Causal factors affecting district-level collaborative governance for long-term elderly care policy implementation in Thailand
8
1
Issued Date
2022
Copyright Date
2022
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xii, 201 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (D.P.A. (Public Policy and Public Management))--Mahidol University, 2022
Suggested Citation
Nithirat Boontanon Causal factors affecting district-level collaborative governance for long-term elderly care policy implementation in Thailand. Thesis (D.P.A. (Public Policy and Public Management))--Mahidol University, 2022. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/115387
Title
Causal factors affecting district-level collaborative governance for long-term elderly care policy implementation in Thailand
Alternative Title(s)
ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการกำกับดูแลแบบร่วมมือระดับอำเภอเพื่อการนำนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวไปปฏิบัติในประเทศไทย
Author(s)
Abstract
The purpose of this study was to summarize the process of collaborative governance at the district level, examine the causal factors, and develop a structural model of the causal factors affecting collaborative governance at the district level in the implementation of long-term elderly care policy in Thailand. A mixed research method was used in which a qualitative research was conducted first. The informants were 4 district-level committees for quality of life improvement (DQI) in 4 regions. Data were collected using estimated rating scales, anecdotal records, and semi-structured interviews with non-participant observation and an in-depth interview. In the second step, quantitative research, the sample group consisted of 419 government, private, and public representatives who were members of the DQI. A two-stage random sample was used, proportionally divided by region. Data were collected using 3-part questionnaires. The results showed that the operation of the DQI was consistent with the concept of collaborative governance. Regulations, power and leadership, history, resources, and motivation were found to directly and indirectly influence collaboration in implementing long-term care policy for older persons. Thus, a causal factor structure could be developed to obtain conformity indices for all criteria. Therefore, these causal factors should be developed for the DQI to effectively collaborate in policy implementation in the future.
การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กระบวนการกำกับดูแลแบบร่วมมือระดับอำเภอ ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุ และพัฒนาแบบจำลองโครงสร้างของปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการกำกับดูแลแบบร่วมมือระดับอำเภอในการนำนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวไปปฏิบัติในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน ขั้นตอนแรกเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลเป็นคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ 4 คณะใน 4 ภูมิภาค รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีสัมภาษณ์และสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม บันทึกข้อมูลด้วยแบบบันทึกการสังเกตรายกลุ่มชนิดประมาณค่า แบบบันทึกพฤติกรรม และแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง ส่วนขั้นตอนที่สองเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จำนวน 419 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสองขั้นตอนแบ่งรายภูมิภาคตามสัดส่วน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 3 ส่วน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอมีความสอดคล้องกับแนวคิดการกำกับดูแลแบบร่วมมือ โดยพบว่าปัจจัยด้านระเบียบ อำนาจ ประวัติในอดีต ทรัพยากร และแรงจูงใจมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อความร่วมมือในการปฏิบัตินโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ซึ่งสามารถพัฒนาสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุให้มีดัชนีความสอดคล้องตามเกณฑ์ได้ทุกข้อ จึงควรมีการพัฒนาปัจจัยเชิงสาเหตุเหล่านี้สำหรับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ เพื่อให้สามารถสร้างความร่วมมือในการดำเนินนโยบายให้มีประสิทธิผลต่อไป
การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กระบวนการกำกับดูแลแบบร่วมมือระดับอำเภอ ศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุ และพัฒนาแบบจำลองโครงสร้างของปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการกำกับดูแลแบบร่วมมือระดับอำเภอในการนำนโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวไปปฏิบัติในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน ขั้นตอนแรกเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลเป็นคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ 4 คณะใน 4 ภูมิภาค รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีสัมภาษณ์และสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม บันทึกข้อมูลด้วยแบบบันทึกการสังเกตรายกลุ่มชนิดประมาณค่า แบบบันทึกพฤติกรรม และแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งโครงสร้าง ส่วนขั้นตอนที่สองเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ จำนวน 419 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสองขั้นตอนแบ่งรายภูมิภาคตามสัดส่วน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม 3 ส่วน ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอมีความสอดคล้องกับแนวคิดการกำกับดูแลแบบร่วมมือ โดยพบว่าปัจจัยด้านระเบียบ อำนาจ ประวัติในอดีต ทรัพยากร และแรงจูงใจมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อความร่วมมือในการปฏิบัตินโยบายการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว ซึ่งสามารถพัฒนาสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุให้มีดัชนีความสอดคล้องตามเกณฑ์ได้ทุกข้อ จึงควรมีการพัฒนาปัจจัยเชิงสาเหตุเหล่านี้สำหรับคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ เพื่อให้สามารถสร้างความร่วมมือในการดำเนินนโยบายให้มีประสิทธิผลต่อไป
Degree Name
Doctor of Public Administration
Degree Level
Doctoral degree
Degree Department
Faculty of Social Sciences and Humanities
Degree Discipline
Public Policy and Public Management
Degree Grantor(s)
Mahidol University
