Cost-effectiveness analysis of Tenecteplase versus streptokinase for thrombolysis therapy among acute ST-elevation myocardial infarction patients
4
5
Issued Date
2021
Copyright Date
2021
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xxiiI, 15 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thematic Paper (M.P.H. (Public Health))--Mahidol University, 2021
Suggested Citation
Panupong Tantirat Cost-effectiveness analysis of Tenecteplase versus streptokinase for thrombolysis therapy among acute ST-elevation myocardial infarction patients. Thematic Paper (M.P.H. (Public Health))--Mahidol University, 2021. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/114147
Title
Cost-effectiveness analysis of Tenecteplase versus streptokinase for thrombolysis therapy among acute ST-elevation myocardial infarction patients
Alternative Title(s)
ต้นทุน-ประสิทธิผลของการใช้ยา Tenecteplase กับ Streptokinase สำหรับการรักษาผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายชนิดเอสทียกด้วยยาละลายลิ่มเลือด
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
Myocardial infarction (MI) is one of the leading causes of death in Thailand. Percutaneous coronary intervention (PCI) and fibrinolysis agent administration are essential reperfusion treatments for ST-elevation myocardial infarction (STEMI) to reduce mortality. In this study, nearly half of STEMI patients had received pharmacologic reperfusion therapy, which mostly was Streptokinase. Tenecteplase was the modern drug for pharmacologic reperfusion therapy with higher efficacy, but it was a higher cost. Economic evaluation would help the policymaker to decide to implement Tenecteplase as a first-line drug. The head-to-head discrete microsimulation model was applied to compare the cost-effectiveness of both drugs in patients, health care providers, and social perspective using Year of life lost (YLL) and Disability-Adjusted Life Year (DALY) outcome base on Thailand policy. Incremental cost-effectiveness ratio (ICER) was reported with an accepted effectiveness point at 3 GDP per capita per outcomes averted (734,645.64 Bahts per outcomes averted). It was found out that Tenecteplase was statistically significant and reduced DALY and YLL by an average of 7.48 DALY and 11.50 years. The cost different in patients, health care provider, and social perspective were 16,744.45, (−2,504,288.86), and (−2,487,544.41) Bahts, respectively. ICER by DALY reduction in each perspective was 3,334.29, (−327,925.43), and (−324,591.14) Bahts per DALY averted. ICER by YLL reduction in each perspective was 1,411, (−319,472.04), and (−318,061.04) Bahts per YLL averted, respectively. The ICER in the patient's perspective was mostly found in positive outcome reduction and cost increasing. In comparison, the ICER in healthcare providers and social perspectives were primarily found in positive outcome averted and cost decreasing. It was found out that STEMI incidence was the highest effect on ICER in DALY outcome while the dyslipidemia group variables were the highest effect on ICER in YLL outcome. However, ICER in multiple sensitivity analyses was toward positive outcome averted and cost increases in all perspectives. The required budget for early implementation was nearly 40 million Baht. Thus, our result suggested Tenecteplase was more cost-effective than Streptokinase base on Thailand's current treatment policy. IMPLICATION OF THE THEMATIC PAPER: This is the prototype of the microsimulation model for the economic evaluation of STEMI treatment in Thailand. It will be an evidence to support Tenecteplase which could be the first-line drug of pharmacologic reperfusion therapy in STEMI Patient.
โรคหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆในประเทศไทย การรักษาด้วยการเปิดเส้นเลือดทั้งการทำการสวนหัวใจและการให้ยาละลายลิ่มเลือดสามารถช่วยลดอัตราการตายจากโรคหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก (ST-elevation myocardial infarction: STEMI) ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคหัวใจดังกล่าวมักจะได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาชนิด Streptokinase ยา Tenecteplase เป็นยาละลายลิ่มเลือดกลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการเปิดเส้นเลือดที่สูงกว่ายาเดิมแต่มีราคาสูงกว่า การประเมินผลทางเศรฐศาสตร์จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจในการผลักดันให้ยา Tenecteplase มีการเลือกใช้เป็นอันดับแรก แบบจำลองจุลภาคแบบไม่ต่อเนื่องอ้างอิงจากนโยบายในการบริหารจัดการผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกในประเทศไทยถูกนำมาใช้เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าของยาทั้งสองตัวในมุมมองของผู้ป่วย มุมมองของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และมุมมองทางสังคม โดยใช้ผลลัพธ์ทางสุขภาพเป็น ปีที่สูญเสีย (Year of Life Lost; YLL) และ การสูญเสียปีสุขภาวะ (Disability-Adjusted Life Year; DALY) พิจารณาความคุ้มทุนโดยใช้อัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้น (Incremental Cost-Effectiveness Ratio: ICER) โดยมีจุดประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ที่ 3 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ลดลงได้ (734,645.64 บาทต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ลดลง) จากการศึกษาพบว่ายา Tenecteplase ช่วยลดการสูญเสียปีสุขภาวะเฉลี่ย 7.48 DALY และปีที่สูญเสียเฉลี่ย 11.50 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันในมุมมองของผู้ป่วย มุมมองของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และมุมมองทางสังคม คือ 16,744.45, (−2,504,288.86) และ (−2,487,544.41) บาท ตามลำดับ อัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นต่อการสูญเสียปีสุขภาวะในแต่ละมุมมองคือ 3,334.29, (−327,925.43) และ (−324,591.14) บาทต่อการลดลงการสูญเสียปีสุขภาวะ อัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นต่อปีที่สูญเสียในแต่ละมุมมองคือ 1,411, (−319,472.04) และ (−318,061.04) บาทต่อการลดลงปีที่สูญเสีย มักพบการกระจายอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นในมุมมองของผู้ป่วยในลักษณะลดการสูญเสียแต่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ในขณะที่มุมมองของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และมุมมองทางสังคมมีการกระจายตัวในลักษณะลดการสูญเสียและมีค่าใช้จ่ายลดลง และพบว่าตัวแปรอุบัติการณ์โรคหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกมีผลต่ออัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลสูงสุดเมื่อใช้ผลลัพธ์ทางสุขภาพเป็นการสูญเสียปีสุขภาวะ ในขณะที่ผลลัพธ์ทางสุขภาพเป็นปีที่สูญเสียพบว่ากลุ่มตัวแปรภาวะไขมันในเลือดผิดปกติมีผลต่ออัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลสูงสุด อย่างไรก็ตามในการวิเคราะห์ความอ่อนไหวหลายแบบหลายตัวแปรพบว่าอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลมีลักษณะการกระจายแบบลดการสูญเสียแต่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนแปลงตัวยาอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาท ในการดำเนินการระยะแรก ผลลัพธ์ของเราชี้ให้เห็นว่า Tenecteplase มีความคุ้มค่ามากกว่า Streptokinase ตามนโยบายการรักษาของประเทศไทยในปัจจุบัน การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: เป็นต้นแบบของแบบจำลองจุลภาคสำหรับการประเมินเศรษฐกิจของการรักษา STEMI ในประเทศไทย และสามารถเป็นหลักฐานสนับสนุนยา Tenecteplase ให้เป็นยากลุ่มแรกในการรักษาโรคหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด
โรคหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆในประเทศไทย การรักษาด้วยการเปิดเส้นเลือดทั้งการทำการสวนหัวใจและการให้ยาละลายลิ่มเลือดสามารถช่วยลดอัตราการตายจากโรคหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียก (ST-elevation myocardial infarction: STEMI) ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคหัวใจดังกล่าวมักจะได้รับการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาชนิด Streptokinase ยา Tenecteplase เป็นยาละลายลิ่มเลือดกลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการเปิดเส้นเลือดที่สูงกว่ายาเดิมแต่มีราคาสูงกว่า การประเมินผลทางเศรฐศาสตร์จะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายตัดสินใจในการผลักดันให้ยา Tenecteplase มีการเลือกใช้เป็นอันดับแรก แบบจำลองจุลภาคแบบไม่ต่อเนื่องอ้างอิงจากนโยบายในการบริหารจัดการผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกในประเทศไทยถูกนำมาใช้เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าของยาทั้งสองตัวในมุมมองของผู้ป่วย มุมมองของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และมุมมองทางสังคม โดยใช้ผลลัพธ์ทางสุขภาพเป็น ปีที่สูญเสีย (Year of Life Lost; YLL) และ การสูญเสียปีสุขภาวะ (Disability-Adjusted Life Year; DALY) พิจารณาความคุ้มทุนโดยใช้อัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้น (Incremental Cost-Effectiveness Ratio: ICER) โดยมีจุดประสิทธิภาพที่ยอมรับได้ที่ 3 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ลดลงได้ (734,645.64 บาทต่อผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ลดลง) จากการศึกษาพบว่ายา Tenecteplase ช่วยลดการสูญเสียปีสุขภาวะเฉลี่ย 7.48 DALY และปีที่สูญเสียเฉลี่ย 11.50 ปี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันในมุมมองของผู้ป่วย มุมมองของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และมุมมองทางสังคม คือ 16,744.45, (−2,504,288.86) และ (−2,487,544.41) บาท ตามลำดับ อัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นต่อการสูญเสียปีสุขภาวะในแต่ละมุมมองคือ 3,334.29, (−327,925.43) และ (−324,591.14) บาทต่อการลดลงการสูญเสียปีสุขภาวะ อัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นต่อปีที่สูญเสียในแต่ละมุมมองคือ 1,411, (−319,472.04) และ (−318,061.04) บาทต่อการลดลงปีที่สูญเสีย มักพบการกระจายอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นในมุมมองของผู้ป่วยในลักษณะลดการสูญเสียแต่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ในขณะที่มุมมองของผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และมุมมองทางสังคมมีการกระจายตัวในลักษณะลดการสูญเสียและมีค่าใช้จ่ายลดลง และพบว่าตัวแปรอุบัติการณ์โรคหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกมีผลต่ออัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลสูงสุดเมื่อใช้ผลลัพธ์ทางสุขภาพเป็นการสูญเสียปีสุขภาวะ ในขณะที่ผลลัพธ์ทางสุขภาพเป็นปีที่สูญเสียพบว่ากลุ่มตัวแปรภาวะไขมันในเลือดผิดปกติมีผลต่ออัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลสูงสุด อย่างไรก็ตามในการวิเคราะห์ความอ่อนไหวหลายแบบหลายตัวแปรพบว่าอัตราส่วนต้นทุนต่อประสิทธิผลมีลักษณะการกระจายแบบลดการสูญเสียแต่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนแปลงตัวยาอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาท ในการดำเนินการระยะแรก ผลลัพธ์ของเราชี้ให้เห็นว่า Tenecteplase มีความคุ้มค่ามากกว่า Streptokinase ตามนโยบายการรักษาของประเทศไทยในปัจจุบัน การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: เป็นต้นแบบของแบบจำลองจุลภาคสำหรับการประเมินเศรษฐกิจของการรักษา STEMI ในประเทศไทย และสามารถเป็นหลักฐานสนับสนุนยา Tenecteplase ให้เป็นยากลุ่มแรกในการรักษาโรคหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทียกด้วยการให้ยาละลายลิ่มเลือด
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Public Health
Degree Discipline
Public Health
Degree Grantor(s)
Mahidol University
