Publication: Determinants of the unmet need for family planning among married fecund women in Natmauk Township, Magway Region of Myanmar
99
39
Issued Date
2018
Resource Type
Language
eng
ISSN
1905-1387
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
ASEAN Institute for Health Development Mahidol University
Bibliographic Citation
Journal of Public Health and Development. Vol.16, No.2 (May-Aug 2018), 41-57
Suggested Citation
Aung Hpone Myint, Sariyamon Tiraphat, Jiraporn Chompikul, อัง โฟน มินท์, ศริยามน ติรพัฒน์, จิราพร ชมพิกุล Determinants of the unmet need for family planning among married fecund women in Natmauk Township, Magway Region of Myanmar. Journal of Public Health and Development. Vol.16, No.2 (May-Aug 2018), 41-57. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/62144
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Determinants of the unmet need for family planning among married fecund women in Natmauk Township, Magway Region of Myanmar
Alternative Title(s)
ปัจจัยกำหนดความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิดของสตรีที่สมรสในเมืองแนทมัก เขตแมกเวย์ ประเทศพม่า
Other Contributor(s)
Abstract
Family Planning plays an important role in improving maternal and child health by means of adequate spacing
of child births and preventing unintended pregnancies. Reducing unmet need is crucial in fighting against the high
levels of induced abortions, maternal and neonatal morbidity and mortality. A community based cross-sectional
study was conducted from March 2018 to April 2018 in Natmauk township, Magway region of Myanmar. A total of
420 married women of reproductive age (18-49 years) were enrolled in this study and two-stage stratified sampling
was used to draw a sample. The data were collected by face to face interview with a structured questionnaire.
Total percentage of unmet need for family planning in the study area was 18.1% and the percentage of
contraceptive use was 71.7%. After using multiple logistic regression, older women aged more than 35 years (Adj
OR=2.49, 95% CI=1.48-4.19), poor attitude towards family planning (Adj OR=1.79, 95% CI=1.02-3.14), women
who got low social support from husband and friends (Adj OR=1.93, 95% CI=1.13-3.31) were more likely to have
unmet need for family planning than their counterparts. The main reasons for not using contraception were fear of
side effects and desire to get more children.
It is notable that the prevalence of unmet need for family planning was high especially among women within
older age group, women with poor attitude towards family planning and women who got low social support from
their husbands and friends. Local government and health authorities should implement comprehensive health programs
which should be focused on the women as well as their husbands. Furthermore, providing counselling strategies
for family planning while integrating participation of women and their husbands to improve the attitude towards
family planning are need to be promoted.
การวางแผนครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของมารดาและเด็กโดยมีเป้าหมายในการกำหนดระยะห่างที่พอเหมาะสำหรับการคลอดบุตรและการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่ตั้งใจ การลดความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิด เป็นสิ่งสำคัญในการลดจำนวนการทำแท้ง การป่วยและการตายในมารดาและทารกแรกเกิด การศึกษาแบบภาคตัดขวางในชุมชนเมืองแนทมัก เขตแมกเวย์ ของประเทศพม่า ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายน พ.ศ. 2561 ในกลุ่มสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่แต่งงานแล้ว จำนวน 420 ราย ซึ่งมีอายุ 18 - 49 ปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกในการศึกษาครั้งนี้โดยการสุ่มตัวอย่างแบบมีชั้นภูมิสองขั้นตอน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้าง ร้อยละ 18.1 ของผู้เข้าร่วมการวิจัยมีความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิด และร้อยละ 71.7 มีการ คุมกำเนิด การวิเคราะห์ข้อมุลด้วยโลจิสติกพหุคูณ พบว่า สตรีที่ มีอายุมากกว่า 35 ปี (Adj OR=2.49, 95% CI=1.48-4.19) มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการวางแผนครอบครัว (Adj OR = 1.79, 95% CI=1.02-3.14) และได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากสามีและเพื่อนในระดับต่ำ (Adj OR = 1.93, 95% CI=1.13-3.31) มีแนวโน้มสูงที่จะมีความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิด เหตุผลหลักในการไม่คุมกำเนิดคือความกลัวผลข้างเคียงและความปรารถนาที่จะมีบุตรเพิ่มขึ้น เนื่องจากร้อยละของความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิดในพื้นที่การศึกษามีค่าสูง การลดความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิดจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่มีอายุมาก สตรีที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการวางแผนครอบครัวและสตรีที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากสามีและเพื่อนในระดับต่ำ รัฐบาลท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรดำเนินโครงการด้านสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มสตรีและสามี นอกจากนั้นการให้คำปรึกษาในการวางแผนครอบครัวโดยให้สตรีกับสามีมีส่วนร่วมเพื่อปรับทัศนคติในการวางแผนครอบครัวเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมให้มีดำนินการ
การวางแผนครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของมารดาและเด็กโดยมีเป้าหมายในการกำหนดระยะห่างที่พอเหมาะสำหรับการคลอดบุตรและการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่ตั้งใจ การลดความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิด เป็นสิ่งสำคัญในการลดจำนวนการทำแท้ง การป่วยและการตายในมารดาและทารกแรกเกิด การศึกษาแบบภาคตัดขวางในชุมชนเมืองแนทมัก เขตแมกเวย์ ของประเทศพม่า ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเมษายน พ.ศ. 2561 ในกลุ่มสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่แต่งงานแล้ว จำนวน 420 ราย ซึ่งมีอายุ 18 - 49 ปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกในการศึกษาครั้งนี้โดยการสุ่มตัวอย่างแบบมีชั้นภูมิสองขั้นตอน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสัมภาษณ์โดยใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้าง ร้อยละ 18.1 ของผู้เข้าร่วมการวิจัยมีความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิด และร้อยละ 71.7 มีการ คุมกำเนิด การวิเคราะห์ข้อมุลด้วยโลจิสติกพหุคูณ พบว่า สตรีที่ มีอายุมากกว่า 35 ปี (Adj OR=2.49, 95% CI=1.48-4.19) มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการวางแผนครอบครัว (Adj OR = 1.79, 95% CI=1.02-3.14) และได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากสามีและเพื่อนในระดับต่ำ (Adj OR = 1.93, 95% CI=1.13-3.31) มีแนวโน้มสูงที่จะมีความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิด เหตุผลหลักในการไม่คุมกำเนิดคือความกลัวผลข้างเคียงและความปรารถนาที่จะมีบุตรเพิ่มขึ้น เนื่องจากร้อยละของความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิดในพื้นที่การศึกษามีค่าสูง การลดความต้องการที่ไม่สัมฤทธิ์สำหรับการคุมกำเนิดจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงเป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสตรีที่มีอายุมาก สตรีที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการวางแผนครอบครัวและสตรีที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากสามีและเพื่อนในระดับต่ำ รัฐบาลท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรดำเนินโครงการด้านสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มสตรีและสามี นอกจากนั้นการให้คำปรึกษาในการวางแผนครอบครัวโดยให้สตรีกับสามีมีส่วนร่วมเพื่อปรับทัศนคติในการวางแผนครอบครัวเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมให้มีดำนินการ
