Dental caries status of children aged 0-3 years in Ratchaburi province, Thailand
11
Issued Date
2017
Copyright Date
2017
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
ix, 86 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.P.H.M. (Primary Health Care Management))--Mahidol University, 2017
Suggested Citation
Itsaranuwat Yongpisanphop Dental caries status of children aged 0-3 years in Ratchaburi province, Thailand. Thesis (M.P.H.M. (Primary Health Care Management))--Mahidol University, 2017. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/92333
Title
Dental caries status of children aged 0-3 years in Ratchaburi province, Thailand
Alternative Title(s)
สภาวะฟันผุของเด็กอายุ 0-3 ปี ในจังหวัดราชบุรี ประเทศไทย
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
This study was a cross-sectional analytical study with objectives of assessing the dental caries status, socio-demographic factors, oral health literacy of caregivers and oral health care behavior. Factors associated with early childhood caries (ECC) among children aged 0-3 years were also examined using structured questionnaires constructed based on WHO questionnaire to collect data from caregivers who were parents or relatives. A multistage cluster sampling was used to draw a sample of 262 caregivers having children aged 0-3 years. A face to face interview with the structured questionnaire was used. The results showed that most of the caregivers were female parents aged 20-29 years, bachelor degree, income more than 11,000 baht per month and having one child in their families, most of caregivers had low level of oral health literacy had the lowest level of media literacy. The significant factors associated to dental caries status were sociodemographic factors (except caregiver's sex), oral health literacy and oral health behavior. Adjusting for other factors, overall oral health literacy remained significantly associated with dental caries status (Adj.OR=38.66, 95% CI= 11.11-134.44). Children taken care of by caregivers who had poor oral health literacy were about 39 times more likely to have than those who were with caregivers having good literacy
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ ประเมินสถานะฟันผุของเด็กอายุ 0-3 ปีในจังหวัดราชบุรี ประเทศไทย รวมทั้งปัจจัยทางสังคม ความ แตกฉานด้านสุขภาพช่องปากและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ดูแลเด็ก วิธี การศึกษา ครั้งนี้ใช้แบบสอบถามที่มีรูปแบบโดยสร้างขึ้นจากแบบสอบถามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ( WHO) รวมทั้งการทบทวนวรรณกรรมจากการศึกษาก่อนหน้าโดยได้ดำเนินการเพื่อรวบรวมข้อมูล จากผู้ดูแลที่เป็นบิดามารดาหรือญาติใกล้ชิด จากนั้นทำการสุ่มคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา โดย เป็นกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่มีอายุระหว่าง 0-3 ปีจำนวน 262 คน ใช้แบบสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับแบบ ตรวจสภาวะฟันผุด้วยดัชนีค่าเฉลี่ยประสบการณ์ ผุ ถอน อุด หรือ dmft ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลส่วน ใหญ่เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 20-29 ปี วุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 11,000 บาทต่อเดือน และมีบุตรคนเดียวในครอบครัว โดยปัจจัยทางด้านเพศของผู้ดูแลเด็กไม่มีผล สำคัญต่อสภาวะฟันผุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเพียงด้านเดียว สำหรับผลที่เกี่ยวกับความแตกฉาน ด้านสุขภาพช่องปาก ผู้ดูแลส่วนใหญ่มีความแตกฉานด้านสุขภาพช่องปากในระดับต่ำ โดยมีระดับ ความแตกฉานในด้านการรู้เท่าทันสื่อต่ำที่สุด รวมทั้งด้านพฤติกรรมสุขภาพช่องปากของผู้ดูแลเด็กที่ มีผลต่อสภาวะฟันผุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน และเมื่อมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมหลัง การปรับ ปัจจัยอื่น ๆ พบว่า ความแตกฉานด้านสุขภาพช่องปากโดยรวม ยังคงมีนัยสำคัญทางสถิติกับสภาวะ ฟันผุ (Adj.OR = 38.66, 95% CI = 11.11-134.44) ทั้งนี้เด็กอายุ 0-3 ปีที่ได้รับการดูแลจากผู้ดูแลที่มี ความแตกฉานด้านสุขภาพช่องปากไม่ดีมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีฟันผุได้ถึง 39 เท่าของผู้ดูแลผู้เด็ก ที่มีความความแตกฉานด้านสุขภาพช่องปากในระดับดี
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ ประเมินสถานะฟันผุของเด็กอายุ 0-3 ปีในจังหวัดราชบุรี ประเทศไทย รวมทั้งปัจจัยทางสังคม ความ แตกฉานด้านสุขภาพช่องปากและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้ดูแลเด็ก วิธี การศึกษา ครั้งนี้ใช้แบบสอบถามที่มีรูปแบบโดยสร้างขึ้นจากแบบสอบถามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ( WHO) รวมทั้งการทบทวนวรรณกรรมจากการศึกษาก่อนหน้าโดยได้ดำเนินการเพื่อรวบรวมข้อมูล จากผู้ดูแลที่เป็นบิดามารดาหรือญาติใกล้ชิด จากนั้นทำการสุ่มคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา โดย เป็นกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่มีอายุระหว่าง 0-3 ปีจำนวน 262 คน ใช้แบบสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวกับแบบ ตรวจสภาวะฟันผุด้วยดัชนีค่าเฉลี่ยประสบการณ์ ผุ ถอน อุด หรือ dmft ผลการวิจัยพบว่า ผู้ดูแลส่วน ใหญ่เป็นเพศหญิงที่มีอายุระหว่าง 20-29 ปี วุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 11,000 บาทต่อเดือน และมีบุตรคนเดียวในครอบครัว โดยปัจจัยทางด้านเพศของผู้ดูแลเด็กไม่มีผล สำคัญต่อสภาวะฟันผุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเพียงด้านเดียว สำหรับผลที่เกี่ยวกับความแตกฉาน ด้านสุขภาพช่องปาก ผู้ดูแลส่วนใหญ่มีความแตกฉานด้านสุขภาพช่องปากในระดับต่ำ โดยมีระดับ ความแตกฉานในด้านการรู้เท่าทันสื่อต่ำที่สุด รวมทั้งด้านพฤติกรรมสุขภาพช่องปากของผู้ดูแลเด็กที่ มีผลต่อสภาวะฟันผุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกัน และเมื่อมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมหลัง การปรับ ปัจจัยอื่น ๆ พบว่า ความแตกฉานด้านสุขภาพช่องปากโดยรวม ยังคงมีนัยสำคัญทางสถิติกับสภาวะ ฟันผุ (Adj.OR = 38.66, 95% CI = 11.11-134.44) ทั้งนี้เด็กอายุ 0-3 ปีที่ได้รับการดูแลจากผู้ดูแลที่มี ความแตกฉานด้านสุขภาพช่องปากไม่ดีมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีฟันผุได้ถึง 39 เท่าของผู้ดูแลผู้เด็ก ที่มีความความแตกฉานด้านสุขภาพช่องปากในระดับดี
Description
Primary Health Care Management (Mahidol University 2017)
Degree Name
Master in Primary Health Care Management
Degree Level
Master's degree
Degree Department
ASEAN Institute for Health Development
Degree Discipline
Primary Health Care Management
Degree Grantor(s)
Mahidol University
