A textual structure analysis of English argumentative essays on tourism
11
Issued Date
2023
Copyright Date
2013
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xii, 292 leaves
Access Rights
restricted access
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (Ph.D. (Linguistics))--Mahidol University, 2013
Suggested Citation
Nuttaporn Kongpolphrom A textual structure analysis of English argumentative essays on tourism. Thesis (Ph.D. (Linguistics))--Mahidol University, 2013. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/89503
Title
A textual structure analysis of English argumentative essays on tourism
Alternative Title(s)
การวิเคราะห์โครงสร้างเรียงความโต้แย้งภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
Author(s)
Abstract
This study aims to identify the essential components needed in argumentative essays written by collegiate Thai student writers in an English program. The frameworks selected are integrated into the analysis on move structure, textual metafunction, and cohesion. The objectives of this study are to explore the move structure in students' argumentative essays, the textual metafunction focusing on the Theme system, and cohesion made by students through cohesive devices. The data utilized were 100 argumentative essays in response to the essay topic "Ecotourism should be promoted," written by students enrolled in the English for Tourism course in a Thai private international university in Semesters 1/2011 and 2/2011. The essays chosen were those consisting of at least three paragraphs: the introduction, the argumentative essay body, and the conclusion; however, those not selected lacked the aforementioned essential components and were not considered argumentative essays. The findings reveal that most students could effectively write their General Statements in the essay introduction (82%), followed by Generalization (79%), and Hook 60%. In the essay body, students produce Topic Sentences at 94%, followed by Support (90%), and Concluding Statements (62%). In the essay conclusion, most students produce their Restatement (91%), Clinchers and Final Closing (69% and 39% respectively). Textual metafunction profiles show that most of the unmarked topical Themes are found in this analysis (55%), Textual Theme (39%), marked Topical Theme (4%), and Interpersonal Theme (2%). Lastly, the degree of using Multiple Theme is high (69%), but just 31% of Single Theme is selected in this research. Thematic progression yields a high frequency of Simple Linear Theme pattern (4%), Constant Thematic Pattern (40%), and Split Rheme (6%). This research on cohesion analysis of argumentative essays shows that most students employ reference devices (46.76%), lexical cohesion (39.77%), conjunctions (12.66%), and substitution (0.81%). No instance of ellipsis is found in this study. The combination of the three frameworks results in effective organization, clarity, and coherence of argumentative essay.
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุองค์ประกอบจำเป็นในการเขียนเรียงความโต้แย้งของนักศึกษาไทยที่ศึกษาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวหลักสูตรภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง กรอบแนวคิดที่นำมาใช้ในการวิจัยได้บูรณาการไว้ในการวิเคราะห์โครงสร้างลำดับขั้นของภาษา ไวยากรณ์ระบบและหน้าที่ของการแสดงความหมายจากความสัมพันธืของข้อความ และการเชื่อมโยงความ วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ คือ เพื่อสำรวจองค์ประกอบของเรียงความโต้แย้ง ได้แก่ โครงสร้างลำดับขั้นของภาษา ไวยากรณ์ระบบและหน้าที่ของการแสดงความหมายจากความสัมพันธ์ของข้อความโดยเน้นที่ ระบบโครงสร้างแสดงข้อความหลักที่ปรากฎต้นประโยค และ การเชื่อมโยงความโดยใช้กลไกการเชื่อมโยงความเรียงความโต้แย้งของนักศึกษา ข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์ในครั้งนี้คือ เรียงความโต้แย้งหัวข้อ "การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ควรได้รับการสนับสนุนหรือไม่" ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่ลงทะเบียนเรียนวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว ในภาคการศึกษาที่ 1 และ 2 ของปีการศึกษา 2011 จำนวน 100 ชิ้น เรียงความที่นำมาใช้ในการวิจัยคือ เรียงความที่ประกอบด้วยอนุเฉทอย่างน้อย 3 อนุเฉท ได้แก่ บทนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป เรียงความที่ขาดองคืประกอบดังกล่าวจะไม่ถือว่าเป็นเรียงความโต้แย้งไม่นำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า นักศึกษาร้อยละ 82 สามารถเขียนข้อความเกริ่นนำได้ร้อยละ 79 สามารถเขียนใจความหลักของเรียงความได้ และร้อยละ 60 สามารถเขียนประโยคที่ชวนให้ติดตามในบทนำของเรียงความได้ ในส่วนของเนื้อหาเรียงความ นักศึกษาร้อยละ 94 สามารถเขียนประโยคใจความสำคัญได้ ร้อยละ 90 สามารถเขียนข้อความสนับสนุนได้ และร้อยละ 62 สามารถเขียนข้อความสรุปได้ และ ร้อยละ 39 ลักษณะต่างจากทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 4 และ ส่วนหน่วยหลักที่แสดงความสำคัญ ผู้ร่วมเหตุการณ์คิดเป็นร้อยละ 2 การวิเคราะห์การพัฒนาข้อความหลักแสดงให้เห็นการใช้แบบสลับที่ ร้อยละ 54 แบบคงที่ร้อยละ 40 และแบบแตกมาจากข้อความรองร้อยละ 6 และสุดท้ายการวิเคราะห์ใจความสำคัญเดี่ยวเพียงร้อยละ 31 การวิเคราะห์การเชื่อมโยงความพบว่า นักศึกษาใช้คำอ้างอิง ร้อยละ 46.76 ศัพท์ปรากฏร่วมร้อยละ 39.77 คำเชื่อมร้อยละ 12.33 การแทนที่ร้อยละ 0.81 และไม่พบการใช้การละไว้ งานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อนักศึกษาในด้านการเรียบเรียงโครงร่างเรียงความโต้แย้ง ความชัดเจนของประโยค และ ความสอดคล้องของเรียงความ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุองค์ประกอบจำเป็นในการเขียนเรียงความโต้แย้งของนักศึกษาไทยที่ศึกษาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยวหลักสูตรภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง กรอบแนวคิดที่นำมาใช้ในการวิจัยได้บูรณาการไว้ในการวิเคราะห์โครงสร้างลำดับขั้นของภาษา ไวยากรณ์ระบบและหน้าที่ของการแสดงความหมายจากความสัมพันธืของข้อความ และการเชื่อมโยงความ วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ คือ เพื่อสำรวจองค์ประกอบของเรียงความโต้แย้ง ได้แก่ โครงสร้างลำดับขั้นของภาษา ไวยากรณ์ระบบและหน้าที่ของการแสดงความหมายจากความสัมพันธ์ของข้อความโดยเน้นที่ ระบบโครงสร้างแสดงข้อความหลักที่ปรากฎต้นประโยค และ การเชื่อมโยงความโดยใช้กลไกการเชื่อมโยงความเรียงความโต้แย้งของนักศึกษา ข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์ในครั้งนี้คือ เรียงความโต้แย้งหัวข้อ "การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ควรได้รับการสนับสนุนหรือไม่" ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งที่ลงทะเบียนเรียนวิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว ในภาคการศึกษาที่ 1 และ 2 ของปีการศึกษา 2011 จำนวน 100 ชิ้น เรียงความที่นำมาใช้ในการวิจัยคือ เรียงความที่ประกอบด้วยอนุเฉทอย่างน้อย 3 อนุเฉท ได้แก่ บทนำ เนื้อเรื่อง และบทสรุป เรียงความที่ขาดองคืประกอบดังกล่าวจะไม่ถือว่าเป็นเรียงความโต้แย้งไม่นำมาใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า นักศึกษาร้อยละ 82 สามารถเขียนข้อความเกริ่นนำได้ร้อยละ 79 สามารถเขียนใจความหลักของเรียงความได้ และร้อยละ 60 สามารถเขียนประโยคที่ชวนให้ติดตามในบทนำของเรียงความได้ ในส่วนของเนื้อหาเรียงความ นักศึกษาร้อยละ 94 สามารถเขียนประโยคใจความสำคัญได้ ร้อยละ 90 สามารถเขียนข้อความสนับสนุนได้ และร้อยละ 62 สามารถเขียนข้อความสรุปได้ และ ร้อยละ 39 ลักษณะต่างจากทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 4 และ ส่วนหน่วยหลักที่แสดงความสำคัญ ผู้ร่วมเหตุการณ์คิดเป็นร้อยละ 2 การวิเคราะห์การพัฒนาข้อความหลักแสดงให้เห็นการใช้แบบสลับที่ ร้อยละ 54 แบบคงที่ร้อยละ 40 และแบบแตกมาจากข้อความรองร้อยละ 6 และสุดท้ายการวิเคราะห์ใจความสำคัญเดี่ยวเพียงร้อยละ 31 การวิเคราะห์การเชื่อมโยงความพบว่า นักศึกษาใช้คำอ้างอิง ร้อยละ 46.76 ศัพท์ปรากฏร่วมร้อยละ 39.77 คำเชื่อมร้อยละ 12.33 การแทนที่ร้อยละ 0.81 และไม่พบการใช้การละไว้ งานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อนักศึกษาในด้านการเรียบเรียงโครงร่างเรียงความโต้แย้ง ความชัดเจนของประโยค และ ความสอดคล้องของเรียงความ
Degree Name
Doctor of Philosophy
Degree Level
Doctoral Degree
Degree Department
Research Institute for Languages and Cultures of Asia
Degree Discipline
Linguistics
Degree Grantor(s)
Mahidol University
