Alteration of fat metabolism in NIDDM patients after long-term intake of different glycemic diets
1
Issued Date
1990
Copyright Date
1990
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xiii, 108 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Nutrition))--Mahidol University, 1990
Suggested Citation
Tongpean Putaseub Alteration of fat metabolism in NIDDM patients after long-term intake of different glycemic diets. Thesis (M.Sc. (Nutrition))--Mahidol University, 1990. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/105616
Title
Alteration of fat metabolism in NIDDM patients after long-term intake of different glycemic diets
Alternative Title(s)
การเปลี่ยนแปลงของเมตาโบลิซึมของไขมัน ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่ต้องพึ่งอินสุลินหลังการกินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลระดับต่างๆ เป็นระยะเวลานาน
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The effect of consumption of various glycemic diets on lipid status were studied in 10 female non-insulin dependent diabetic patients, aged 32-60 yr. They consumed 3 isocaloric diets, each diet lasted for 4 weeks. The energy distribution of each diet was 12% protein, 30% Complex carbohydrate comprised fat and 58% carbohydrate. 40% of total calorie and the remaining 18% of total calorie from other sources. One-third of the fat intake came from structural fat which remained constant were Two-thirds of the fat intake w
derived from soy-bean oil. The only difference of these 3 diets was the type of complex carbohydrate which created throughout the study. different glycemic responses. They were high glycemic (HG), intermediate glycemic (DM) and low glycemic (LG) diets. HG diet consisted mainly of high glycemic carbohydrate and minimal intermediate glycemic carbohydrate equal to 35 and 5% of total calorie whereas LG diet consisted mainly of low glycemic carbohydrate and minimal amount of intermediate glycemic carbohydrate equal to 35 and 5% of total calorie. DM diet consisted only intermediate glycemic carbohydrate equal to 40%. Consumption of both LG and HG resulted in the reduction of serum total cholesterol of 16, 9 and 30% during DM, HG and LG, respectively. Serum triglyceride level during BL decreased about 32%, 48% as compared to DM and LG, but only a slight increase during HG was seen. The level of HDL-c level was highest during LG. The level' of LDL-c decreased about 17%, 10%, 32% in DM, HG, and LG, respectively, when compared with BL. Total serum cholesterol to HDL-c ratio as well as LDL-c/HDL-c ratio were high during BL and decreased during DM and LG. both serum and erythrocyte lipids were low during BL which was normalized during DM, HG and LG. The same findings were seen with the level of alpha-linolenate in both serum and erythrocyte lipids. These data indicated that subjects complied very well with the study diet in term of soy-bean oil intake. It is intriguing to see that the level of serum arachidonate from the subjects was significantly lower than healthy subjects both during BL and other study diets whereas this fatty acid in erythrocyte lipids was always in normal range. The decrease of serum arachidonate thus seen may reflect impairment of [Delta to the fifth power] desaturase activity. It should be pointed out that all the test diets were not effect in fatty acid change. Thus, it seems likely that LG is most appropriate for use in the dietary management in NIDDM patients for it maintains the adequacy of linoleate and alpha-linolenate status with concomitant decrease in serum total cholesterol, serum triglycerides, LDL-c and decrease in TC/HDL-c and LDL-c/HDL-c ratios.
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญไขมัน ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ต้องนิ่งอินสุลิน หลังจากกินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่าง ๆ กัน โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยหญิงซึ่งเป็นเบาหวานชนิดไม่ต้องพั่งอินสุลิน จำนวน 10 คน อายุระหว่าง 32 - 60 ปี ที่หอวิจัยทางคลีนิคโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ละคนได้รับอาหารที่เตรียมไว้ในปริมาณคงที่ตลอดการศึกษา โดยมีการกระจายของพลังงานเป็นโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต ในปริมาณร้อยละ 12, 30, และ 58 ตามลำดับ โดยกำหนดให้ใช้น้ำมันถั่วเหลืองในการปรุงอาหารปริมาณร้อยละ 20 ของพลังงานทั้งหมด ความแตกต่างของอาหารที่ทดลองอยู่ที่ชนิดของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซิ่งมีดัชนีน้ำตาลต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีดัชนีน้ำตาลสูง, ระดับปานกลาง และระดับต่ำ ตามลำดับ โดยกำหนดให้อาหารชนิดที่มีดัชนีน้ำตาลสูงประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงผสมกับคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางในปริมาณเป็นร้อยละ 35 และ 5 ของพลังงานทั้งหมด ส่วนอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลางประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางในปริมาณร้อยละ 40 ของพลังงานทั้งหมด สุดท้ายอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำผสมกับคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง ในปริมาณเป็นร้อยละ 35 และ 5 โดยอาหารแต่ละชนิดจะให้ผู้ป่วยได้รับประทานช่วงละ 4 สัปดาห์ การศึกษานี้พบว่าระดับโคเลสเตอรอลในชีรัมลดลงจากระดับพื้นฐาน คิดเป็นร้อยละ 16, 9 และ 30 หลังจากรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลระดับ ปานกลาง, สูง และ ต่ำ ตามลำดับ ระดับไตรกรีเซอไรด์ลดลงจากระดับพื้นฐาน คิดเป็นร้อยละ 32 และ 48 หลังจากรับประทานอาหารที่มีระดับน้ำตาลปานกลาง และต่ำตามลำดับ ส่วนช่วงที่รับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง จะทำให้ระดับไตรกรีเซอร์ไรด์เพิ่มขึ้นจากค่าพื้นฐานเพียงเล็กน้อยส่วนระดับเอช-ดี-แอลโดเลสเตอรอลพบว่ามีค่าสูงกว่าพื้นฐานเมื่อรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ส่วนระดับแอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอล ลงลงจากระดับพื้นฐานร้อยละ 17, 10 และ 32 ตามลำดับ หลังจากรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลาง, สูง และต่ำ ตามลำดับ สำหรับอัตราส่วนของระดับไขมันโคเลสเตอรอลต่อเอช-ดี-แอลโคเลสเตอรอล และอัตราส่วนของ แอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอล ต่อ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล มีค่าลดลงต่ำกว่าค่าพื้นฐานในช่วงรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลระดับปานกลาง และต่ำ ระดับพื้นฐานของกรดไขมันจำเป็นในร่างกายทั้งใน ซีรัม และในเม็ดเลือดแดง และระดับกรดไลโนลิอิคในชีรัมลดลงจากคนปกติอย่างมีนัยสำคัญ (p <. 05) และกลับเพิ่มขิ้นในช่วงได้รับอาหารชนิดต่าง ๆ ของการศึกษาชึ่งจะพบทำนองเดียวกันกับในเม็ดเลือดแดง แสดงถึงการตองสนองต่อความร่วมมือของผู้ป่วย ต่อการได้รับอาหารที่ใช้ตลอดการศึกษาในครั้งนี้ ในทำนองเดียวกันระดับพื้นฐานของกรดแอลฟ่าไลโนเลนิคทั้งในชีรัม และเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต่ำกว่าของคนปกติ และจะเริ่มสูงขิ้น เมื่อได้รับอาหารชนิดต่าง ๆ ของการศึกษา ที่น่าสนใจมากคือ ระดับของกรดอะราคิโดนิค ในชีรัมของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต่ำกว่าระดับปกติเสมอไม่ว่าในระดับพื้นฐานหรือในช่วงได้รับอาหารจากการศึกษาทุกชนิด ในขณะที่ไม่พบความแตกต่างของกรดนี้ในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยกับคนปกติ ทั้งในระดับพื้นฐานและในช่วงที่ได้รับอาหารจากการศึกษา การลดลงของกรดอะราคิโดนิค จึงน่าจะมาจากการพร่องของปฏิกริยา เอนไซม์ ดีแซททูเรส จากการศึกษาทั้งหมดนี้พบว่าอาหารที่ใช้ในการทดลองไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกรดไขมัน และปริมาณกรดไขมันจำเป็นที่ได้ก็เพียงพอ จึงแสดงให้เห็นว่า อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำนำจะนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่พึ่งอินสุลิน เพราะทำให้สามารถคงไว้ซึ่งระดับ กรดไขมันจำเป็นในร่างกาย และช่วยลดภาวะไขมันในเลือดสูง รวมทั้งลดอัตราส่วนของระดับไขมันโคเลสเตอรอลต่อ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล และแอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลต่อเอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลระดับอื่น ๆ
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการเปลี่ยนแปลงของการเผาผลาญไขมัน ในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ต้องนิ่งอินสุลิน หลังจากกินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่าง ๆ กัน โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยหญิงซึ่งเป็นเบาหวานชนิดไม่ต้องพั่งอินสุลิน จำนวน 10 คน อายุระหว่าง 32 - 60 ปี ที่หอวิจัยทางคลีนิคโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ละคนได้รับอาหารที่เตรียมไว้ในปริมาณคงที่ตลอดการศึกษา โดยมีการกระจายของพลังงานเป็นโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต ในปริมาณร้อยละ 12, 30, และ 58 ตามลำดับ โดยกำหนดให้ใช้น้ำมันถั่วเหลืองในการปรุงอาหารปริมาณร้อยละ 20 ของพลังงานทั้งหมด ความแตกต่างของอาหารที่ทดลองอยู่ที่ชนิดของคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซิ่งมีดัชนีน้ำตาลต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีดัชนีน้ำตาลสูง, ระดับปานกลาง และระดับต่ำ ตามลำดับ โดยกำหนดให้อาหารชนิดที่มีดัชนีน้ำตาลสูงประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงผสมกับคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางในปริมาณเป็นร้อยละ 35 และ 5 ของพลังงานทั้งหมด ส่วนอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลางประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลางในปริมาณร้อยละ 40 ของพลังงานทั้งหมด สุดท้ายอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำผสมกับคาร์โบไฮเดรตที่มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง ในปริมาณเป็นร้อยละ 35 และ 5 โดยอาหารแต่ละชนิดจะให้ผู้ป่วยได้รับประทานช่วงละ 4 สัปดาห์ การศึกษานี้พบว่าระดับโคเลสเตอรอลในชีรัมลดลงจากระดับพื้นฐาน คิดเป็นร้อยละ 16, 9 และ 30 หลังจากรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลระดับ ปานกลาง, สูง และ ต่ำ ตามลำดับ ระดับไตรกรีเซอไรด์ลดลงจากระดับพื้นฐาน คิดเป็นร้อยละ 32 และ 48 หลังจากรับประทานอาหารที่มีระดับน้ำตาลปานกลาง และต่ำตามลำดับ ส่วนช่วงที่รับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง จะทำให้ระดับไตรกรีเซอร์ไรด์เพิ่มขึ้นจากค่าพื้นฐานเพียงเล็กน้อยส่วนระดับเอช-ดี-แอลโดเลสเตอรอลพบว่ามีค่าสูงกว่าพื้นฐานเมื่อรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ส่วนระดับแอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอล ลงลงจากระดับพื้นฐานร้อยละ 17, 10 และ 32 ตามลำดับ หลังจากรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลปานกลาง, สูง และต่ำ ตามลำดับ สำหรับอัตราส่วนของระดับไขมันโคเลสเตอรอลต่อเอช-ดี-แอลโคเลสเตอรอล และอัตราส่วนของ แอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอล ต่อ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล มีค่าลดลงต่ำกว่าค่าพื้นฐานในช่วงรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลระดับปานกลาง และต่ำ ระดับพื้นฐานของกรดไขมันจำเป็นในร่างกายทั้งใน ซีรัม และในเม็ดเลือดแดง และระดับกรดไลโนลิอิคในชีรัมลดลงจากคนปกติอย่างมีนัยสำคัญ (p <. 05) และกลับเพิ่มขิ้นในช่วงได้รับอาหารชนิดต่าง ๆ ของการศึกษาชึ่งจะพบทำนองเดียวกันกับในเม็ดเลือดแดง แสดงถึงการตองสนองต่อความร่วมมือของผู้ป่วย ต่อการได้รับอาหารที่ใช้ตลอดการศึกษาในครั้งนี้ ในทำนองเดียวกันระดับพื้นฐานของกรดแอลฟ่าไลโนเลนิคทั้งในชีรัม และเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต่ำกว่าของคนปกติ และจะเริ่มสูงขิ้น เมื่อได้รับอาหารชนิดต่าง ๆ ของการศึกษา ที่น่าสนใจมากคือ ระดับของกรดอะราคิโดนิค ในชีรัมของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะต่ำกว่าระดับปกติเสมอไม่ว่าในระดับพื้นฐานหรือในช่วงได้รับอาหารจากการศึกษาทุกชนิด ในขณะที่ไม่พบความแตกต่างของกรดนี้ในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยกับคนปกติ ทั้งในระดับพื้นฐานและในช่วงที่ได้รับอาหารจากการศึกษา การลดลงของกรดอะราคิโดนิค จึงน่าจะมาจากการพร่องของปฏิกริยา เอนไซม์ ดีแซททูเรส จากการศึกษาทั้งหมดนี้พบว่าอาหารที่ใช้ในการทดลองไม่ได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของกรดไขมัน และปริมาณกรดไขมันจำเป็นที่ได้ก็เพียงพอ จึงแสดงให้เห็นว่า อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำนำจะนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่พึ่งอินสุลิน เพราะทำให้สามารถคงไว้ซึ่งระดับ กรดไขมันจำเป็นในร่างกาย และช่วยลดภาวะไขมันในเลือดสูง รวมทั้งลดอัตราส่วนของระดับไขมันโคเลสเตอรอลต่อ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล และแอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลต่อเอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลระดับอื่น ๆ
Description
Nutrition (Mahidol University 1990)
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital
Degree Discipline
Nutrition
Degree Grantor(s)
Mahidol University
