Thesis and Thematic paper
Permanent URI for this collectionhttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/90105
Browse
Recent Submissions
Item Metadata only ปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันวัณโรคของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) รำไพ รอยเวียงคำ; มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์; นิรัตน์ อิมามีวัณโรคยังคงเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่สำคัญที่สุดต่อสุขภาพของประชาชนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมป้องกันวัณโรคของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยประยุกต์ PRECEDE Framework เป็นแนวทางในการกำหนดปัจจัยที่ศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 313 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ (google form) ที่ให้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานการวิจัยด้วยสถิติทดสอบไคสแควร์ (Chi-Square) และสถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson's product moment correlation Coefficient) ผลการศึกษา พบกลุ่มตัวอย่าง เป็นเพศชาย ร้อยละ 47.6 และเพศหญิง ร้อยละ 52.4 อายุเฉลี่ย 14.24 ปี ส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่กับบิดาและมารดา ร้อยละ 56.5 และเคยได้รับความรู้เกี่ยวกับวัณโรคหรือโรคติดต่อทั่วไป ร้อยละ 61.7 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับโรควัณโรค ในระดับต่ำ ร้อยละ 76.7 และมีพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 50.5 ส่วนปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับวัณโรคหรือโรคติดต่อทั่วไป ($p = 0.007$) ความรู้เกี่ยวกับโรควัณโรค การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรค การรับรู้ความรุนแรงของวัณโรค ($p < 0.001$) การมีปัจจัยเอื้อและปัจจัยเสริมในการปฏิบัติพฤติกรรมการป้องกันวัณโรค ($p < 0.001$) การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้ โรงเรียนควรมีนโยบายการป้องกันวัณโรคที่ชัดเจน มีการให้คำแนะนำ การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัณโรค สร้างเสริมการรับรู้โอกาสเสี่ยงและความรุนแรงของวัณโรค รวมทั้งนำเรื่องวัณโรคไปบูรณาการกับการเรียนในวิชาสุขศึกษา และควรสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อวัณโรคให้นักเรียนมีใช้เมื่อจำเป็นItem Metadata only ปัจจัยทำนายความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล ในผู้ป่วยอุบัติเหตุภายหลังได้รับการผ่าตัดรยางค์(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) ทิพวัลย์ พราหมณ์น้อย; สุพร ดนัยดุษฎีกุล; วัลย์ลดา ฉันท์เรืองวณิชย์การศึกษานี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการทำนายของอายุ จำนวนวันนอนในโรงพยาบาล การให้ความหมายเกี่ยวกับความเจ็บป่วย และความรอบรู้ด้านสุขภาพที่มีต่อความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลกลับสู่บ้าน ในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยอุบัติเหตุภายหลังได้รับการผ่าตัดรยางค์จำนวน 75 ราย ที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน พ.ศ. 2564 โดยใช้แบบสอบถามส่วนบุคคล การรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วย ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์ถดถอยพหูคูณ ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 68) มีอายุเฉลี่ย 45.84 ปี (SD=18.92) จำนวนวันนอนในโรงพยาบาลเฉลี่ย 8.72 วัน (SD=11.18) มีการให้ความหมายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยในระดับความคุกคามต่อชีวิตปานกลางเฉลี่ย 32.80 คะแนน (SD=12.90) ความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับมากเฉลี่ย 211.47 คะแนน (SD=43.80) และความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลอยู่ในระดับมากเฉลี่ย 14.25 คะแนน (SD=4.64) ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า อายุ จำนวนวันนอนในโรงพยาบาล การให้ความหมายเกี่ยวกับความเจ็บป่วย และความรอบรู้ด้านสุขภาพ สามารถทำนายความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยอุบัติเหตุภายหลังได้รับการผ่าตัดรยางค์ได้ร้อยละ 51.8 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (R 2 =.518, F=18.829, p<.05) โดยผลการศึกษานี้สนับสนุนกรอบแนวคิดทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน (Transition Theory) ซึ่งจำนวนวันนอนในโรงพยาบาลเป็นปัจจัยการเปลี่ยนผ่านตามภาวะสุขภาพและการเจ็บป่วย ขณะที่การให้ความหมายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยเป็นปัจจัยยับยั้ง แต่ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาล การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้ พยาบาลต้องให้ความสำคัญกับความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยทุกรายตั้งแต่เข้ารับการรักษา มีการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ รวมถึงชี้แนะให้ผู้ป่วยมีการให้ความหมายเกี่ยวกับความเจ็บป่วยที่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่มีจำนวนวันนอนในโรงพยาบาลนาน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถก้าวข้ามผ่านการเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน ดูแลตนเองได้ และมีแนวโน้มการฟื้นตัวและมีสุขภาวะที่ดีItem Metadata only การศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยการเปิดรับข้อมูลข่าวสารผ่านเฟซบุ๊กของนักเรียนหูหนวกและนักเรียนหูดีในเจเนอเรชันแซด: กรณีศึกษาวิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑล(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) นันท์มนัส จันทร์ศรี; ธีรพงษ์ บุญรักษา; สิรินทร พิบูลภานุวัธน์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของพฤติกรรมการใช้งานเฟซบุ๊กระหว่างนักเรียนหูหนวกและนักเรียนหูดีเจเนอเรชันแซด และ (2) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของปัจจัยการเปิดรับข้อมูลข่าวสารผ่านเฟซบุ๊กระหว่างนักเรียนหูหนวกและนักเรียนหูดีเจเนอเรชันแซด โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณเชิงสำรวจในการศึกษาและใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มประชากรที่ศึกษาคือ นักเรียนหูหนวกและนักเรียนหูดี เจเนอเรชันแซด ที่มีอายุ 10 - 25 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยการอาชีพพุทธมณฑลและเป็นสมาชิกเครือข่ายสังคมออนไลน์ประเภทเฟซบุ๊ก จำนวน 535 คน ผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนหูหนวกและนักเรียนหูดีมีพฤติกรรมการใช้งานเฟซบุ๊กทางด้านการเปิดรับข้อมูลและพฤติกรรมตอบสนองการใช้งานเฟซบุ๊กที่ไม่มีความแตกต่างกัน (2) ปัจจัยการเปิดรับข้อมูลข่าวสารผ่านเฟซบุ๊กทั้ง 8 ปัจจัยของนักเรียนหูหนวกและนักเรียนหูดีเจเนอเรชันแซดไม่มีความแตกต่างกัน 6 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยทางด้านความต้องการ ปัจจัยทางทัศนคติและค่านิยม ปัจจัยทางด้านเป้าหมาย ปัจจัยทางด้านการใช้ประโยชน์ ปัจจัยทางด้านลีลาในการสื่อสาร และ ปัจจัยทางด้านสภาวะ แต่พบว่า ปัจจัยทางด้านความสามารถในการใช้ภาษา และปัจจัยด้านประสบการณ์และนิสัยของนักเรียนหูหนวกและนักเรียนหูดีมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติItem Metadata only ความเครียดจากการทำงานของบุคลากรสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) นัฐกานต์ คงปรก; ณัฐนารี เอมยงค์; สุคนธา ศิริงานวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายลักษณะความเครียดจากการทำงานของบุคลากรสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 150 คน โดยใช้เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการทำงาน และความเครียดจากการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า บุคลากรมีอายุเฉลี่ย 35.9±9.72 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในระดับการศึกษาอนุปริญญา (ร้อยละ 46.0) และมีรายได้อยู่ที่ 10,001 – 15,000 บาท (ร้อยละ 46.7) เมื่อแบ่งกลุ่มความเครียดจากการทำงานตามรูปแบบของคาราเซก (Karasek's Job Demand-Control Model) พบว่าบุคลากรส่วนใหญ่อยู่ใน งานเฉื่อยชา (Passive Job) ร้อยละ 46.7, งานสบาย (Low-Strain Job) ร้อยละ 34.7, งานเครียดสูง (High-Strain Job) ร้อยละ 12.7 และ งานกระตุ้น (Active Job) ร้อยละ 6.0 ตำแหน่งงานที่อยู่ในกลุ่มงานเฉื่อยชามากที่สุด ได้แก่ พนักงานช่วยเหลือคนไข้ (ร้อยละ 54.5), กลุ่มงานสบาย ได้แก่ ผู้ช่วยทันตแพทย์ (ร้อยละ 46.9), กลุ่มงานเครียดสูง ได้แก่ บุคลากรสายสนับสนุนทั่วไป (ร้อยละ 46.5) และกลุ่มงานกระตุ้น ได้แก่ ทันตแพทย์อาจารย์ (ร้อยละ 12.5) การนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้คือ ควรมีการเฝ้าระวังการเกิดความเครียดจากการทำงานของบุคลากรสถาบันทันตกรรม โดยมีความเหมาะสมกับทุกตำแหน่งงานและประเภทของความเครียดItem Metadata only Drivers, challenges, and needs of enterprise’s blockchain adoption(Mahidol University Library and Knowledge Center, 2020) Chavisa Suwanposri; Veera Bhatiasevi; Thanarerk ThanakijsombatThe arrival of blockchain technology has disrupted many business sectors globally, encouraging enterprises to digitize their operations to work more efficiently by implementing this technology, including Thai enterprises that are currently at the entry stage of blockchain adoption. This study has gathered practical insights from many organizational blockchain experts to explore the drivers and challenges of blockchain technology adoption at the organizational level, focusing on financial and supply chain business perspectives, as they are the first industries that implement blockchain, which will be beneficial to the potential adopters. This study also points out how the discovered drivers and challenges of each focused sector differ. Lastly, the perspective of the decision-making process in blockchain adoption has shown how businesses identify the necessity of adopting blockchain to their operations. The study is conducted using qualitative grounded theory to frame up the Technology-Organization-Environment (TOE) of blockchain adoption in Thailand from the in-depth interviews with 12 Thai organizations, both from financial and supply chain sectors, that are specialized in blockchain technology and its applications. The findings have discovered that Suitable application and Stakeholders’ cooperation are the important drivers that have just emerged in this study’s TOE framework. The findings also suggested that the blockchain solution is adaptable to various applications but cannot be applied to every business problem. Therefore, the suitability of blockchain application to the firm business model is the key determinant of the adoption. Each of the focused sectors has a different goal and business model, which leads to different application and different weight for consideration of environmental aspects, as financial firms are usually subjected to more regulations naturally, while supply chain firms expect more of their stakeholders to adopt the use of blockchain to lean the whole operation. Lastly, the studied firms’ decision to employ blockchain has proven to be valid and necessary as they have followed the criteria in the decision-making process model for blockchain adoption. IMPLICATION OF THESIS: This study of blockchain adoption in Thailand, the emerging country, is deeply studied by the local experts who are in the practical field of the innovation landscape and specializes in the blockchain. The factors within this study’s TOE framework are, therefore, based on the practical implementation and lessons learned from the current adopters, which are beneficial to the potential adopters. We suggest that our proposed TOE framework is beneficial to not only future research on blockchain adoption in Thailand but also applicable to future research on enterprises’blockchain adoption in developing countries that are currently emerging. Not only are the practical considerations of drivers and challenges in blockchain adoption suggested, but also the decision-making process behind the adoption is also analyzed,which could be highly beneficial to the future adopters to set the organizational goals that are supportive to the blockchain adoptions. Lastly, our findings may lead to a more collaborative business landscape in the future, which facilitate Thailand to be more innovation-friendly, as the findings have pointed out concerns of enterprises in adoption.Item Metadata only Development of in-vitro methods to detect neutralizing antibody against the light chain of botulinum toxin in secondary botulinum toxin treatment failure patients(Mahidol University Library and Knowledge Center, 2021) Ishwor Sharma; Yuttana Srinoulprasert; Duangjit Kanistanon; Rungsima WanitphakdeedechaBotulinum toxin serotype A (BoNT/A) is the most common type of botulinum toxin used in clinical practice, particularly in aesthetic minimally invasive procedures. Secondary treatment failure (STF) of BONT/A has been observed in cosmetic indications as the use of BONT/A has increased. STF is thought to be caused by the production of neutralizing antibodies (NAbs) against the light chain of BoNT/A. The research aimed to develop the fluorescence resonance energy transfer (FRET) method to detect NAbs against the light chain of BoNT/A by demonstrating the potential role of SNAPtide substrate cleavage by BoNT/A-coated tosyl-activated Dynabeads™ in a FRET assay. The blood was collected from the BoNT/A naive group consisting of four stable individuals who had never undergone BoNT/A treatment. The BoNT/A tolerant group consisted of four stable individuals who had undergone BoNT/A treatment but were unable to respond. Only the patients with frontalis test positive were recruited into this study. The level of fluorescence after the SNAPtide substrate cleavage was measured. In the FRET assay, it was found that the 1:200 diluted serum had minimal proteolytic activity. 80937 beads/25 µl coated with 500 units of BoNT/A in 500 µl PBS solution could cleave the 5 µM SNAPTide substrate. The fluorescent intensity of SNAPTide was cleaved by BoNT/A-coated beads, and those were still lower than those of cleavage by 1000 units/ml of free BoNT/A in solution. Therefore, the optimal preparation for the FRET assay was proposed as dilution of serum at1:200. The SNAPTide substrate could be cleaved by BoNT/A-coated beads, but the conditions for coating the beads had to be improved for further FRET assays to detect NAbs against the light chain of BoNT/A. IMPLICATION OF THE THESIS: This study would help us establish a non-cellular in-vitro immunological technique for detecting NAbs against the light chain of BoNT/A in STF patients in routine clinical practice and providing a rapid diagnosis. Furthermore, it has the potential to substitute MPA or MHDA by providing a precise result and avoiding the use of animals in the study.Item Metadata only Molecular and functional analysis of Glucose-6-phosphate dehydrogenase variants(Mahidol University Library and Knowledge Center, 2021) Aun Praoparotai; Usa Boonyuen; Danaya Pakotiprapha; Onrapak ReamtongDeficiency of glucose-6-phosphate dehydrogenase (G6PD) is a hereditary genetic defect which is one of the most prevalent polymorphisms and enzymopathies in humans, affecting approximately 500 million people worldwide. Antimalarial medications, such as primaquine and tafenoquine, have been linked to the hemolysis in the G6PD-deficient individuals. As a result, hemolytic toxicity caused by G6PD deficiency has a significant impact on the malaria treatment, particularly in the malaria-endemic areas. In addition, the risk of hemolytic anemia varies widely among the G6PD-deficient individuals. In order to understand the molecular mechanisms underlying the clinical features of G6PD deficiency, the biochemical properties and structural stability of eleven G6PD variants which included three single, seven double, and one triple variants were investigated in this study. All G6PD variants were constructed, expressed, purified, and biochemically characterized. G6PD A, a neutral variant, shared the similar biochemical properties and structural staiblity to the native enzyme. Among other G6PD variants studied here, the structural instability largely contributed to the enzyme deficiency and, as a consequence, to clinical manifestations.The cumulative effects between two and three mutations, sharing G6PD A and causing the G6PD deficiency, were observed in the G6PD variants with double and triple mutations.Item Metadata only กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงที่นำไปสู่การยอมรับให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) วนาลี กันทะดง; นันธิดา จันทรางศุ; สิรินทร พิบูลภานุวัธน์; นันทิยา ดวงภุมเมศการวิจัยเรื่อง “กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงที่นำไปสู่การยอมรับให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอหมู่บ้านห้วยหินลาดใน ในการสร้าง “ความรู้เรื่องไร่หมุนเวียน” ผ่านกระบวนการสื่อสารโดยศึกษาจากกลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มเยาวชนแกนนำ และกลุ่มชาวบ้านทั่วไปในชุมชน และ (2) เพื่อศึกษากระบวนการสื่อสารเรื่องไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอหมู่บ้านห้วยหินลาดใน ที่นำไปสู่การยอมรับให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย โดยใช้กระบวนทัศน์การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยใช้การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และการสนทนากลุ่มเฉพาะ ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งหมด 21 คน นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ตามแนวคิดทฤษฎีการสื่อสารในทัศนะใหม่ การวิเคราะห์ภาพตัดขวาง การศึกษาวาทกรรมที่ปรากฏในสื่อร่วมสมัยและบริบทแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม และนำเสนอข้อมูลในลักษณะการพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอหมู่บ้านห้วยหินลาดใน ในการสร้าง “ความรู้เรื่องไร่หมุนเวียน” ผ่านกระบวนการสื่อสารโดยบทบาทสำคัญอยู่ที่สมาชิก 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้นำชุมชน มีบทบาทเป็นตัวแทนชาวบ้านในการต่อสู้เรื่องไร่หมุนเวียนในเวทีประชุมต่างๆ (2) กลุ่มเยาวชนแกนนำ มีบทบาทในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการสื่อสาร เช่น เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ และช่องยูทูป เป็นต้น และ (3) กลุ่มชาวบ้านทั่วไปในชุมชน มีบทบาทในการส่งเสริม สนับสนุน ให้ความร่วมมือในทุกๆ กิจกรรมของหมู่บ้าน ทั้ง 3 กลุ่มได้ประสานทำงานร่วมกันกับกลุ่มเครือข่ายการสื่อสารเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงที่ทำไร่หมุนเวียน การศึกษากระบวนการสื่อสารเรื่องไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอที่นำไปสู่การยอมรับให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของประเทศไทย พบประเด็นสำคัญได้แก่ (1) การใช้สื่อ พื้นที่ และกระบวนการสื่อสารที่หลากหลายในการสื่อสารกับคนในและคนนอกชุมชนเป็นกลยุทธ์ในการสื่อสารเพื่อต่อสู้ ต่อรองวาทกรรมให้คนนอกเข้าใจและยอมรับในแนวคิดไร่หมุนเวียน เช่น นิตยสาร สื่อทีวี สื่อชุมชน สื่อพื้นบ้าน สื่อใหม่ สื่อเฉพาะกิจ สื่อสถานที่ สื่อกิจกรรม และสื่อบุคคล เป็นต้น (2) กลยุทธ์ในการสื่อสารเพื่อต่อสู้ ต่อรอง วาทกรรมเรื่อง “ไร่หมุนเวียน” และ “ไร่เลื่อนลอย” ผลการวิจัยพบว่า บทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอหมู่บ้านห้วยหินลาดใน กระบวนการสื่อสารมีกลยุทธ์ที่สำคัญคือ ใช้ข้อมูลของนักวิชาการ นักวิจัย และอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มาช่วยสร้างวาทกรรมเรื่อง “ไร่หมุนเวียน” ไม่ใช่ “ไร่เลื่อนลอย” และ (3) การสร้างและขยายเครือข่าย และการผลิตซ้ำชุดความรู้เรื่องไร่หมุนเวียนของชุมชน กลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอหมู่บ้านห้วยหินลาดใน มีการผลิตซ้ำเนื้อหาเรื่อง “ไร่หมุนเวียน” แล้วสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เกิดการสร้างและขยายเครือข่าย กลายเป็นเครื่องมือปฏิบัติการทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะในการทำวิจัย การใช้กระบวนการสื่อสารในทัศนะใหม่ ช่วยทำให้ผู้วิจัยมองการสื่อสารในมิติเชิงสังคมวัฒนธรรมได้ลึกซึ้งมากขึ้นและเห็นถึงกระบวนการต่อสู้ต่อรองความหมายระหว่างชาวบ้านกับรัฐ อันจะเป็นประโยชน์กับชุมชนที่มีปัญหาในประเด็นเช่นเดียวกันนี้ และควรศึกษาบทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในด้านการสื่อสาร เพื่อเป็นแนวทางสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ และเพื่อการรักษามรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มต่างๆ ต่อไปItem Open Access การใช้ไลน์แอปพลิเคชันกับการปรับตัวข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษาจีน : กรณีศึกษานักศึกษาจีนที่เรียนในมหาวิทยาลัยมหิดล(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565) เสี่ยว, หลินชุน, 2539-; ธีรพงษ์ บุญรักษา; นันทิยา ดวงภุมเมศการศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการปรับตัวข้ามวัฒนธรรมของกลุ่มที่มีคุณลักษณะทางประชากรและพฤติกรรมการใช้ไลน์แอปพลิเคชันที่มีความแตกต่างกัน และศึกษาอิทธิพลของปัจจัยด้านจิตวิทยาและปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรมที่มีต่อการปรับตัวข้ามวัฒนธรรมของนักศึกษาจีนที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้เชิงสถิติพรรณนา และสถิติอ้างอิง ได้แก่ t-test, One Way ANOVA และถดถอยพหุคูณ ในการวิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า การปรับตัวข้ามวัฒนธรรมของกลุ่มนักศึกษาจีนอยู่ในระดับต่ำ โดยกลุ่มนักศึกษาจีนเพศชายมีการปรับตัวทางสังคมวัฒนธรรมสูงกว่ากลุ่มนักศึกษาจีนเพศหญิงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อายุ และระดับปริญญาที่กำลังศึกษาของนักศึกษาจีนที่แตกต่างกัน มีผลต่อการปรับตัวทางวัฒนธรรมในบางกลุ่ม กลุ่มนักศึกษาจีนที่มีความถี่ในการใช้งานไลน์แอปพลิเคชันสูงกว่า จะมีความสามารถในการปรับตัวทางสังคมวัฒนธรรมดีกว่ากลุ่มนักศึกษาที่มีความถี่ในการใช้งานต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น ยังพบว่า “การสนับสนุนทางสังคม” และ “ทัศนคติของสมาชิกในสังคมวัฒนธรรมใหม่” มีอิทธิพลต่อการปรับตัวข้ามวัฒนธรรมทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านจิตวิทยาและด้านสังคมวัฒนธรรม ส่วน “ระยะห่างทางวัฒนธรรม” มีอิทธิพลต่อการปรับตัวข้ามวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญในด้านจิตวิทยา การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: ผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีการสื่อสารในโลกยุคปัจจุบันที่ส่งผลต่อกระบวนการปรับตัวข้ามวัฒนธรรม การวิจัยในครั้งต่อไปจึงควรขยายประเภทของโซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลมาก เช่น YouTube, Instagram, Facebook เป็นต้น เนื่องจากโซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้การศึกษาในครั้งนี้ การศึกษาตัวแปรต้น คือ ปัจจัยทางจิตวิทยา และปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อการปรับตัวข้ามวัฒนธรรม งานวิจัยในอนาคตอาจมีการศึกษาในตัวแปรอื่น ๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งศึกษานักศึกษาต่างชาติในประเทศอื่น ๆ ที่เข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย รวมถึงควรมีการศึกษาการปรับตัวข้ามวัฒนธรรมในบริบทของการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เพิ่มขึ้น เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่ทันสมัย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษาจีน และนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทยต่อไปItem Metadata only การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานวัฒนธรรมการแต่งงานชาวบรู บ้านท่าล้ง(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) สรวงพัชร์ พิมพรัตน์; ชิตชยางค์ ยมาภัยงานวิจัยนี้เป็นผลของการลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพ ณ หมู่บ้านชาติพันธุ์ชาวบรู บ้านท่าล้ง ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเป็นการนำเสนอแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างวัฒนธรรมร่วมสมัย ผ่านกระบวนการศึกษาวิเคราะห์คุณค่าให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทางวัฒนธรรมผู้วิจัยได้ศึกษาวัฒนธรรมแต่งงานของ "ชาวบรู" ครอบคลุมประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพ ภาษา และการดำรงชีวิตของชาวบ้าน และใช้ประเพณีแต่งงานเป็นศูนย์กลางการศึกษา เพื่อต่อยอดสู่เศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของชาวบรูผลการศึกษาพบว่า ชาวบรูมีวิถีชีวิตที่อิงอาศัย น้ำ-นา-ป่า แม้การแต่งงานของชาวบรูได้ประสานเข้ากับวิถีชีวิตของภาคอีสานและภาคกลาง แต่ยังคงคุณค่าความหมาย คือ การรับคนเข้าครอบครัว เป็นพวกพ้องเดียวกัน ต้องเชื่อฟัง เคารพ ยึดถือในจารีตของชาวบรูผู้วิจัยได้ออกแบบสินค้าเชิงวัฒนธรรมจากฐานความคิดดังกล่าว ที่สามารถนำไปใช้ทำเครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้วิจัยมีข้อเสนอว่า การวางเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมพึงรักษาคุณค่าแท้ แล้วเสริมด้วยความทันสมัยเป็นปัจจุบัน จะช่วยการสืบสานวัฒนธรรมมีพลวัตยิ่งขึ้นไปItem Open Access การประเมินผลการบริการสุขภาพช่องปากในเด็กวัยเรียน อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565) ศิริภูมิ ภูมิสวัสดิ์; วิริณธิ์ กิตติพิชัย; อาภาพร เผ่าวัฒนาฝ่ายทันตสาธารณสุข โรงพยาบาลเลาขวัญ ได้ดำเนินโครงการจัดบริการทันตกรรมในกลุ่มเด็กวัยเรียนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 แต่ไม่เคยมีการประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการให้บริการสุขภาพช่องปากในเด็กวัยเรียน อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ในโรงเรียนของรัฐจำนวน 365 คน และการสัมภาษณ์กับผู้รับผิดชอบโครงการ ทันตบุคลากร ผู้อำนวยการโรงเรียน และครูอนามัย การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการสรุปประเด็นและแปลความ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยนำเข้า ได้แก่ จำนวนทันตบุคลากรและงบประมาณ มีเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ปัจจัยกระบวนการ ทันตบุคลากรให้ความสำคัญกับด้านการรักษา และครูอนามัยเห็นว่าการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนเป็นหน้าที่ของทันตบุคลากร ปัจจัยผลผลิต พบว่าผลผลิตของโครงการฯ บรรลุตามเป้าหมายตามตัวชี้วัดของกระทรวงสาธารณสุข ปัจจัยผลลัพธ์พบว่า ความรู้ด้านสุขภาพช่องปากและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่พฤติกรรมการบริโภคอาหารอยู่ในระดับควรปรับปรุง การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้ หน่วยงานด้านทันตสาธารณสุขควรจัดให้มีการประเมินผลโครงการทุกปีงบประมาณ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบถึงปัจจัยที่มีข้อจำกัดหรือมีข้อบกพร่อง เพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินงาน รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติและกลยุทธ์ของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อก่อให้เกิดการปรับสิ่งแวดล้อมด้านสุขภาพที่เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพช่องปากของนักเรียนที่ดีอย่างยั่งยืนItem Metadata only The effect of internal service quality on job satisfaction and job performance: the study of the Ministry of Hotels and Tourism, Myanmar(Mahidol University Library and Knowledge Center, 2021) Min Thiri Thein; Walanchalee Wattanacharoensil; Roberto B. GozzoliFor Myanmar tourism development, the effort of the Ministry of Hotels and Tourism totally depends on the performance of their employees. The previous studies applied internal service quality (INTQUAL) to investigate the factors relating to organizational performance with the employees, nevertheless, the concept is relatively new in the Myanmar context, especially for the public sector. Hence, using the five dimensions of INTQUAL namely empathy, responsiveness, reliability, assurance, and tangibility, this study examined the effect of internal service quality on job satisfaction and job performance. The quantitative research design was used to investigate the relationships. A total of 240 surveys were collected from the employees at all levels in the Ministry of Hotels and Tourism, Myanmar, using a stratified sampling technique. The data were analyzed by using the Partial Least Square structural equation modeling method (PLS-SEM). All the reliability and validity tests of measurement models were confirmed. By using the bootstrapping procedures, the results showed that there are two dimensions which are tangibility and responsiveness which have a strong effect on job satisfaction. The tangibility dimension has the highest effect on job satisfaction. For the analysis of the relationship between five dimensions of INTQUAL and job performance, there are three dimensions namely responsiveness, tangibility, and assurance, which have significant influence on job performance. According to the coefficient values, responsiveness has the highest effect on job performance followed by tangibility and assurance dimensions. However, the results also showed that the employees are not satisfied with the tangibility components.In conclusion, this study confirmed that there is a positive relationship amongst internal service quality, job satisfaction and job performance. Under the public sector of the Myanmar context, the notions of tangibility and responsiveness are very important and highly required to enhance job satisfaction and job performance IMPLICATION OF THESIS: This study contributes to internal service quality literature in the public sector. Moreover, the findings of this study can be used as a guide for human resource management in public organizations specifically, the Ministry of Hotels and Tourism, to increase their employees’ satisfaction and performance. However, since this research only examined the effect of internal service quality by using five dimensions of INTQUAL, future research can apply other potential variables than INTQUAL dimensions, such as trust, the potential of career enhancement, or pay to investigate their effects on job satisfaction and job performance. The mix-method study is also suggested to provide an in-depth investigation of the study.Item Metadata only Analysis of socioeconomic conditions and their relationship to depression among the elderly in China(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2022) Dan LiItem Metadata only Demographic changes and economic growth in Macau : the chronological data analysis(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2022) Yingguihang TianItem Metadata only Brain hemorrhage segmentation in ct scan images using deep learning based approach(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2022) Haibin ZhangItem Metadata only Crispr-Cas methods for rapid, sensitive, and field deployable detection of scale drop disease virus and tilapia lake virus(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2022) Thanwarat SukontaItem Metadata only Diurnal anisotropy enhancement due to non local effects of coronal mass ejections(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2022) Nutthawara BuatthaisongItem Metadata only Gender-based violence awareness and access to social, legal, and health services among women in eastern Myanmar during the military coup(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2022) Pan Nu ZawItem Metadata only Factors related to risky sexual behaviours among high school students in Thaketa township, Yangon region, Myanmar(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2023) Kyaw Min HtunItem Metadata only Human detection and social distancing measurement in a video(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2022) Kosin Saramas
