สามารถร่วมกันทํานายการสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 15.8 สรุปและข้อเสนอแนะ:การศึกษานี้พบว่า อัตราการดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างต่ำ แต่อัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมีนัยสําคัญ ข้อมูลการวิจัยนี้สนับสนุนการพัฒนาและทดสอบนโยบายการป้องกันการสูบบุหรี่ที่มีความเฉพาะเจาะจง รวมทั้งกลยุทธ์การเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงขึ้นของนักเรียน รวมถึงควรศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเพิ่มขึ้น เพื่อยืนยันความชุกของการสูบบุหรี่และเพื่อรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังในระยะยาวเกี่ยวกับความชุกของการสูบบุหรี่ต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่
วัตถุประสงค์:การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ และรวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการใช้สารเสพติดในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดกรุงเทพฯและนครปฐมรูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงพรรณา วิธีดําเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจํานวน 624 คน จากโรงเรียนมัธยม 3 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดนครปฐม ซึ่งได้รับการเลือกจากการแบ่งระดับชั้นการศึกษา โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดการใช้สารเสพติด (The Alcohol, Smoking and Substance Involvement Screening Test;ASSIST) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติถดถอยโลจิสติกแบบไบนารีเพื่อสร้างสมการทํานายผลการวิจัย: ผลการศึกษานักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายพบว่ามีการสูบบุหรี่ประมาณร้อยละ 10 และดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 34.8 จากการทดสอบสมการทํานาย พบว่า เพศ ประเภทของโรงเรียน สถานภาพสมรสบิดามารดา ระดับการศึกษาของบิดามารดา และผลการศึกษา (GPA) ร่วมกันทํานายการดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 17.7 โดย เพศ ประเภทของโรงเรียน การรับรู้ความเพียงพอของรายได้ สถานภาพสมรสบิดามารดา และผลการศึกษา สามารถร่วมกันทํานายการสูบบุหรี่ของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 15.8 สรุปและข้อเสนอแนะ:การศึกษานี้พบว่า อัตราการดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มตัวอย่างค่อนข้างต่ำ แต่อัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมีนัยสําคัญ ข้อมูลการวิจัยนี้สนับสนุนการพัฒนาและทดสอบนโยบายการป้องกันการสูบบุหรี่ที่มีความเฉพาะเจาะจง รวมทั้งกลยุทธ์การเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดอัตราการสูบบุหรี่ที่สูงขึ้นของนักเรียน รวมถึงควรศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเพิ่มขึ้น เพื่อยืนยันความชุกของการสูบบุหรี่และเพื่อรวบรวมข้อมูลการเฝ้าระวังในระยะยาวเกี่ยวกับความชุกของการสูบบุหรี่ต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่
Sponsorship
โครงการวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากเงินกองทุน ซี.เอ็ม.บี. คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล