Publication: Quality of Care for Patients With ST-Segment Elevation Myocardial Infarction Using Fast Track Service in Thailand
Issued Date
2018
Resource Type
Language
eng
ISSN
0125-3611 (Print)
2651-0561 (Online)
2651-0561 (Online)
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Ramathibodi School of Nursing Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Bibliographic Citation
Ramathibodi Medical Journal. Vol. 41, No. 4 (Oct-Dec 2018), 18-26
Suggested Citation
Songwut Sungbun, Noppawan Piaseu, Suphamas Partiprajak, ทรงวุฒิ สังข์บุญ, นพวรรณ เปียซื่อ, สุภามาศ ผาติประจักษ์ Quality of Care for Patients With ST-Segment Elevation Myocardial Infarction Using Fast Track Service in Thailand. Ramathibodi Medical Journal. Vol. 41, No. 4 (Oct-Dec 2018), 18-26. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/79560
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Quality of Care for Patients With ST-Segment Elevation Myocardial Infarction Using Fast Track Service in Thailand
Alternative Title(s)
คุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูง ที่ใช้บริการช่องทางด่วนในประเทศไทย
Abstract
Background: The ST-segment elevation myocardial infarction (STEMI) fast track care recommend door to needle within 30 minutes. The current guideline is implemented in the community hospitals for timely reperfusion therapies, however, evaluation on its quality is limited.
Objective: To evaluate quality of care for patients with STEMI in community hospitals, Thailand.
Method: A descriptive design was conducted in three community hospitals, where distance from primary percutaneous coronary intervention (PCI)-capable hospital are more than 120 minutes. Consecutive sampling was used to select sample of patients with STEMI from October 1, 2016, to Mach 31, 2017. Data were collected from STEMI patients in 3 community hospitals using questionnaire and medical record reviews.
Results: Thirty-two STEMI patients participated in this study. The mean age of the patients was 62.5 ± 11.4 years. Most of them (87.5%) used self-transportation. Approximately 51.7% received streptokinase within time, while the average door to needle time was 48.4 minutes. The mean total ischemic time was 246.2 ± 365.7 minutes, and 18.8% of patients died in-hospital.
Conclusions: This study showed that door to needle time, door to balloon time, door to ECG, door to referral time, and total ischemic time were longer than recommended time. The main reasons were patients delay and system delay particular delayed diagnosis.
บทนำ: ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูง (ST-segment elevation myocardial infarction, STEMI) ที่ใช้บริการช่องทางด่วน ถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาลชุมชนเพื่อให้การรักษาเปิดเส้นเลือดในเวลาที่รวดเร็วที่สุด แนวปฏิบัติปัจจุบันได้แนะนำระยะเวลาตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนถึงได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายใน 30 นาที ขณะที่การประเมินคุณภาพระบบช่องทางด่วนในโรงพยาบาลชุมชนยังมีข้อจำกัด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูงในโรงพยาบาลชุมชน วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงบรรยายโดยทำการศึกษาในโรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลโรงพยาบาลที่สามารถให้การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจ (Percutaneous coronary intervention, PCI) และมีระยะเวลาเดินทางนานมากกว่า 120 นาที กลุ่มตัวอย่างได้รับการคัดเลือกตามความสะดวกระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560 จากนั้นเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบบันทึกข้อมูลการใช้บริการสุขภาพ ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูง จำนวน 32 คน อายุเฉลี่ย 62.5 ± 11.4 ปี พบว่า ร้อยละ 87.5 ผู้ป่วยเดินทางมาโรงพยาบาลด้วยตนเอง ร้อยละ 51.7 ผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายใน 30 นาที ขณะที่ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการจนถึงโรงพยาบาลเท่ากับ 48.8 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการจนถึงได้รับการรักษาเปิดเส้นเลือดเท่ากับ 246.2 ± 365.7 นาที และร้อยละ 18.7 ผู้ป่วยเสียชีวิตในโรงพยาบาล สรุป: แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจหลักของการลดความล่าช้าในการรักษา การศึกษาครั้งนี้พบว่าระยะเวลาตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนถึงได้รับการรักษาเปิดเส้นเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การส่งตัวรักษาต่อ และระยะเวลาตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการจนถึงโรงพยาบาล ล่าช้ากว่าเวลาในแนวปฏิบัติซึ่งสาเหตุมาจากการล่าช้าของผู้ป่วย และการล่าช้าของระบบ โดยเฉพาะการวินิจฉัยล่าช้า
บทนำ: ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูง (ST-segment elevation myocardial infarction, STEMI) ที่ใช้บริการช่องทางด่วน ถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาลชุมชนเพื่อให้การรักษาเปิดเส้นเลือดในเวลาที่รวดเร็วที่สุด แนวปฏิบัติปัจจุบันได้แนะนำระยะเวลาตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนถึงได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายใน 30 นาที ขณะที่การประเมินคุณภาพระบบช่องทางด่วนในโรงพยาบาลชุมชนยังมีข้อจำกัด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูงในโรงพยาบาลชุมชน วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงบรรยายโดยทำการศึกษาในโรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลโรงพยาบาลที่สามารถให้การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจ (Percutaneous coronary intervention, PCI) และมีระยะเวลาเดินทางนานมากกว่า 120 นาที กลุ่มตัวอย่างได้รับการคัดเลือกตามความสะดวกระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560 จากนั้นเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และแบบบันทึกข้อมูลการใช้บริการสุขภาพ ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูง จำนวน 32 คน อายุเฉลี่ย 62.5 ± 11.4 ปี พบว่า ร้อยละ 87.5 ผู้ป่วยเดินทางมาโรงพยาบาลด้วยตนเอง ร้อยละ 51.7 ผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายใน 30 นาที ขณะที่ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการจนถึงโรงพยาบาลเท่ากับ 48.8 นาที ระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการจนถึงได้รับการรักษาเปิดเส้นเลือดเท่ากับ 246.2 ± 365.7 นาที และร้อยละ 18.7 ผู้ป่วยเสียชีวิตในโรงพยาบาล สรุป: แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดคลื่นไฟฟ้าหัวใจเอสทียกสูงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจหลักของการลดความล่าช้าในการรักษา การศึกษาครั้งนี้พบว่าระยะเวลาตั้งแต่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลจนถึงได้รับการรักษาเปิดเส้นเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การส่งตัวรักษาต่อ และระยะเวลาตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการจนถึงโรงพยาบาล ล่าช้ากว่าเวลาในแนวปฏิบัติซึ่งสาเหตุมาจากการล่าช้าของผู้ป่วย และการล่าช้าของระบบ โดยเฉพาะการวินิจฉัยล่าช้า