พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิง
Issued Date
2551
Resource Type
Language
tha
Rights Holder(s)
มหาวิทยาลัยมหิดล
Suggested Citation
ธราดล เก่งการพานิช, มณฑา เก่งการพานิช, Tharadol Kengganpanich, Mondha Kengganpanich (2551). พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิง. สืบค้นจาก: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/59362
Title
พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิง
Alternative Title(s)
Young women's smoking behavior in Thailand
Other Contributor(s)
Abstract
ปัจจุบัน”วัยรุ่นหญิง” กลายเป็นลูกค้าหน้าใหม่ที่สำคัญของบริษัทบุหรี่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น
สังคมไทยต้องรีบหามาตรการป้องกันวัยรุ่นหญิงให้ห่างไกลจากบุหรี่ การวิจัยเชิงสำรวจแบบตัดขวางนี้มุ่งศึกษานักเรียบนักศึกษาหญิงของสถาบันการศึกษา ประจำภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2550 วัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิง ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษากับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยบุหรี่ ความเห็นต่อนโยบายควบคุมยาสูบและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการสูบบุหรี่กับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิง กลุ่มเยาวชนเป้าหมาย อายุ 13-24 ปี จำนวน 3,000 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามนิยามขององค์การอนามัยโลกและเทียบกับระดับการศึกษาของไทย คือ อายุ 13-15 ปี เทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 16-19 ปี เทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และอายุ 20-24 ปี เทียบเท่าระดับอุดมศึกษา การสุ่มตัวอย่างจำแนกตามเขตพื้นที่ คือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และต่างจังหวัด และตามระดับการศึกษา โดยใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ และแนวทางการสนทนากลุ่มเพื่อการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติจำนวน ร้อยละ ไคสแควร์ และ Odds Ratio ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการจัดกลุ่มข้อมูล
ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,093 คน อายุระหว่าง 13-25 ปี พบว่า อัตราการสูบบุหรี่ปัจจัยของนักเรียนนักศึกษาหญิงในช่วง 30 วัน และ 7 วัน ที่ผ่านมาเท่ากับร้อยละ 6.4 และ 5.8 ตามลำดับ ซึ่งพบว่าอัตราการสูบสูงในระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่สูบครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปีขึ้นไปร้อยละ 68.6 และ เริ่มสูบอายุต่ำกว่า 12 ปี ร้อยละ 10.2 เหตุผลการสูบบุหรี่ที่สำคัญคือตามเพื่อน/ต้องการให้เพื่อนยอมรับร้อยละ 32.0 บุหรี่ที่สูบได้มาจากการซื้อเองและเพื่อน ร้อยละ 53.8 และ 28.4 ตามลำดับ วัยรุ่นหญิงได้รับควัญบุหรี่มือสองในบ้าน ร้อยละ 46.9 จากการสูบของบิดาและพี่ชายเป็นส่วนใหญ่ เกือบร้อยละ 80 มีความคิดเห็นเชิงลบต่อการสูบบุหรี่ สำหรับความคิดเห็นต่อการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิงที่น่าเป็นห่วงคือ มีเพียงร้อยละ 35.3 ที่เห็นด้วยต่อการที่สังคมไม่ยอมรับการสูบบุหรี่ และร้อยละ 30.6 เห็นว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ นอกจากนี้วัยรุ่นหญิงมีความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่และการได้รับครัวบุหรี่มือสองโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเกิดโรคมะเร็ง พบสูงกว่าร้อยละ 90 สำหรับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบว่า เคยได้รับถึงร้อยละ 85.9 สื่อที่ให้ข้อมูลมากที่สุดคือ ทีวี และบนซองบุหรี่ ร้อยละ 74.8 และ 66.3 ขณะเดียวกันร้อยละ 86.6 เคยเห็นการสูบบุหรี่ในทีวี/วีดีโอ/ภาพยนตร์ และร้อยละ 80.7 เห็นด้วยกับการห้ามมีฉากสูบหรี่ในรายการทีวีและภาพยนตร์ สำหรับการโฆษณาและส่งเสริมการขายบุหรี่ พบว่าเคยเห็น ร้อยละ 35.3 โดยเห็นสูงสุดจากร้านสะดวกซื้อ รองลงมาคือ รายการทีวี ร้อยละ 52.6 และ 29.4 ตามลำดับ ความคิดเห็นต่อนโยบายสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ พบว่าวัยรุ่นหญิงกว่าร้อยละ 80 ต้องการให้สถานที่เหล่านี้ปลอดบุหรี่ 100% ได้แก่ ศาสนาสถาน สถาบันการศึกษา และโรงพยาบาล ร้อยละ 50.5 เห็นว่ายังไม่มีการบังคับใช้นโยบายอย่างมีประสิทธิผล ร้อยละ 83.8 เห็นด้วยกับการมีภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ หากแต่ร้อยละ 56.9 ไม่แน่ใจและไม่เชื่อว่าภาพคำเตือนมีผลต่อการลดการสูบบุหรี่ในวัยรุ่น และร้อยละ 74.0 แน่ใจและไม่เชื่อประสิทธิผลของกฎหมายห้ามจำหน่ายบุหรี่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี สำหรับความเห็นต่อการสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมจากอุตสาหกรรมยาสูบ ร้อยละ 83.4 เห็นด้วยกับการที่บริษัทบุหรี่ให้ทุนนักเรียนและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และร้อยละ 60.8 ที่เห็นว่าบริษัทบุหรี่ใช้วัยรุ่นหญิงเป็นเครื่องมือส่งเสริมการขาย
ผลการศึกษาพบว่าวัยรุ่นหญิงที่เรียนต่างระดับการศึกษา และมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ต่างกันมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับ อัตราการสูบบุหรี่อายุเริ่งสูบบุหรี่ครั้งแรก ปริมาณและความถี่ในการสูบความตั้งใจในการเลิกบุหรี่ สถนที่สูบบุหรี่ ความถี่ในการสูบบุหรี่ ความถี่ในการสูบกับพ่อแม่ ความตั้งใจในการสูบบุหรี่เมื่อเพื่อนชวนความตั้งใจในการสูบใน 1 ปีข้างหน้า การได้มาของบุหรี่ที่สูบ การมีบิดามารดาและเพื่อนสนิทสูบบุหรี่ การได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน ความรู้เกี่ยวกับบางโรคและบางปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการสูบและการได้รับควันบุหรี่มือสอง ความคิดเห็นต่อการสูบบุหรี่ การรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการไม่สูบบุหรี่ในบางสื่อ การรับรู้และความคิดเห็นต่อภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ การเคยเห็นโฆษณาและส่งเสริมการขายในรูปแบบต่าง ๆ และการเคยเห็นสิ่งกระตุ้นให้สูบบุหรี่จากบางสื่อ งานชุมชน การแข่งขันกีฬา การเห็นการสูบบุหรี่ในทีวี/วีดีโอ/ภาพยนตร์ การสูบบุหรี่ของดาราที่ชื่นชอบ ความคิดเห็นต่อการสูบบุหรี่ในบ้าน ความคิดเห็นต่อนโยบายสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ในบางสถานที่ ได้แก่ โรงพยาบาล สถานที่ทำงาน ภัตตาคารที่มีเครื่องปรับอากาศ ศาสนสถาน ผับบาร์ และสถานที่ศึกษา ความคิดเห็นต่อประสิทธิผลการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมปลอดบุหรี่ ภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ การห้ามโฆษณา ณ จุดขาย การห้ามจำหน่ายบุหรี่ให้แก่เด็กต่ำกว่า 18 ปี และการห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขาย ความคิดเห็นต่อบุหรี่รสอ่อน ความคิดเห็นต่ออุสาหกรรมยาสูบ
ปัจจัยทำนายการสูบบุหรี่ของนักเรียนนักศึกษาหญิง พบว่าปัจจัยที่มีโอกาสสูงที่สุด คือ การมีเพื่อนสนิทสูบบุหรี่จะมีโอกาสสูบบุหรี่สูงถึง 18 เท่าของคนไม่มีเพื่อนสนิทสูบ รองลงมาคือ การมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อการสูบบุหรี่จะมีโอกาสสูบสูงกว่าคนที่มีความคิดเห็นเชิงลบ 7.5 เท่า สำหรับปัจจัยด้านความเชื่อ และค่านิยมของวัยรุ่นหญิงจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะสูบบุหรี่ประมาณ 4 เท่า ได้แก่ เชื่อว่าสังคมย่อมรับการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิงจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะสูบบุหรี่ประมาณ 4 เท่า ได้แก่ เชื่อว่าสังคมยอมรับการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิง การสูบบุหรี่เป็นสัญลักษณ์ของคนสมัยใหม่ และการรับรู้การสูบบุหรี่ของวัยรุ่นหญิง ยิ่งไปกว่านั้น การมีมารดาสูบบุหรี่จะมีโอกาสสูบบุหรี่ถึง 3.7 เท่า
การป้องกันและแก้ปัญหาการสูบบุหรี่ของนักเรียนนักศึกษาหญิงนั้น กระทรวงสาธารณสุขในฐานะผู้ออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย ควรใช้นโยบายสาธารณะเพื่อลดความต้องการโดยใช้มาตรการที่ไม่เกี่ยวกับราคา เช่น การบังคับใช้กฎหมายห้ามขายบุหรี่แก่เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี อย่างจริงจัง และการเพิ่มอายุเยาวชนด้วย การใช้นโยบายสาธารณะเพื่อลดปริมาณสินค้า เช่น การตรวจจับกุมการลักลอบนำเข้ายาสูบ/บุหรี่ผิดกฎหมายในทุกรูปแบบ และการเฝ้าระวังสถานการณ์การบริโภคยาสูบตามพันธกิจกับองค์การอนามัยโลกในฐานะประเทศสมาชิก สำหรับกระทรวงศึกษาธิการซึ่งรับผิดชอบนักเรียนนักศึกษาหญิงโดยตรง ควรกำหนดนโยบาย “โรงเรียนปลอดบุหรี่” อย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งควรให้ความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ ในการดำเนินงานป้องกัน และควมคุมการสูบบุหรี่ของนักเรียนนักศึกษาหญิง สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยในครั้งต่อไป ควรวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือวัยรุ่นหญิงที่สูบบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ และการพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกันวัยรุ่นหญิงที่สูบบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ และการพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกันวัยรุ่นหญิงจากการสูบบุหรี่
The current young women become the new customers of tobacco company significantly and unavoidably so that Thai society must hurry up to seek for the protective measures of young women away from smoking. The cross-sectional survey emphasized to study in young women students of educational institute during the 2nd semester of academic year 2007. The objectives of this survey were to explore smoking behavior of young women; to study relationship between educational level and smoking behavior, knowledge regarding cigarette harm, opinion toward tobacco control policy and related factors; to study relationship between smoking behavior and related factors; and to analyze the predictive factors of smoking behavior among young women. The target group were 3,000 young women students who were 13-24 years old and were divided into 3 groups according to the definition of the World Health Organization (WHO) and the Thai educational system; the aged 13-15 years equal to the secondary school (mathayom1-3), the aged 16-19 years equal to high school (mathayom 4-6) and the aged 20-24 years equal to the university students. The sample selection classified by the geographical areas; Bangkok and peripheral provinces and other provinces; and educational level. The quantitative data were collected by questionnaire and the qualitative data by the focus group discussion technique. The quantitative data was analyzed by computing descriptive and analytical statistics whereas Chi-square test and Odd Ratios were used. For the quantitative data, the content analysis and data classification were used. The 3,093 questionnaires were completed by the women students aged between 13-25 years. The results showed the prevalence of smoking during the past 30 days and 7 days were 6.4% and 5.8% orderly. The highest percentage of smoking was found among the university students. The age of first cigarette smoking was 14 years and higher (68.6%) and the lowest age of smoking initiation was 12 years (10.2%). The highest reason of smoking was doing what the guys can do and to be accepted by group at 32.0%. The cigarette usually got from buying by themselves 53.8% and from friends 28.4%. About 5 in 14 of young woman students got the secondhand smoke in their homes which were from their father and older brothers. The most of them nearly 80% negatively opined to the smoking. The young women students’ opinion toward smoking should be more concern because about 6 in 10 accepted that smoking was approved in Thai society and 3 in 10 accepted that smoking was not disgusting. Besides young women students had high knowledge regarding the diseases related to smoking and exposure to the second hand smoke, especially the cancer which found more than 90%. For information access for not smoking, nearly 9 in 10 had ever accessed which the highest access was from TV 74.8% and pictorial health warning on the packets 66.3%. Whereas about 9 in 10 also had ever seen smoking in TV/VDO/movies and 8 in 10 agreed with banning smoking scenes in TV programs and movies. For cigarette advertisement and promotion, the women students nearly 4 in 10 had ever seen which 1 in 2 saw at the convenience store and 3 in 10 in TV. More than 80% of young women students agreed with 100% smoke free environment policy in religious place, educational places and hospitals. 1 in 2 opined that the law enforcement were not effective such as 83.8% agreed with the pictorial health warning on the packets but 56.9% not sure and believe in its effectiveness. The same as the banning sale to minor under 18 years which found that 74% also not sure and not believe in its effectives. The cooperate social responsibility of tobacco industry was the worried issue because 8 in 10 agreed with supporting and sponsorships of cigarette company to the poor and about 6 in 10 perceived well that cigarette company targeted to smoking promotion to the young women. The results also showed that the young women students who studied in the different level and differently had smoking behaviors had relationship significantly with these following factors; prevalence of smoking, initiated age of smoking, smoking quantity and frequency, attempt to quit, smoking context such as place of frequency, smoking frequency with parent, intention to smoke when friend persuaded, the source of cigarette, smoking of parent and close friends, exposure to secondhand smoke in home, knowledge regarding some diseases and health problems from smoking and secondhand smoke, opinion regarding smoking, viewing information of no-smoking in some media, perception and opinion toward pictorial health warning, seeing the cigarette advertisement and promotion in various from and viewing some stimulating media, sports and racings, seeing smoking in TV scenes and smoking of favorite superstar, opinion toward smoking in home, opinion toward smoke free environment policy in some places such as hospital, workplaces, air-conditioned restaurant, religious place, pub and bar and educational premises, opinion on the effectiveness of low enforcement such as smoke free environment policy, pictorial health warning, banning advertising at the point of sale, banning sale to minor under 18 years and banning cigarette advertising and promotion, opinion toward light and mild cigarette and opinion toward tobacco company. The predictive factors of young women smokers were found that the highest influent factor was having close friends smoked cigarette had chance to smoke more than another group for 18 times. Followed by the positive opinion on smoking had chance to smoke more than another group for 7.5 times. Beside, 3 factors of belief and value which were composed of being modern with smoking, the acceptance of young women smoking in Thai society and the acceptance of young women smoking and those had chance for 4 times. Interestingly, mother smoking had chance for 3.7 times. To protect and solve the smoking problems of young women, this study recommends Ministry of Public Health, who has role to regulate and enforce law, should use the public policy for reducing the demand and supply. Reducing demand with enforcing law of banning sale to minors under 18 years strictly and reducing supply with arresting the smuggling and any form of illicit trade and including the tobacco consumption surveillance according to WHO-FCTC on behalf of the member country. Ministry of Education who directly responses to the young women students, should strictly implement the “Smoke-Free School Policy” and cooperates with either public or private organizations to active implement to protect and control young women smoking. For the furthering research, the action research for helping the young women smokers quit smoking and the development of the program for protecting the young women from smoking should be initiated.
The current young women become the new customers of tobacco company significantly and unavoidably so that Thai society must hurry up to seek for the protective measures of young women away from smoking. The cross-sectional survey emphasized to study in young women students of educational institute during the 2nd semester of academic year 2007. The objectives of this survey were to explore smoking behavior of young women; to study relationship between educational level and smoking behavior, knowledge regarding cigarette harm, opinion toward tobacco control policy and related factors; to study relationship between smoking behavior and related factors; and to analyze the predictive factors of smoking behavior among young women. The target group were 3,000 young women students who were 13-24 years old and were divided into 3 groups according to the definition of the World Health Organization (WHO) and the Thai educational system; the aged 13-15 years equal to the secondary school (mathayom1-3), the aged 16-19 years equal to high school (mathayom 4-6) and the aged 20-24 years equal to the university students. The sample selection classified by the geographical areas; Bangkok and peripheral provinces and other provinces; and educational level. The quantitative data were collected by questionnaire and the qualitative data by the focus group discussion technique. The quantitative data was analyzed by computing descriptive and analytical statistics whereas Chi-square test and Odd Ratios were used. For the quantitative data, the content analysis and data classification were used. The 3,093 questionnaires were completed by the women students aged between 13-25 years. The results showed the prevalence of smoking during the past 30 days and 7 days were 6.4% and 5.8% orderly. The highest percentage of smoking was found among the university students. The age of first cigarette smoking was 14 years and higher (68.6%) and the lowest age of smoking initiation was 12 years (10.2%). The highest reason of smoking was doing what the guys can do and to be accepted by group at 32.0%. The cigarette usually got from buying by themselves 53.8% and from friends 28.4%. About 5 in 14 of young woman students got the secondhand smoke in their homes which were from their father and older brothers. The most of them nearly 80% negatively opined to the smoking. The young women students’ opinion toward smoking should be more concern because about 6 in 10 accepted that smoking was approved in Thai society and 3 in 10 accepted that smoking was not disgusting. Besides young women students had high knowledge regarding the diseases related to smoking and exposure to the second hand smoke, especially the cancer which found more than 90%. For information access for not smoking, nearly 9 in 10 had ever accessed which the highest access was from TV 74.8% and pictorial health warning on the packets 66.3%. Whereas about 9 in 10 also had ever seen smoking in TV/VDO/movies and 8 in 10 agreed with banning smoking scenes in TV programs and movies. For cigarette advertisement and promotion, the women students nearly 4 in 10 had ever seen which 1 in 2 saw at the convenience store and 3 in 10 in TV. More than 80% of young women students agreed with 100% smoke free environment policy in religious place, educational places and hospitals. 1 in 2 opined that the law enforcement were not effective such as 83.8% agreed with the pictorial health warning on the packets but 56.9% not sure and believe in its effectiveness. The same as the banning sale to minor under 18 years which found that 74% also not sure and not believe in its effectives. The cooperate social responsibility of tobacco industry was the worried issue because 8 in 10 agreed with supporting and sponsorships of cigarette company to the poor and about 6 in 10 perceived well that cigarette company targeted to smoking promotion to the young women. The results also showed that the young women students who studied in the different level and differently had smoking behaviors had relationship significantly with these following factors; prevalence of smoking, initiated age of smoking, smoking quantity and frequency, attempt to quit, smoking context such as place of frequency, smoking frequency with parent, intention to smoke when friend persuaded, the source of cigarette, smoking of parent and close friends, exposure to secondhand smoke in home, knowledge regarding some diseases and health problems from smoking and secondhand smoke, opinion regarding smoking, viewing information of no-smoking in some media, perception and opinion toward pictorial health warning, seeing the cigarette advertisement and promotion in various from and viewing some stimulating media, sports and racings, seeing smoking in TV scenes and smoking of favorite superstar, opinion toward smoking in home, opinion toward smoke free environment policy in some places such as hospital, workplaces, air-conditioned restaurant, religious place, pub and bar and educational premises, opinion on the effectiveness of low enforcement such as smoke free environment policy, pictorial health warning, banning advertising at the point of sale, banning sale to minor under 18 years and banning cigarette advertising and promotion, opinion toward light and mild cigarette and opinion toward tobacco company. The predictive factors of young women smokers were found that the highest influent factor was having close friends smoked cigarette had chance to smoke more than another group for 18 times. Followed by the positive opinion on smoking had chance to smoke more than another group for 7.5 times. Beside, 3 factors of belief and value which were composed of being modern with smoking, the acceptance of young women smoking in Thai society and the acceptance of young women smoking and those had chance for 4 times. Interestingly, mother smoking had chance for 3.7 times. To protect and solve the smoking problems of young women, this study recommends Ministry of Public Health, who has role to regulate and enforce law, should use the public policy for reducing the demand and supply. Reducing demand with enforcing law of banning sale to minors under 18 years strictly and reducing supply with arresting the smuggling and any form of illicit trade and including the tobacco consumption surveillance according to WHO-FCTC on behalf of the member country. Ministry of Education who directly responses to the young women students, should strictly implement the “Smoke-Free School Policy” and cooperates with either public or private organizations to active implement to protect and control young women smoking. For the furthering research, the action research for helping the young women smokers quit smoking and the development of the program for protecting the young women from smoking should be initiated.
Sponsorship
การวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.)