NS-Article
Permanent URI for this collectionhttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/83
Browse
Recent Submissions
Publication Open Access ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกลับมาตรวจคัดกรองเบาหวานหลังคลอดในมารดาที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์(2567) เรวดี มีวงษ์; ปิยะนันท์ ลิมเรืองรอง; วรรณา พาหุวัฒนกร; ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร; Rewadee Meewong; Piyanun Limruangrong; Wanna Phahuwatanakorn; Dittakarn Boriboonhirunsarnวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอิทธิพลของจำนวนครั้งของการคลอด ทัศนคติต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ชนิดของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การสนับสนุนทางสังคม ความพึงพอใจต่อการรับบริการ และสิทธิรักษาพยาบาล ต่อการกลับมารับการตรวจคัดกรองเบาหวานหลังคลอดของมารดาที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดที่ได้รับการวินิจฉัยภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวนทั้งหมด 120 ราย ที่นอนพักรักษาภายหลังคลอดที่หอผู้ป่วยหลังคลอดของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามทัศนคติต่อภาวะเบาหวาน แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการรับบริการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ และสถิติถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัย: จำนวนครั้งของการคลอด ทัศนคติต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ชนิดของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การสนับสนุนทางสังคม ความพึงพอใจต่อการรับบริการ และสิทธิรักษาพยาบาล สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการกลับมาตรวจคัดกรองเบาหวานหลังคลอด ได้ร้อยละ 37.3 (R2 = .37) โดยทัศนคติต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (OR = 15.67, 95%CI [3.42, 71.86]) และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (OR = 8.69, 95%CI [1.38, 54.66]) สามารถทำนายการกลับมาตรวจคัดกรองเบาหวานหลังคลอดในมารดาที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ (p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: ทัศนคติต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และสิทธิรักษาพยาบาลมีผลต่อการกลับมาตรวจคัดกรองเบาหวานหลังคลอดในมารดาที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ดังนั้น ควรส่งเสริมมารดาให้มีทัศนคติที่ดี เชิงบวกต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และส่งเสริมนโยบายการเข้าถึงสิทธิการรักษาที่ครอบคลุมการตรวจคัดกรองเบาหวานหลังคลอดPublication Open Access ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมารดาในมารดาที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง(2568) พรรษชล สุปาลกร; วรรณา พาหุวัฒนกร; เอมพร รตินธร; Phatsachon Supalakorn; Wanna Phahuwatanakorn; Ameporn Ratinthornวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอิทธิพลของอายุ จำนวนครั้งของการคลอดบุตร การวางแผนการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และการสนับสนุนทางสังคม ต่อการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมารดาในมารดาที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องที่มารับบริการ ณ คลินิกวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 117 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคมของมารดาหลังคลอด แบบประเมินภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และแบบสำรวจเอกลักษณ์การเป็นมารดา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน สถิติสหสัมพันธ์สเปียร์แมน สถิติสหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้น ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า อายุ จำนวนครั้งของการคลอดบุตร การวางแผนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และการสนับสนุนทางสังคม สามารถร่วมกันทำนายการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมารดาในมารดาหลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องได้ร้อยละ 38 (R2 = .38) โดยการคลอดบุตรครั้งที่ 3 และการสนับสนุนทางสังคม สามารถทำนายการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมารดาในมารดาที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .21, p = .009 และ β = .56, p < .001 ตามลำดับ) สรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลผดุงครรภ์ควรสนับสนุนให้สามีและสมาชิกครอบครัวมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นมารดาในมารดาที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง โดยเฉพาะในมารดาที่มีบุตรคนแรกPublication Open Access ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง(2567) กรรณิการ์ ทับทิมกลาง; วารุณี พลิกบัว; ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ; Kannika Thapthimklang; Warunee Phligbua; Doungrut Wattanakitkrileartวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ ในการทำนายคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบตัดขวาง วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มาติดตามการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี จำนวน 126 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการกำเริบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบสอบถามการปฏิบัติกิจกรรมทางกาย แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบสอบถามอุปสรรคในการรับการรักษา และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในระดับดี ร้อยละ 69.8 ตัวแปรที่สามารถอธิบายความผันแปรของคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีเพียง 3 ตัวแปร คือ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (β = .43, p < .001) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (β = - .21, p < .01) และการปฏิบัติกิจกรรมทางกาย (β = .19, p = .013) ซึ่งสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้ร้อยละ 36.3 (adjusted R2 = .36) สรุปและข้อเสนอแนะ: ความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการปฏิบัติกิจกรรมทางกาย สามารถทำนายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ พยาบาลควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถค้นหาข้อมูลทางสุขภาพจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วย สามารถปฏิบัติกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ และลดความวิตกกังวลโดยให้ข้อมูลการป้องกันการกำเริบของโรค รวมทั้งการจัดการตนเองเมื่อเกิดอาการกำเริบ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังPublication Open Access ความคาดหวังและความพึงพอใจของบุคลากรสายวิชาการต่อการสนับสนุนการปฏิบัติงานในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(2568) แสงเดือน พรหมจันทร์; ฐิติวัชร พึ่งเงิน; Sangduan Promjan; Thitiwatchara Phueng-ngernการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังและความพึงพอใจของบุคลากรสายวิชาการต่อการสนับสนุน การปฏิบัติงานในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการ จำนวน 80 คน โดยทำการสำรวจผ่านแบบสอบถาม และได้รับขอมูลแบบสอบถามตอบกลับที่มีความสมบูรณ์ รวมทั้งสิ้น 80 ชุด ผลการวิจัยจากการศึกษาเปรียบเทียบระดับความคาดหวังของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ด้านอายุ มีความคาดหวังไม่แตกต่างกัน ด้านสถานภาพ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พบว่า ข้าราชการมีความคาดหวังสูงกว่าพนักงานมหาวิทยาลัย ด้านอายุงานและด้านตำแหน่งทางวิชาการ พบว่า มีความคาดหวังไม่แตกต่างกัน และผลการวิจัยจากการศึกษาเปรียบเทียบระดับความคาดพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านอายุทั้ง 4 ช่วงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ กลุ่มอายุน้อยกว่า 45 ปี มีความพึงพอใจน้อยกว่ากลุ่มที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 36-45 มีคะแนนความพึงพอใจต่ำที่สุด ด้านสถานภาพ พบว่า ข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย มีความคาดหวังไม่แตกต่างกัน ด้านอายุงาน พบว่า มีความคาดหวังแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่า กลุ่มที่มีอายุงาน 6-10 ปี มีความพึงพอใจน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ ด้านตำแหน่งทางวิชาการ พบว่า มีความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่า กลุ่มตำแหน่งทางวิชาการ ระดับรองศาสตราจารย์ มีความพึงพอใจสูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มผู้ช่วยอาจารย์มีระดับความพึงพอใจต่ำที่สุดPublication Open Access อิทธิพลของอายุ จำนวนครั้งของการคลอด การบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย การติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และภาวะซึมเศร้าต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน(2567) มินธิฌา ไกรสิทธิ์; นันทนา ธนาโนวรรณ; ปิยะนันท์ ลิมเรืองรอง; Minticha Kraisit; Nanthana Thananowan; Piyanun Limruangrongวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ จำนวนครั้งของการคลอด การบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย การติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และภาวะซึมเศร้าต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนจำนวน 138 ราย ที่มาฝากครรภ์โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลการตั้งครรภ์และการคลอด แบบสอบถาม Edinburgh Postnatal Depression Scale ฉบับภาษาไทย แบบวัดพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และแบบสอบถามกิจกรรมทางกายสำหรับหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ การทดสอบฟิชเชอร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ ผลการวิจัย: อายุ จำนวนครั้งของการคลอด การบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย การติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และภาวะซึมเศร้าสามารถร่วมกันทำนายน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนได้ร้อยละ 27 (R2 = .27) และมีความแม่นยำในการทำนายได้ถูกต้องร้อยละ 75.4 (Overall Percentage = 75.4) โดยกิจกรรมทางกายเป็นปัจจัยที่ทำนายน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนได้มากที่สุด (OR = 5.08, 95%CI [1.56, 16.52]) รองลงมาคือ การบริโภคอาหาร (OR = 3.05, 95%CI [1.26, 7.38]) และอายุ (OR = 2.69, 95%CI [1.08, 6.70]) ตามลำดับ สรุปและข้อเสนอแนะ: อายุ การบริโภคอาหาร และกิจกรรมทางกาย มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ดังนั้น พยาบาลผดุงครรภ์ควรประเมินปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวและพัฒนาแนวทางการพยาบาลรวมทั้งการให้ความรู้เรื่องบริโภคอาหารร่วมกับกิจกรรมทางกายเพื่อป้องกันน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์เกินเกณฑ์ในสตรีตั้งครรภ์ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนPublication Open Access ผลของโปรแกรมเสริมสร้างทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการคลอดต่อความตั้งใจในการคลอดทางช่องคลอดในสตรีตั้งครรภ์แรก(2567) พิมพ์ชนก กลิ่นชะเอม; เอมพร รตินธร; นันทนา ธนาโนวรรณ; ศศิธารา น่วมภา; Pimchanok Klincha-em; Ameporn Ratinthorn; Nanthana Thananowan; Sasitara Nuampaวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการคลอดต่อความตั้งใจในการคลอดทางช่องคลอดในสตรีตั้งครรภ์แรก รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์แรก จำนวน 46 ราย ที่มารับบริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 23 ราย กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมเสริมสร้างทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการคลอด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามความตั้งใจในการคลอดทางช่องคลอด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบข้อมูลด้วยสถิติไคสแควร์ สถิติฟิชเชอร์ สถิติทดสอบแมน-วิทนีย์ และสถิติทดสอบวิลคอกซัน ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองมีคะแนนความตั้งใจในการคลอดทางช่องคลอดหลังการทดลองมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = 3.53, p < .001) และกลุ่มทดลองมีคะแนนความตั้งใจในการคลอดทางช่องคลอดมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = 2.31, p = .021) สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมเสริมสร้างทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการคลอดสามารถส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์แรกมีความตั้งใจในการคลอดทางช่องคลอดเพิ่มมากขึ้น จากผลการศึกษาเสนอแนะให้ พยาบาลประจำหน่วยฝากครรภ์ควรนำโปรแกรมเสริมสร้างทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในการควบคุมการคลอด ไปเป็นแนวทางในการส่งเสริมสตรีตั้งครรภ์ให้ตั้งใจคลอดทางช่องคลอด โดยเน้นการให้ความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนทัศนคติ วิเคราะห์ความสามารถในการเผชิญการคลอด ฝึกเทคนิคการบรรเทาปวด โดยให้สามีเข้ามามีส่วนร่วม และใช้หนังสือคู่อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อความรู้Publication Open Access ผลของโปรแกรมลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าตามกรอบแนวคิดทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพบพลาว(2567) ธัญญารัตน์ ชัชวาลย์พันธ์; วิมลนันท์ พุฒิวณิชพงศ์; นพพร ว่องศิริมาศ; พวงเพชร เกษรสมุทร; Tanyarat Chatchawarnpan; Wimolnun Pudtivarnichapong; Nopporn Vongsirimas; Phuangphet Kaesornsamutวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพบพลาวในการลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่ม โดยทำการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่รอเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจำนวน 27 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมลดความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดซึ่งสร้างขึ้นตามกรอบทฤษฎีของเพบพลาว ประกอบด้วย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะการสร้างสัมพันธภาพ ระยะดำเนินการแก้ไขปัญหา และระยะยุติสัมพันธภาพ ผู้วิจัยมีบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษา ผู้สอน ผู้ให้ความรู้ และผู้บำบัด เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ แบบสอบถามความวิตกกังวลขณะเผชิญ โดยวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างก่อนได้รับโปรแกรมฯ มีคะแนนความวิตกกังวลเฉลี่ยเท่ากับ 64.3 คะแนน (SD = 3.23) และคะแนนความวิตกกังวลเฉลี่ยที่วัดทันทีหลังได้รับโปรแกรมฯ เท่ากับ 27.7 คะแนน (SD = 2.81) ผลการวิเคราะห์พบว่า ความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.55, p < .001) สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมลดความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดสามารถลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่รอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ ดังนั้นผู้ป่วยก่อนผ่าตัดทุกรายควรได้รับการประเมินความวิตกกังวลและได้รับโปรแกรมลดความวิตกกังวล นอกจากนี้ควรมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ศึกษาในโรงพยาบาลหลากหลายระดับ และหลากหลายภูมิภาคเพื่อสามารถอ้างอิงผลการวิจัยได้ครอบคลุมกลุ่มประชากร รวมทั้งควรมีการศึกษาโดยใช้กลุ่มทดลองเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมด้วยเพื่อยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรมPublication Open Access ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิด(2567) กฤษญา พงษ์หาญ; วิมลรัตน์ ภู่วราวุฒิพานิช; ชลธิรา เรียงคำ; ยงค์ รงค์รุ่งเรือง; Kritsaya Ponghan; Wimolrat Puwarawuttipanit; Chontira Riangkam; Yong Rongrungruangวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของดัชนีมวลกาย คุณภาพการนอนหลับ ความเหนื่อยล้า และการสนับสนุนทางสังคมต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิด รูปแบบการวิจัย: ความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการตรวจรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิสองแห่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 126 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิด แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับของพิตส์เบิร์ก แบบประเมินความเหนื่อยล้า แบบประเมินหลายมิติเกี่ยวกับการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย: ค่าอรรถประโยชน์ของผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดมีค่าตั้งแต่ -1 ถึง 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ .83 (SD = .10) ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดได้ร้อยละ 68 (R2 = .68) โดยปัจจัยความเหนื่อยล้าสามารถทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดได้มากที่สุด (β = .67, p < .001) รองลงมา คือ การสนับสนุนทางสังคม (β = .21, p < .001) และคุณภาพการนอนหลับ (β = - .13, p = .033) สรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลและบุคลากรสุขภาพควรมีการประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิด รวมทั้งประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ได้แก่ ความเหนื่อยล้า คุณภาพการนอนหลับ การสนับสนุนทางสังคม และวางแผนการดูแลรวมถึงสร้างโปรแกรมการพยาบาลเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าหรือส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับและการสนับสนุนทางสังคมเพื่อให้ผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพที่ดีต่อไปPublication Open Access การศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติในเรื่องการจัดการความรู้ของบุคลากรในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(2567) ดารานิตย์ กิ่งวัน; นภัสสร ลาภณรงค์ชัย; กณพ คําสุข; Daranit Kingwan; Napassorn Lapnarongchai; Kanop Kumsukการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติในเรื่องการจัดการความรู้ของบุคลากรในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายวิชาการ และสายสนับสนุนที่ปฏิบัติงานอยู่ในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 90 คน โดยตอบแบบสอบถามเรื่องความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติในเรื่องการจัดการความรู้ของบุคลากร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความสัมพันธ์โดยใช้สถิติ Pearson correlation ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ของบุคลากรในเรื่องการจัดการความรู้มีคะแนนเฉลี่ย 0.87 (S.D .146) ทัศนคติในเรื่องการจัดการความรู้อยู่ในระดับดี มีคะแนนเฉลี่ย 4.27 (S.D .574) การปฏิบัติในการจัดการความรู้ของบุคลากรอยู่ในระดับดี มีคะแนนเฉลี่ย 4.14 (S.D .531) ส่วนความสัมพันธ์ระหว่าง ความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติในเรื่องการจัดการความรู้ พบว่า ความรู้ไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติในการจัดการความรู้ และทัศนคติไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติในเรื่องการจัดการความรู้ของบุคลากรในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลการศึกษาครั้งนี้สนับสนุนให้หน่วยงานมีแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และกำหนดเป็นนโยบายสำหรับหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เรื่องการจัดการความรู้อย่างทั่วถึงทั้งองค์กรPublication Open Access กว่าจะเป็นวัฒนธรรมมหิดล: สร้างสรรค์อย่างยั่งยืน(2554) อริยา ธัญญพืชPublication Open Access ปัจจัยทำนายการรับรู้ความสามารถของมารดาในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลในช่วงการระบาดของโควิด-19(2567) พจนวรรณ ยาท้าว; สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; อรุณรัตน์ ศรีจันทรนิตย์; Podchanawan Yataw; Somsiri Rungamornarat; Arunrat Srichantaranitวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการรับรู้ความสามารถในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดของมารดาหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลในช่วงแพร่ระบาดของโควิด 19 รูปแบบการวิจัย: การวิจัยหาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ มารดาของทารกเกิดก่อนกำหนดจำนวน 121 คน ที่ทารกได้รับการรักษาและจำหน่ายจากหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดกึ่งวิกฤตของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ จำนวน 3 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของมารดาและทารก 2) แบบสอบถามความรอบรู้ในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด 3) แบบสอบถามการมีส่วนร่วมของมารดาในการดูแลทารกขณะอยู่โรงพยาบาล 4) แบบสอบถามความพร้อมของมารดาในการจำหน่ายทารกกลับบ้าน และ 5) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติวิเคราะห์การถดถอยพหุ ผลการวิจัย: ความพร้อมของมารดาในการจำหน่ายทารกกลับบ้านสามารถทำนายการรับรู้ความสามารถในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดของมารดาหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลได้มากที่สุด (gif.latex?\beta = .55, p < .001) รองลงมาคือความรอบรู้ในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดของมารดา (gif.latex?\beta = .16, p = .047) โดยทั้งสองตัวแปรสามารถร่วมกันทำนายการรับรู้ความสามารถในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดของมารดาหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลได้ร้อยละ 39 (R2 = .39, F(2, 118) = 25.14, p < .001) สรุปและข้อเสนอแนะ: การเตรียมความพร้อมของมารดาในการจำหน่ายทารกและความรอบรู้ด้านสุขภาพของมารดาในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด สามารถทำนายการรับรู้ความสามารถในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดของมารดาหลังจำหน่ายจากโรงพยาบาลได้ ดังนั้นควรมีการประเมินความพร้อมของมารดาในการจำหน่ายทารกให้ครอบคลุมทุกด้าน ร่วมกับการส่งเสริมให้มารดามีความรอบรู้ในการดูแลทารกเกิดก่อนกำหนด ได้แก่ การจัดให้มีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับทารกเกิดก่อนกำหนดที่มารดาสามารถเข้าถึง เข้าใจง่าย น่าเชื่อถือ ทันสมัย จะสามารถส่งผลให้มารดาสามารถดูแลทารกเกิดก่อนกำหนดเมื่อกลับไปอยู่บ้านได้Publication Open Access ปัจจัยทำนายปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กก่อนวัยเรียน(2567) ลักษณ์ขนิษฐา อรัญกิตติภูมิ; สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; อาภาวรรณ หนูคง; Lukkhanidtha Arunyakittiphoom; Somsiri Rungamornrat; Apawan Nookongวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของเวลาการใช้หน้าจอ ชั่วโมงการนอน พฤติกรรมการเลี้ยงดู 2 รูปแบบ ได้แก่ การเลี้ยงดูแบบสนับสนุนและการเลี้ยงดูแบบไม่เป็นมิตร และความโกลาหลในบ้านต่อปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารของเด็กก่อนวัยเรียน รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นบิดา มารดา หรือผู้ดูแลหลักของเด็กก่อนวัยเรียน และเด็กก่อนวัยเรียนอายุระหว่าง 3-5 ปี จำนวน 186 คู่ ที่เข้ารับการศึกษาในสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 8 แห่ง เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามเวลาการใช้หน้าจอ แบบสอบถามชั่วโมงการนอนตอนกลางคืน แบบสอบถามพฤติกรรมการเลี้ยงดู 2 รูปแบบ ได้แก่ การเลี้ยงดูแบบสนับสนุนและการเลี้ยงดูแบบไม่เป็นมิตร แบบสอบถามความโกลาหลในบ้าน และแบบประเมินปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กก่อนวัยเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย: ความโกลาหลในบ้านสามารถทำนายปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กก่อนวัยเรียน (gif.latex?\beta = .23, p < .01) ส่วนเวลาการใช้หน้าจอ ชั่วโมงการนอนตอนกลางคืน พฤติกรรมการเลี้ยงดูทั้งสองรูปแบบ ได้แก่ การเลี้ยงดูแบบสนับสนุนและการเลี้ยงดูแบบไม่เป็นมิตร ไม่สามารถทำนายปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กก่อนวัยเรียน (p > .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: ความโกลาหลในบ้านเป็นปัจจัยเพียงเรื่องเดียวที่สามารถทำนายปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กก่อนวัยเรียนได้ ดังนั้น พยาบาลเด็กและพยาบาลชุมชนควรร่วมกันวางแผนประเมินความโกลาหลในบ้านในการเยี่ยมบ้านเด็กก่อนวัยเรียน และควรพัฒนากลวิธีในการให้คำแนะนำแก่บิดา มารดา หรือผู้ดูแลหลักในการจัดการความโกลาหลในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาพฤติกรรมด้านการคิดเชิงบริหารในเด็กก่อนวัยเรียนPublication Open Access ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยวัณโรคปอด(2567) ชาตยา ภูมิประเสริฐ; วิมลรัตน์ ภู่วราวุฒิพานิช; วารุณี พลิกบัว; ยงค์ รงค์รุ่งเรือง; Chataya Poomprasert; Wimolrat Puwarawuttipanit; Warunee Phligbua; Yong Rongrungruangวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของ ระยะเวลาการเจ็บป่วย ระบบการรับประทานยา อาการเหนื่อยล้า และพฤติกรรมสุขภาพ ต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยวัณโรคปอด รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างจำนวน 129 ราย เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอด มาตรวจติดตามการรักษาที่หน่วยตรวจโรคอายุรศาสตร์ ตึกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในกรุงเทพมหานคร โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกคือ เป็นผู้ป่วยรายใหม่ ผู้ป่วยกลับเป็นซ้ำ และผู้ป่วยรักษาซ้ำ ที่ไม่อยู่ในระยะแพร่กระจายเชื้อและมีอาการและอาการแสดงของโรคสงบลง ระดับความรู้สึกตัวดี สื่อสารภาษาไทยได้ ไม่มีภาวะพร่องในการรู้คิด เกณฑ์การคัดออก คือ ได้รับการวินิจฉัยมีปัญหาทางจิตเวช และกำลังติดเชื้อโควิด-19 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการเจ็บป่วย 2) แบบสอบถามอาการเหนื่อยล้าของไปเปอร์ ฉบับปรับปรุง 3) แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ และ 4) แบบสอบถามคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพเท่ากับ 63.43 (SD = 19.26) และร้อยละ 38 ระบุว่ามีสุขภาพดีใกล้เคียงกับเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว และจากการศึกษาพบว่า ระยะเวลาการเจ็บป่วย ระบบการรับประทานยา อาการเหนื่อยล้า และพฤติกรรมสุขภาพ สามารถอธิบายความผันแปรคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยวัณโรคปอดได้ร้อยละ 34 (R2 = .34) โดยอาการเหนื่อยล้าสามารถทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพได้มากที่สุด รองลงมาเป็นพฤติกรรมสุขภาพและระยะเวลาการเจ็บป่วย (gif.latex?\beta = - .48, p < .001, gif.latex?\beta = .16, p < .05, gif.latex?\beta = .15, p < .05) ตามลำดับ สรุปและข้อเสนอแนะ: ระยะเวลาการเจ็บป่วย อาการเหนื่อยล้าและพฤติกรรมสุขภาพเป็นปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยวัณโรคปอด ได้ ดังนั้นพยาบาลควรมีการประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพและปัจจัยที่มีอิทธิพลเหล่านี้ และมีการสร้างโปรแกรมการลดอาการเหนื่อยล้า ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้สอดคล้องเหมาะสมกับระยะเวลาที่เจ็บป่วย เพื่อนำไปสู่การเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยวัณโรคปอดต่อไปPublication Open Access ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของสมาชิกในครอบครัว(2567) เพียงหทัย กิ่งสังวาล; ยุพา จิ๋วพัฒนกุล; ปิยะธิดา นาคะเกษียร; Pianghathai Kingsangval; Yupa Jewpattanakul; Piyatida Nakagasienวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความ ดันโลหิตสูงของสมาชิกในครอบครัว รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง 86 คน เป็นสมาชิกในครอบครัว ซึ่งทำหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง อาศัยอยู่ในชุมชน กรุงเทพมหานคร แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 43 คน กลุ่มทดลองได้เข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจที่ประยุกต์จากมโนมติการเสริมสร้างพลังอำนาจของ Gibson โดยได้ค้นพบสภาพการณ์จริงจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแล ได้รับคำแนะนำ คู่มือการดูแล และคลิปวิดีโอสั้นการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง การโทรศัพท์กระตุ้นการตัดสินใจเลือกวิธีการดูแลที่เหมาะสมและลงมือปฏิบัติดูแลผู้ป่วยด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยา การผ่อนคลายความเครียด และการมาตรวจตามนัด นอกจากนั้นยังได้รับข้อความสั้น 6 ครั้ง และการโทรศัพท์ติดตาม 4 ครั้ง เพื่อให้เกิดการคงไว้ซึ่งการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการเยี่ยมบ้านและคำแนะนำในการดูแลสุขภาพทั่วไป ประเมินพฤติกรรมการดูแลก่อนและหลังให้โปรแกรม 8 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการรับรู้พลังอำนาจของสมาชิกในครอบครัว และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบทีแบบสองกลุ่มอิสระ และแบบสองกลุ่มไม่อิสระ ผลการวิจัย: หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(84) = 10.75, p < .001) เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงก่อนได้รับโปรแกรม พบว่า คะแนนภายหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (t(42) = 10.28, p < .001) สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงของสมาชิกในครอบครัวได้ ซึ่งควรออกแบบโปรแกรมสำหรับกลุ่มตัวอย่างทั้งที่เป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงและสมาชิกในครอบครัว อีกทั้งควรนำโปรแกรมไปปรับใช้กับสมาชิกในครอบครัวผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆPublication Open Access ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแผนผ่านสมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมอาการของเด็กวัยเรียนโรคหืด(2567) ณัฐกาญจน์ การัณยภาสสกุล; อาภาวรรณ หนูคง; อรุณรัตน์ ศรีจันทรนิตย์; Nattakan Karanyapassakul; Apawan Nookong; Arunrat Srichantaranitวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแผนผ่านสมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมอาการของเด็กวัยเรียนโรคหืด รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกึ่งทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กวัยเรียนโรคหืดที่มารับบริการในคลินิกโรคหืดอย่างง่ายที่โรงพยาบาล 2 แห่ง ในจังหวัดนครปฐม จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 25 คน มีการจับคู่อายุและระดับการควบคุมอาการโรคหืด กลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแผนผ่านสมาร์ทโฟนแอปพลิเคชันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ตามกรอบแนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนของ Ajzen รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินระดับการควบคุมอาการโรคหืด และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของเด็กวัยเรียนโรคหืด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการทดสอบที และไคสแควร์ ผลการวิจัย: เด็กวัยเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.46, p < .001) และร้อยละของเด็กในกลุ่มทดลองอยู่ในระดับควบคุมอาการได้มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (gif.latex?\chi2 = 7.22, p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามแผนผ่านสมาร์ทโฟนแอปพลิเคชัน สามารถส่งเสริมให้เด็กวัยเรียนโรคหืดมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีขึ้น ส่งผลให้ระดับการควบคุมอาการโรคหืดดีขึ้น บุคลากรทีมสุขภาพควรนำโปรแกรมฯ ไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองและควบคุมอาการของเด็กวัยเรียนโรคหืดPublication Open Access Factors Predicting Infection Prevention Behaviors among Caregivers of Children with Cancer Undergoing Chemotherapy(2024)Purpose: The objective of this study was to assess the predictive power of health literacy, family support, and home environment on the infection prevention behaviors of caregivers of children with cancer undergoing chemotherapy. Design: Predictive correlational research. Methods: The study consisted of 80 caregivers of children with cancer, aged 1-15 years, all types of cancer at every state of treatment, who were followed up both inpatient and outpatient units at two tertiary hospitals in Bangkok. Convenience sampling was used to select the caregivers being the primary caregivers of the children while at home, aged 18-59 years, and able to communicate Thai language. Data were collected by using 5 questionnaires including 1) Demographic Data Questionnaire, 2) The Infection Prevention Behaviors Questionnaire, 3) The Health Literacy Questionnaire, 4) The Family Support Questionnaire, and 5) The Home Environment Questionnaire. The data were analyzed using descriptive statistics and stepwise multiple regression. Main findings: The results revealed that overall prevention infection behaviors were high (gif.latex?\bar{X} = 116, SD = 11.69). The mean score of health literacy (gif.latex?\bar{X} = 91.95, SD = 7.02) family support (gif.latex?\bar{X} = 66.18, SD = 9.08) and home environment (gif.latex?\bar{X} = 14.04, SD = 1.36) were also high. Health literacy was the only factor that could predict infection preventive behaviors (gif.latex?\beta = 0.30, t = 2.77, p < .01). Conclusion and recommendations: The caregivers' infection prevention behaviors were influenced by their level of health literacy. Consequently, it is imperative for nurses and healthcare professionals to thoroughly assess the health literacy of caregivers. Then provide support by implementing interventions designed to enhance health literacy in order to improve understanding and application of infection prevention knowledge. These interventions should provide additional channels to access to knowledge, including the preparation of fruits and vegetables, as well as oral assessment and oral hygiene to prevent infections in children with cancer undergoing chemotherapy.Publication Open Access ประสบการณ์การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของพยาบาลที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(2567) สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง; กรกนก เกื้อสกุล; ญาดา หงษ์โต; Sudaporn Payakkaraung; Kornkanok Kuesakul; Yada Hongtoวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจการให้ความหมายประสบการณ์การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของพยาบาลที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของประเทศไทย รูปแบบการวิจัย: การศึกษาปรากฎการณ์วิทยาเชิงพรรณนา วิธีดำเนินการวิจัย: สัมภาษณ์เชิงลึกพยาบาลที่เคยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงและแบบบอกต่อ ทุกการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้วิจัยทำการมีการบันทึกเสียง ถอดเทปคำต่อคำ จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลและตีความหมายข้อมูลด้วยวิธีการของโคไลซีร่วมกับการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัย: พยาบาลจำนวน 20 คน อายุระหว่าง 29-59 ปี อายุเฉลี่ยเท่ากับ 42.80 ปี (SD±8.23) ปฏิบัติงานในคลินิกนมแม่ (ร้อยละ 40, n = 8) อายุงานระหว่าง 5-38 ปี อายุงานเฉลี่ย 19.55 ปี (SD±9.60) ผลการวิจัยนำเสนอประสบการณ์การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของพยาบาลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ประเด็นหลัก 8 ประเด็นย่อย โดย 3 ประเด็นหลัก คือ 1) ปรับวิธีคิดและมุมมองในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 2) เปลี่ยนวิธีการให้บริการ และ 3) ขับเคลื่อนนโยบายด้านการปฏิบัติด้วยประสบการณ์ ความรู้ และหลักฐานเชิงประจักษ์ สรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลที่ติดเชื้อโควิด-19 ยอมรับว่าการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เผชิญกับความท้าทายหลายประการ ประสบการณ์การเป็นผู้ป่วยโควิด-19 กระตุ้นให้พวกเขาปรับทัศนคติเพื่อให้การพยาบาลที่ดีขึ้น พัฒนาแนวทางใหม่ในการให้บริการด้านสุขภาพ และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงปฏิบัติด้วยประสบการณ์ ความรู้ และหลักฐานเชิงประจักษ์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญด้วยการกำหนดนโยบายการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและมีระบบสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตPublication Open Access ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์และภาวะครรภ์เป็นพิษของผู้คลอดในระยะที่ 1 ของการคลอด(2567) กมลรัตน์ สงนอก; นันทนา ธนาโนวรรณ; ปิยะนันท์ ลิมเรืองรอง; ภัทรวลัย ตลึงจิตร; Kamonrat Songnok; Nanthana Thananowan; Piyanun Limruangrong; Pattarawalai Talungchitวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของอายุ ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ ความวิตกกังวลในระยะคลอด และความรุนแรงที่เกิดจากคู่สมรสต่อความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์และภาวะครรภ์เป็นพิษของผู้คลอดในระยะที่ 1 ของการคลอด รูปแบบการวิจัย: การศึกษาจากผลไปหาเหตุแบบกลุ่มศึกษาและกลุ่มเปรียบเทียบ วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นมารดาหลังคลอดจำนวน 195 ราย ที่ผ่านการคลอดปกติและคลอดด้วยวิธีสูติศาสตร์หัตถการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มศึกษาจำนวน 65 ราย เป็นกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์และภาวะครรภ์เป็นพิษในระยะที่ 1 ของการคลอด และกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 130 ราย เป็นกลุ่มที่ไม่มีความดันโลหิตสูงในระยะที่ 1 ของการคลอด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกข้อมูลทางสูติกรรม แบบสอบถามความวิตกกังวลในระยะคลอด และแบบคัดกรองความรุนแรง ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ และสถิติถดถอยโลจิสติกเชิงพหุ ผลการวิจัย: อายุ ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ ความวิตกกังวลในระยะคลอด และความรุนแรงที่เกิดจากคู่สมรส สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์และภาวะครรภ์เป็นพิษของผู้คลอดในระยะที่ 1 ของการคลอดได้ร้อยละ 36 (R2 = .36) และมีความแม่นยำในการทำนายได้ถูกต้องร้อยละ 76.9 (overall percentage = 76.9) ปัจจัยที่สามารถทำนายได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ความวิตกกังวลในระยะคลอด (OR = 6.83, 95%CI = 3.10, 15.05) ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งได้แก่ ภาวะอ้วน (OR = 5.73, 95%CI = 2.27, 14.46) และน้ำหนักเกินเกณฑ์ (OR = 3.29, 95%CI = 1.39, 7.80) และความรุนแรงที่เกิดจากคู่สมรส (OR = 2.92, 95%CI = 1.27, 6.70) ตามลำดับ สรุปและข้อเสนอแนะ: ความวิตกกังวลในระยะคลอด ดัชนีมวลกายก่อนตั้งครรภ์ และความรุนแรงที่เกิดจากคู่สมรสมีผลต่อการเกิดความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์และภาวะครรภ์เป็นพิษในระยะที่ 1 ของการคลอด ดังนั้น พยาบาลผดุงครรภ์ควรประเมินปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวและพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้คลอดเพื่อป้องกันการเกิดความดันโลหิตสูงเนื่องจากการตั้งครรภ์และภาวะครรภ์เป็นพิษในระยะที่ 1 ของการคลอดPublication Open Access ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลในการดูแลมารดาหลังคลอดและทารกแรกเกิดโดยผ่านการเรียนรู้แบบใช้สถานการณ์เสมือนจริง(2567) เสาวรส แพงทรัพย์; สุดหทัย ศิริเทพมนตรี; พรนภา ตั้งสุขสันต์; กุลธิดา ทรัพย์สมบูรณ์; กุลธิดา ทรัพย์สมบูรณ์; Saowaros Pangzup; Sudhathai Sirithepmontree; Pornnapa Tangsuksan; Kultida Subsomboon; Ameporn Ratinthornวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอิทธิพลของความรู้ ทัศนคติต่อการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง อัตลักษณ์ทางวิชาชีพ ความเครียด สมรรถนะของผู้สอน การออกแบบการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง และการรับรู้ความสำคัญของการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ซึ่งได้แก่ ความพึงพอใจและความมั่นใจของตนเองในการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลในการดูแลมารดาหลังคลอดและทารกแรกเกิดโดยผ่านการเรียนรู้แบบใช้สถานการณ์เสมือนจริง รูปแบบการศึกษา: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 100 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบง่าย เก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 โดยใช้เครื่องมือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามทัศนคติต่อการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง 3) แบบสอบถามการรับรู้อัตลักษณ์ทางวิชาชีพ 4) แบบสอบถามการรับรู้ความเครียด 5) แบบสอบถามการรับรู้สมรรถนะในการสอนของผู้สอน 6) แบบสอบถามการรับรู้การออกแบบการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง 7) แบบสอบถามการรับรู้ความสำคัญของการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง 8) แบบสอบถามความพึงพอใจและความมั่นใจในการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา: ตัวแปรที่ศึกษาทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลได้ร้อยละ 66 (R2 = .66) โดยตัวแปรที่สามารถทำนายความพึงพอใจของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ทัศนคติต่อการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง (gif.latex?\beta = .43, p < .001) การรับรู้สมรรถนะในการสอนของผู้สอน (gif.latex?\beta = .22, p < .01) การรับรู้การออกแบบการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง (gif.latex?\beta = .20, p < .05) และการรับรู้อัตลักษณ์ทางวิชาชีพ (gif.latex?\beta = .16, p < .05) นอกจากนี้ ตัวแปรที่ศึกษาทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความมั่นใจของตนเองในการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลได้ร้อยละ 60 (R2 = .60) โดยตัวแปรที่สามารถทำนายความมั่นใจในการเรียนรู้ของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีเพียง 2 ตัวแปร คือ การรับรู้การออกแบบการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง (gif.latex?\beta = .49, p < .001) และทัศนคติต่อการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง (gif.latex?\beta = .37, p < .001) สรุปและข้อเสนอแนะ: การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงในหน่วยหลังคลอดเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาพยาบาลมีความพึงพอใจและความมั่นใจในการเรียนรู้มากขึ้นก่อนการฝึกปฏิบัติบนหอผู้ป่วย จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการเรียนการสอนแบบนี้ซึ่งได้แก่ ทัศนคติของผู้เรียน อัตลักษณ์ทางวิชาชีพ สมรรถนะในการสอนของผู้สอน และการรับรู้การออกแบบการเรียนโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง ผลการศึกษาเสนอแนะให้มีการพัฒนาปัจจัยดังกล่าวพร้อมทั้งบูรณาการอย่างเหมาะสมในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบใช้สถานการณ์เสมือนจริงแก่นักศึกษาPublication Open Access ผลของการใช้โปรแกรมการจัดท่าต่อการป้องกันการเกิดแผลกดทับและการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลายในระหว่างผ่าตัดของผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดในระบบทางเดินปัสสาวะ(2566) นลินทิพย์ นิรันดร์ทวีชัย; อุษาวดี อัศดรวิเศษ; รัตติมา ศิริโหราชัย; ภควัฒณ์ ระมาตร์; Nalinthip Niruntaweechai; Usavadee Asdornwised; Rattima Sirihorachai; Patkawat Ramartวัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบคะแนนการเกิดแผลกดทับและการเกิดการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลายในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการจัดท่าสำหรับการป้องกันการเกิดแผลกดทับและการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลายระหว่างผ่าตัดร่วมกับการพยาบาลตามปกติและกลุ่มที่ได้รับการจัดท่าตามปกติในผู้สูงอายุที่เข้ารับการผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะในท่าขึ้นขาหยั่ง รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบทดลองชนิด 2 กลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างได้รับการสุ่ม แบ่งกลุ่มออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง ผู้สูงอายุจำนวน 42 คน ได้รับโปรแกรมการจัดท่าสำหรับการป้องกันการเกิดแผลกดทับและการบาดเจ็บของเส้นประสาทระหว่างผ่าตัด (PP) ร่วมกับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มควบคุมจำนวน 42 คน จะได้รับการจัดท่าและการพยาบาลตามปกติเท่านั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินแผล Bates-Jensen Wound Assessment (ฉบับภาษาไทย) แบบประเมินการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลาย และโปรแกรมการจัดท่า ซึ่งประกอบด้วย แนวปฏิบัติการจัดท่าผ่าตัดในท่าขึ้นขาหยั่ง ร่วมกับการใช้เจลอุ่น บริเวณเบาะรองแขน และก้นกบและเครื่องมือที่ใช้ลมบีบเพื่อให้เกิดแรงกดเป็นระยะๆ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการทดสอบที แมน-วิทนีย์ ยู การทดสอบไคสแควร์ และการทดสอบของฟิสเชอร์ ผลการวิจัย: กลุ่มทดลองมีระดับคะแนนการเกิดแผลกดทับต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และอุบัติการณ์การเกิดการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลายของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: ผลลัพธ์ของการใช้โปรแกรมการจัดท่าบนพื้นฐานของแนวทางปฏิบัติในการจัดท่าและการใช้เครื่องมือประกอบ ได้แก่ การใช้เจลอุ่นและการใช้เครื่องมือที่ใช้ลมบีบเพื่อให้เกิดแรงกดเป็นระยะๆ ส่งผลให้ระดับคะแนนของการเกิดแผลกดทับและการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลายระหว่างผ่าตัดน้อยกว่า กลุ่มที่ไม่ได้ใช้ ดังนั้น โปรแกรมการจัดท่าสำหรับการป้องกันการเกิดแผลกดทับและการบาดเจ็บของเส้นประสาทระหว่างผ่าตัด จึงควรส่งเสริมให้มีการใช้โปรแกรมดังกล่าวในการปฏิบัติประจำ เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับและการเกิดการบาดเจ็บของเส้นประสาทส่วนปลายในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะต่อไป
