Mobile application development of anaphylaxis crisis management to enhance knowledge and self-efficacy in nurse anesthetist students
1
Issued Date
2021
Copyright Date
2021
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
x, 153 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Health Science Education))--Mahidol University, 2021
Suggested Citation
Thipkita Tapaohirun Mobile application development of anaphylaxis crisis management to enhance knowledge and self-efficacy in nurse anesthetist students. Thesis (M.Sc. (Health Science Education))--Mahidol University, 2021. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/114169
Title
Mobile application development of anaphylaxis crisis management to enhance knowledge and self-efficacy in nurse anesthetist students
Alternative Title(s)
การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่เรื่องการจัดการภาวะวิกฤตในการแพ้ชนิดรุนแรงเพื่อเสริมความรู้และการรับรู้ความสามารถของตนเองในนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
Recently, the universal certified registered nurse anesthetist training program conducted learning experiences on managing crises during anesthesia using a high-fidelity simulator method. However, the limitation of this teaching method is the limit of time to practice and only a few students have received authentic experiential learning opportunities in real-life situations. This study aimed to develop a mobile application on anaphylaxis crisis management in anesthesia to enhance the knowledge and self-efficacy of crisis management skills in nurse anesthetist students, which is used to supplement traditional teaching. The participants of the study are SRNAs studying in the certified registered nurse anesthetist training program at Siriraj Hospital in the academic year 2020, enrolled in the study by the volunteer sampling method. Total participants of the study who respond to all test and self-efficacy reports through the retest phase are 30 (control group = 15, experimental group = 15) by random sampling participants. Participants in both groups conducted the pretest on the first day of the study with knowledge of the anaphylaxis crisis management test and self-efficacy. The mobile application was used for two weeks during traditional learning by the experimental group. The posttest was conducted after two weeks and satisfaction scores were measured, specifically for the experimental group. The retest was conducted 1 month after the posttest in both groups. The results revealed that the mobile application is able to enhance SRNA's knowledge and knowledge retention for the intervention group between the pretest and the posttest, demonstrating a significant difference (t=-8.696, df=14, p<.001). The posttest and retest knowledge scores between the control group and the intervention group showed a significant difference (posttest t = -3.36, df = 28, p <.05 and retest t=-2.32, df=28, p<.05). Furthermore, the self-efficacy score for the experimental group between the pretest and the posttest, and between the posttest and the retest showed a significant difference (t=-2.264, df=14, p<.05 and t=-2.663, df=14, p<.05). In addition, most of the intervention group SRNA’s satisfaction with the mobile application learning agreed that the mobile application satisfaction was at good levels. Mobile learning research summarized that mobile learning is efficient, especially in the enhancement of knowledge and self-efficacy in a time-period. The recommendation for the application developer should be developed on the efficacy of application learning in health science education, as well as to explore the unique features of the application for the increase of specific learning outcomes. The components of the mobile application i.e., interactive, convenient, and easy to use, which were interesting and diverse, enhanced the knowledge, self-efficacy, and satisfaction.
ในปัจจุบันการฝึกอบรมวิสัญญีพยาบาลจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการจัดการภาวะวิกฤตในระหว่างการดมยาสลบโดยใช้วิธีบรรยายและการจำลองสถานการณ์ที่มีความเสมือนจริงสูง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของวิธีการสอนนี้คือการจำกัดเวลาในการฝึกฝน และมีนักเรียนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่เรื่องการจัดการภาวะวิกฤตในการแพ้ชนิดรุนแรงเพื่อเสริมความรู้และการรับรู้ความสามารถของตนเองในนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล ผู้อาสาสมัครร่วมในงานวิจัยคือนักศึกษาวิสัญญีพยาบาลที่กำลังศึกษาอยู่ในโครงการฝึกอบรมวิสัญญีพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช ปีการศึกษา พ.ศ. 2563 ผู้เข้าร่วมการศึกษาซึ่งตอบแบบทดสอบและการรับรู้ความสามารถของตนเองครบถ้วน มีจำนวน 30 คน (กลุ่มควบคุม 15 ราย และกลุ่มทดลอง 15 ราย) แบ่งกลุ่มโดยวิธีสุ่มตัวอย่าง ผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งสองกลุ่มได้ทำการทดสอบก่อนเข้าร่วมการศึกษา ในหัวข้อความรู้เกี่ยวกับการจัดการภาวะวิกฤตในการแพ้ชนิดรุนแรงและการรับรู้ความสามารถของตนเอง กลุ่มทดลองได้ใช้แอปพลิเคชันมือถือเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในระหว่างการเรียนรู้ตามปกติของหลักสูตร หลังจากนั้นจะได้รับการทดสอบภายหลังการทดลอง รวมถึงคะแนนความพึงพอใจต่อการใช้แอปพลิเคชันในกลุ่มทดลอง หลังจากนั้น 1 เดือนจะได้รับการทดสอบซ้ำในทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยพบว่าแอปพลิเคชันมือถือสามารถเพิ่มพูนความรู้และการคงอยู่ของความรู้ของกลุ่มทดลองในการทดสอบก่อนและหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=−8.696, df=14, p<.001) และมีความแตกต่างของคะแนนความรู้หลังการทดสอบและทดสอบซ้ำระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=−3.36, df=28, p<.05 ที่ระยะหลังการทดสอบ และ t=−2.32, df=28, p<.05 ที่ระยะการทดสอบซ้ำ) นอกจากนี้ คะแนนประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเองในกลุ่มทดลองทั้งสองช่วงเวลามีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ (t=−2.264, df=14, p<.05 ในระยะก่อนการทดลองและหลังการทดสอบทันที และ t=−2.663, df=14, p<.05 ในระยะหลังการทดสอบและการทดสอบซ้ำ) นอกจากนี้ความพึงพอใจในการใช้แอปพลิเคชันมีความพึงพอใจในระดับดี กล่าวโดยสรุปการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่เรื่องการจัดการภาวะวิกฤตในการแพ้ชนิดรุนแรงนี้ มีประสิทธิภาพในการเสริมความรู้และการรับรู้ความสามารถของตนเองในนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล สำหรับผู้สนใจจัดทำแอปพลิเคชันควรศึกษาประสิทธิภาพต่อผลการเรียนรู้ของแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น ตลอดจนสำรวจคุณลักษณะเฉพาะต่อวัตถุประสงค์การเรียนรู้เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น องค์ประกอบของแอปพลิเคชัน เช่น การโต้ตอบกับผู้เรียน ความสะดวกและง่ายต่อการเรียนรู้ ความน่าสนใจและความสวยงาม จะช่วยเพิ่มความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพึงพอใจของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในปัจจุบันการฝึกอบรมวิสัญญีพยาบาลจัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการจัดการภาวะวิกฤตในระหว่างการดมยาสลบโดยใช้วิธีบรรยายและการจำลองสถานการณ์ที่มีความเสมือนจริงสูง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของวิธีการสอนนี้คือการจำกัดเวลาในการฝึกฝน และมีนักเรียนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่เรื่องการจัดการภาวะวิกฤตในการแพ้ชนิดรุนแรงเพื่อเสริมความรู้และการรับรู้ความสามารถของตนเองในนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล ผู้อาสาสมัครร่วมในงานวิจัยคือนักศึกษาวิสัญญีพยาบาลที่กำลังศึกษาอยู่ในโครงการฝึกอบรมวิสัญญีพยาบาลโรงพยาบาลศิริราช ปีการศึกษา พ.ศ. 2563 ผู้เข้าร่วมการศึกษาซึ่งตอบแบบทดสอบและการรับรู้ความสามารถของตนเองครบถ้วน มีจำนวน 30 คน (กลุ่มควบคุม 15 ราย และกลุ่มทดลอง 15 ราย) แบ่งกลุ่มโดยวิธีสุ่มตัวอย่าง ผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งสองกลุ่มได้ทำการทดสอบก่อนเข้าร่วมการศึกษา ในหัวข้อความรู้เกี่ยวกับการจัดการภาวะวิกฤตในการแพ้ชนิดรุนแรงและการรับรู้ความสามารถของตนเอง กลุ่มทดลองได้ใช้แอปพลิเคชันมือถือเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในระหว่างการเรียนรู้ตามปกติของหลักสูตร หลังจากนั้นจะได้รับการทดสอบภายหลังการทดลอง รวมถึงคะแนนความพึงพอใจต่อการใช้แอปพลิเคชันในกลุ่มทดลอง หลังจากนั้น 1 เดือนจะได้รับการทดสอบซ้ำในทั้ง 2 กลุ่ม ผลการวิจัยพบว่าแอปพลิเคชันมือถือสามารถเพิ่มพูนความรู้และการคงอยู่ของความรู้ของกลุ่มทดลองในการทดสอบก่อนและหลังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=−8.696, df=14, p<.001) และมีความแตกต่างของคะแนนความรู้หลังการทดสอบและทดสอบซ้ำระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=−3.36, df=28, p<.05 ที่ระยะหลังการทดสอบ และ t=−2.32, df=28, p<.05 ที่ระยะการทดสอบซ้ำ) นอกจากนี้ คะแนนประเมินการรับรู้ความสามารถของตนเองในกลุ่มทดลองทั้งสองช่วงเวลามีความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ (t=−2.264, df=14, p<.05 ในระยะก่อนการทดลองและหลังการทดสอบทันที และ t=−2.663, df=14, p<.05 ในระยะหลังการทดสอบและการทดสอบซ้ำ) นอกจากนี้ความพึงพอใจในการใช้แอปพลิเคชันมีความพึงพอใจในระดับดี กล่าวโดยสรุปการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่เรื่องการจัดการภาวะวิกฤตในการแพ้ชนิดรุนแรงนี้ มีประสิทธิภาพในการเสริมความรู้และการรับรู้ความสามารถของตนเองในนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล สำหรับผู้สนใจจัดทำแอปพลิเคชันควรศึกษาประสิทธิภาพต่อผลการเรียนรู้ของแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น ตลอดจนสำรวจคุณลักษณะเฉพาะต่อวัตถุประสงค์การเรียนรู้เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น องค์ประกอบของแอปพลิเคชัน เช่น การโต้ตอบกับผู้เรียน ความสะดวกและง่ายต่อการเรียนรู้ ความน่าสนใจและความสวยงาม จะช่วยเพิ่มความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง และความพึงพอใจของผู้เรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
Degree Discipline
Health Science Education
Degree Grantor(s)
Mahidol University
