The prototype system design for monitoring the reading progress of the individual students by using the response-to-intervention (RTI) method which is suitable for the inclusive education school in Thailand
2
4
Issued Date
2022
Copyright Date
2022
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
ix, 173 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thematic Paper (M.Sc. (Information Technology Management))--Mahidol University, 2022
Suggested Citation
Nuttakitta Suksangkunlatada The prototype system design for monitoring the reading progress of the individual students by using the response-to-intervention (RTI) method which is suitable for the inclusive education school in Thailand. Thematic Paper (M.Sc. (Information Technology Management))--Mahidol University, 2022. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/116914
Title
The prototype system design for monitoring the reading progress of the individual students by using the response-to-intervention (RTI) method which is suitable for the inclusive education school in Thailand
Alternative Title(s)
การออกแบบระบบต้นแบบสำหรับติดตามความก้าวหน้าในการอ่านของนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยใช้วิธีการตอบสนองต่อการแทรกแซง (RTI) ที่เหมาะสำหรับโรงเรียนการศึกษาแบบเรียนรวมในประเทศไทย
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The purpose of this study was to develop a system prototype in the form of a web application to allow teachers to assess and track the reading status of students, specifically to support those at risk for learning disabilities. Once teachers identify specific reading disabilities, they can utilize the data to analyze and implement strategies to help students achieve their learning outcomes. The objectives of this study were: (1) to study the learning support needs of students with reading disabilities (Dyslexia); (2) to design a system prototype for tracking individual reading progress using the Response to Intervention (RTI) model; and (3) to assess the suitability of the RTI model prototype within the context of inclusive education schools in Thailand. Data were collected through in-depth interviews with a purposive sampling group of nine experts. Content analysis was applied to design and develop the prototype. Furthermore, the system was evaluated for user satisfaction and recommendations using a 5-point Likert scale questionnaire with a cluster sampling group of 40 personnel from inclusive education schools. The total target population consisted of 92,913 personnel from inclusive education schools under the Office of Primary Education Service Areas nationwide. Major research findings indicated a high level of performance satisfaction with the system prototype, averaging 84 percent. Specifically, 91.5 percent of users agreed that the system met their requirements. In conclusion, the developed web application enables teachers to monitor student reading progress systematically and expeditiously. By applying the RTI model, the system provides an information technology tool that assists in assessment, management, and instructional support. This allows teachers to track individual progress and collaborate across grade levels to address student impairments promptly and systematically. Implication of Thematic Paper: This study supports the reading progress of primary students in inclusive education schools, providing a model suitable for the Thai educational system.
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบในรูปแบบ web application ซึ่งจะช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินและติดตามสถานะทางการอ่านของนักเรียนได้ทุกคน โดยเฉพาะสนับสนุนการเรียนของนักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อความบกพร่องทางการเรียนรู้ เมื่อผู้สอนทราบว่าผู้เรียนคนใดมีความบกพร่องด้านการอ่านในเรื่องใดบ้าง ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์และหาวิธีการส่งเสริมผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ได้ภายหลัง วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้คือ (1) เพื่อศึกษาความต้องการของการสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia) (2) เพื่อออกแบบต้นแบบระบบสำหรับติดตามความก้าวหน้าด้านการอ่านของนักเรียนรายบุคคลโดยใช้รูปแบบ Response to Intervention (RTI) และ (3) เพื่อประเมินต้นแบบระบบ RTI ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนรวมในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interviews) ระบุกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จำนวนทั้งหมด 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิธีการหลักที่ใช้ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลคือการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ที่ไม่ใช้สถิติช่วยในการวิเคราะห์ โดยยึดสาระเนื้อหาที่ได้จากการสัมภาษณ์เป็นหลักและนำวิธีการวิเคราะห์เพื่อออกแบบและพัฒนา Prototype จากนั้นประเมิน Prototype ด้านความพึงพอใจและข้อเสนอแนะจาก User โดยระบุกลุ่มตัวอย่างแบบวิธีสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) จำนวนทั้งหมด 40 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามคำถามด้านความพึงพอใจและความคิดเห็นของผู้ใช้ ซึ่งได้แก่ บุคลากรในโรงเรียนรวม ในแต่ละข้อคำถามมีสเกลของการตอบแบบสอบถามเป็นแบบ Rating Scale 5 ระดับ ประชากรในการเก็บข้อมูลทั้งหมดคือบุคลากรในโรงเรียนทั่วไปที่จัดการเรียนรวม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั่วประเทศ รวมบุคลากรทั้งหมด 92,913 คน ผลการวิจัยที่สำคัญคือการประเมินความพึงพอใจด้านประสิทธิภาพของต้นแบบระบบ โดยเฉลี่ยมีความพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 84 เมื่อพิจารณาในรายด้านพบว่าประเด็นระบบสามารถทำงานตามความต้องการของผู้ใช้คิดเป็นร้อยละ 91.5 หลังจากทำการประเมินผลความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อต้นแบบระบบเพื่อให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับส่วนงานต่าง ๆ นี้แล้ว ผลปรากฏว่าการพัฒนาต้นแบบระบบในรูปแบบ web application ช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินและติดตามสถานะทางการอ่านของนักเรียนได้ทุกคน โดยเฉพาะสนับสนุนการเรียนของนักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อความบกพร่องทางการเรียนรู้ เมื่อผู้สอนทราบข้อมูลความบกพร่องจะสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมผู้เรียนได้ ครูผู้สอนจะมีเครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการประเมินและบริหารจัดการสนับสนุนการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยนำแนวคิดรูปแบบการสอน RTI มาปรับใช้ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้อย่างมีระบบและรวดเร็วมากขึ้น ระบบสามารถช่วยจัดการข้อมูลที่เอื้อให้ครูในโรงเรียนรวมดูแลด้านการอ่านของนักเรียน จากการติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนทุกคนรายบุคคล เพื่อหาแนวทางแก้ไขจุดบกพร่องของนักเรียนร่วมกันระหว่างครูประจำชั้นของนักเรียนคนเก่าและครูประจำชั้นของนักเรียนคนใหม่ได้อย่างรวดเร็วตรงจุด การบริหารจัดการเรียนการสอนจึงเป็นระบบมากยิ่งขึ้น การนำสารนิพนธ์ไปใช้: สนับสนุนความก้าวหน้าในด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนการศึกษาแบบรวมของประเทศไทยที่เหมาะสมกับระบบโรงเรียนไทย
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบในรูปแบบ web application ซึ่งจะช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินและติดตามสถานะทางการอ่านของนักเรียนได้ทุกคน โดยเฉพาะสนับสนุนการเรียนของนักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อความบกพร่องทางการเรียนรู้ เมื่อผู้สอนทราบว่าผู้เรียนคนใดมีความบกพร่องด้านการอ่านในเรื่องใดบ้าง ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์และหาวิธีการส่งเสริมผู้เรียนให้บรรลุผลการเรียนรู้ได้ภายหลัง วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้คือ (1) เพื่อศึกษาความต้องการของการสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านการอ่าน (Dyslexia) (2) เพื่อออกแบบต้นแบบระบบสำหรับติดตามความก้าวหน้าด้านการอ่านของนักเรียนรายบุคคลโดยใช้รูปแบบ Response to Intervention (RTI) และ (3) เพื่อประเมินต้นแบบระบบ RTI ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนรวมในประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interviews) ระบุกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) จำนวนทั้งหมด 9 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิธีการหลักที่ใช้ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลคือการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ที่ไม่ใช้สถิติช่วยในการวิเคราะห์ โดยยึดสาระเนื้อหาที่ได้จากการสัมภาษณ์เป็นหลักและนำวิธีการวิเคราะห์เพื่อออกแบบและพัฒนา Prototype จากนั้นประเมิน Prototype ด้านความพึงพอใจและข้อเสนอแนะจาก User โดยระบุกลุ่มตัวอย่างแบบวิธีสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) จำนวนทั้งหมด 40 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามคำถามด้านความพึงพอใจและความคิดเห็นของผู้ใช้ ซึ่งได้แก่ บุคลากรในโรงเรียนรวม ในแต่ละข้อคำถามมีสเกลของการตอบแบบสอบถามเป็นแบบ Rating Scale 5 ระดับ ประชากรในการเก็บข้อมูลทั้งหมดคือบุคลากรในโรงเรียนทั่วไปที่จัดการเรียนรวม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั่วประเทศ รวมบุคลากรทั้งหมด 92,913 คน ผลการวิจัยที่สำคัญคือการประเมินความพึงพอใจด้านประสิทธิภาพของต้นแบบระบบ โดยเฉลี่ยมีความพึงพอใจมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 84 เมื่อพิจารณาในรายด้านพบว่าประเด็นระบบสามารถทำงานตามความต้องการของผู้ใช้คิดเป็นร้อยละ 91.5 หลังจากทำการประเมินผลความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อต้นแบบระบบเพื่อให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับส่วนงานต่าง ๆ นี้แล้ว ผลปรากฏว่าการพัฒนาต้นแบบระบบในรูปแบบ web application ช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินและติดตามสถานะทางการอ่านของนักเรียนได้ทุกคน โดยเฉพาะสนับสนุนการเรียนของนักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อความบกพร่องทางการเรียนรู้ เมื่อผู้สอนทราบข้อมูลความบกพร่องจะสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมผู้เรียนได้ ครูผู้สอนจะมีเครื่องมือทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการประเมินและบริหารจัดการสนับสนุนการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โดยนำแนวคิดรูปแบบการสอน RTI มาปรับใช้ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปได้อย่างมีระบบและรวดเร็วมากขึ้น ระบบสามารถช่วยจัดการข้อมูลที่เอื้อให้ครูในโรงเรียนรวมดูแลด้านการอ่านของนักเรียน จากการติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนทุกคนรายบุคคล เพื่อหาแนวทางแก้ไขจุดบกพร่องของนักเรียนร่วมกันระหว่างครูประจำชั้นของนักเรียนคนเก่าและครูประจำชั้นของนักเรียนคนใหม่ได้อย่างรวดเร็วตรงจุด การบริหารจัดการเรียนการสอนจึงเป็นระบบมากยิ่งขึ้น การนำสารนิพนธ์ไปใช้: สนับสนุนความก้าวหน้าในด้านการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนการศึกษาแบบรวมของประเทศไทยที่เหมาะสมกับระบบโรงเรียนไทย
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Engineering
Degree Discipline
Information Technology Management
Degree Grantor(s)
Mahidol University
