Publication: ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีในจังหวัดราชบุรี
Issued Date
2556
Resource Type
Language
tha
ISSN
0125-1678
Rights
มหาวิทยาลัยมหิดล
Rights Holder(s)
มหาวิทยาลัยมหิดล
Bibliographic Citation
วารสารสาธารณสุขศาสตร์. ปีที่ 43, ฉบับที่ 2 (2556), 175-187
Suggested Citation
มณฑา เก่งการพานิช, สุพัตร์ตา งามดำ, ธราดล เก่งการพานิช, Mondha Kengganpanich, Tharadol Kengganpanich ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีในจังหวัดราชบุรี. วารสารสาธารณสุขศาสตร์. ปีที่ 43, ฉบับที่ 2 (2556), 175-187. สืบค้นจาก: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/2504
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีในจังหวัดราชบุรี
Alternative Title(s)
Factors predicting cervical cancer screening behavior among women in Ratchaburi province
Corresponding Author(s)
Other Contributor(s)
Abstract
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบ Case-control Study ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรี ดำเนินการศึกษาในสตรีอายุ 30-60 ปี ตำบลบ้านไร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 264 คน จำแนกเป็นกลุ่มศึกษาและกลุ่มเปรียบเทียบกลุ่มละ 132 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ Adjusted Odds Ratio (95% CI) และสถิติถดถอยแบบไบนารี (Binary Logistic Regression) ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และทำนายพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ประกอบด้วยปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ รายได้ และการคุมกำเนิด ปัจจัยภายใน/ปัจจัยนำ คือเจตคติต่อการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และปัจจัยแวดล้อม ได้แก่ การได้รับข้อมูลข่าวสารการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) การมีประประสบการณ์รับรู้ว่าคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวหรือญาติไปรับการตรวจคัดกรองฯ สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล และการตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งตัวแปรทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30-60 ปี ได้ร้อยละ 52.1 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุดเรียงตามลำดับจำนวน 5 ตัวแปรคือ การตรวจสุขภาพประจำปี การได้รับข้อมูลข่าวสารจาก อสม. การคุมกำเนิดถาวร สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล และการรับรู้ว่าคนใกล้ชิดหรือคนในครอบครัวหรือญาติหรือคนรู้จักไปรับการตรวจคัดกรองฯ ดังนั้น การเพิ่มอัตราการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30-60 ปี ทำได้โดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจัดบูรณาการตรวจคัดกรองฯ กับการตรวจสุขภาพประจำปี จัดบริการนอกเวลาหรือเคลื่อนที่ไปในชุมชนสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของพื้นที่ และจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพอสม.ในการสร้างจูงใจกลุ่มเป้าหมายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
This case-control study aimed to examine
factors related to and predicting cervical
cancer screening behavior among women.
A sample consisting of 264 women aged
30-60 years in Banrai Sub-district, Muang
District, Ratchaburi Province was chosen and
categorized into two groups, study group
and comparison group, each consisting of
132 participants. The data were collected
by interview form. Data analysis employed
frequency, percentage, adjusted odds ratio
(95% CI), and binary logistic regression
analysis. The results indicated that the
personal factors related to and predicting
cervical cancer screening behaviors with
statistical signifi cance at 95% confi dence
were income and contraceptive methods. A
signifi cant internal or predisposing factor was
attitude towards cervical cancer screening.
Signifi cant supporting factors were information
provided to village health volunteers, perceived
experience with cervical cancer screening by
close friends/relatives, rights to medical care,
and annual health checks. Those factors were
predictive of 52.1% of cervical cancer screening
behavior. The top fi ve infl uential factors in
descending order were annual health checks,
information provided to village health volunteers,
contraceptive methods, rights to medical care,
and perceived experience with cervical cancer
screening by close friends/relatives. These
results highlight several possible ways to
increase cervical cancer screening rates
among women aged 30-60 years, such as
integrating cervical cancer screening in annual
health checks of Health Promoting Hospitals
at the sub-district level, providing extra or
proactive service to communities congruent
with people’s needs and the community
context, and providing training for village
health volunteers in skills to build effective
motivation.