Inventory performance development in private hospitals
3
Issued Date
2022
Copyright Date
2022
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xiv, 85 leaves
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thematic Paper (M.Eng. (Logistics and Supply Chain))--Mahidol University, 2022)
Suggested Citation
Akaphong Pansuwan Inventory performance development in private hospitals. Thematic Paper (M.Eng. (Logistics and Supply Chain))--Mahidol University, 2022). Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/113863
Title
Inventory performance development in private hospitals
Alternative Title(s)
การพัฒนาประสิทธิภาพสินค้าคงคลังในโรงพยาบาลเอกชน
Author(s)
Abstract
The healthcare industry in Thailand has two main sectors: the government and the private sector. The private hospitals focus on providing service quality; it makes the customer satisfaction at high level. As a result, it leads the number and income of private hospitals to increase continuously. Therefore, private hospitals focus on improving both financial and non-financial strategies. For the products, they are the main drivers of the healthcare business which are medicines and medical supplies; both types of products have different handling complexities. For the safety of the patient's life and a competitive advantage, therefore, it is necessary to manage such products effectively and appropriately. This research aimed to develop operational guidelines and inventory strategies including the development and prioritization of performance measurement indicators for medical supply accurately. This research used data from questionnaires with private hospital experts to review inventory management performance measurement indicators. For the beginning, it was started by reviewing the literature, confirmation them through questionnaires with experts from private hospitals in Thailand, and applying them to balanced scorecard (BSC), then prioritizing the BSC perspective, and sequence of the performance indicators within each perspective. The method of analytical hierarchy process (AHP) was applied in both quantitative and qualitative integration which was under the complex context of the supply chain management (SCM) to be able to brought conclusions or strategies to practices. The study found that the most important management aspect was the financial perspective and the first 3 significant inventory management performance measurement indicators of medical supply were picking error, inventory turnover, and management cost. IMPLICATION OF THEMATIC PAPER: The number of private hospital businesses in Thailand has continued to increase, resulting in high competition. The main income comes from medicine and medical supply. Effective inventory management benefits the organization, shareholders, and patients. This research presents a set of important and essential inventory management performance measurement indicators to improve the inventory management of medical supply which is one of the main products to generate revenue for the hospital, according to the goals of the organization, benefit to patients, and increasing the competitive advantage in the industry. Due to suitable inventory management for the characters of the business process of products, it will be able to create more efficient performance, such as increasing customer satisfaction, reducing waste, and reducing the cost of management. Moreover, it can also be applied to other types of inventory with similar movement characteristics and complexity.
อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ภาคส่วนหลัก คือ ภาครัฐและภาคเอกชน โดยโรงพยาบาลเอกชนมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าในระดับสูง ทำให้จำนวนของโรงพยาบาลเอกชนและรายได้ของโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโรงพยาบาลเอกชนจึงมุ่งเน้นในการปรับปรุงกลยุทธ์ทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน โดยมีผลิตภัณฑ์หลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ ยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทมีความซับซ้อนในการจัดการที่แตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของผู้ป่วยและเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน จึงควรต้องบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานและกลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังรวมถึงการพัฒนาและจัดลำดับความสำคัญของตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์ทางการแพทย์อย่างถูกต้อง โดยงานวิจัยนี้ ใช้ข้อมูลการตอบแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลเอกชน เพื่อทบทวนตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านการจัดการสินค้าคงคลัง โดยเริ่มดำเนินการผ่านการทบทวนวรรณกรรมและยืนยันผ่านแบบสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย นำไปประยุกต์เข้ากับมุมมองตามทฤษฎี Balanced Scorecard (BSC) จากนั้นจัดลำดับความสำคัญของมุมมองของ BSC และจัดลำดับความสำคัญของตัวชี้วัดประสิทธิภาพภายในมุมมองแต่ละด้าน โดยนำวิธีการวิเคราะห์แบบลำดับชั้น (AHP) มาใช้ในการบูรณาการทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพซึ่งอยู่ภายใต้บริบทที่ซับซ้อนของระบบ SCM เพื่อให้สามารถนำผลลัพธ์หรือกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติได้จริง จากการศึกษาพบว่ามุมมองด้านการจัดการที่สำคัญที่สุดคือมุมมองทางด้านการเงิน และตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังกลุ่มเวชภัณฑ์ ที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก คือ ความผิดพลาดในการเลือกใช้ การหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และต้นทุนการบริหารจัดการ การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: ธุรกิจ รพ เอกชน ของประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้เกิดการแข่งขันที่สูง โดยมีรายได้หลักมาจากสินค้ากลุ่ม ยาและเวชภัณฑ์ การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพจะช่วยทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร, ผู้ถือหุ้น และผู้ใช้บริการ งานวิจัยนี้เสนอชุดตัวที่วัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังที่สำคัญและจำเป็นเพื่อพัฒนาการจัดการสินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์ ที่เป็นหนึ่งสินค้าหลักในการสร้างรายได้ให้กับโรงพยาบาล ให้ได้ตามเป้าหมายของโรงพยาบาล, ความปลอดภัยของผู้ป่วย และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันในอุตสาหกรรม เนื่องจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสมกับลักษณะการเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์ จะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า การลดของเสีย และการลดต้นทุนในการบริหารจัดการได้ และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าคงคลังประเภทอื่น ๆ ที่มีลักษณะการเคลื่อนไหว และความซับซ้อนที่คล้ายกันได้
อุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพของประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ภาคส่วนหลัก คือ ภาครัฐและภาคเอกชน โดยโรงพยาบาลเอกชนมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าในระดับสูง ทำให้จำนวนของโรงพยาบาลเอกชนและรายได้ของโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโรงพยาบาลเอกชนจึงมุ่งเน้นในการปรับปรุงกลยุทธ์ทางการเงินและไม่ใช่ทางการเงิน โดยมีผลิตภัณฑ์หลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ ยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทมีความซับซ้อนในการจัดการที่แตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของผู้ป่วยและเพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน จึงควรต้องบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานและกลยุทธ์การจัดการสินค้าคงคลังรวมถึงการพัฒนาและจัดลำดับความสำคัญของตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการผลิตภัณฑ์เวชภัณฑ์ทางการแพทย์อย่างถูกต้อง โดยงานวิจัยนี้ ใช้ข้อมูลการตอบแบบสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญของโรงพยาบาลเอกชน เพื่อทบทวนตัวชี้วัดประสิทธิภาพด้านการจัดการสินค้าคงคลัง โดยเริ่มดำเนินการผ่านการทบทวนวรรณกรรมและยืนยันผ่านแบบสอบถามกับผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย นำไปประยุกต์เข้ากับมุมมองตามทฤษฎี Balanced Scorecard (BSC) จากนั้นจัดลำดับความสำคัญของมุมมองของ BSC และจัดลำดับความสำคัญของตัวชี้วัดประสิทธิภาพภายในมุมมองแต่ละด้าน โดยนำวิธีการวิเคราะห์แบบลำดับชั้น (AHP) มาใช้ในการบูรณาการทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพซึ่งอยู่ภายใต้บริบทที่ซับซ้อนของระบบ SCM เพื่อให้สามารถนำผลลัพธ์หรือกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติได้จริง จากการศึกษาพบว่ามุมมองด้านการจัดการที่สำคัญที่สุดคือมุมมองทางด้านการเงิน และตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังกลุ่มเวชภัณฑ์ ที่สำคัญที่สุด 3 อันดับแรก คือ ความผิดพลาดในการเลือกใช้ การหมุนเวียนสินค้าคงคลัง และต้นทุนการบริหารจัดการ การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: ธุรกิจ รพ เอกชน ของประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้เกิดการแข่งขันที่สูง โดยมีรายได้หลักมาจากสินค้ากลุ่ม ยาและเวชภัณฑ์ การบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพจะช่วยทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กร, ผู้ถือหุ้น และผู้ใช้บริการ งานวิจัยนี้เสนอชุดตัวที่วัดประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังที่สำคัญและจำเป็นเพื่อพัฒนาการจัดการสินค้ากลุ่มเวชภัณฑ์ ที่เป็นหนึ่งสินค้าหลักในการสร้างรายได้ให้กับโรงพยาบาล ให้ได้ตามเป้าหมายของโรงพยาบาล, ความปลอดภัยของผู้ป่วย และเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันในอุตสาหกรรม เนื่องจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่เหมาะสมกับลักษณะการเคลื่อนไหวของผลิตภัณฑ์ จะสามารถสร้างผลการดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า การลดของเสีย และการลดต้นทุนในการบริหารจัดการได้ และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าคงคลังประเภทอื่น ๆ ที่มีลักษณะการเคลื่อนไหว และความซับซ้อนที่คล้ายกันได้
Degree Name
Master of Engineering
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Engineering
Degree Discipline
Logistics and Supply Chain
Degree Grantor(s)
Mahidol University
