The causal relationship model of factors affecting digital literacy among the academic personnel in the Thai higher education institutions ranked in the world university rankings
2
4
Issued Date
2023
Copyright Date
2023
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xxii, 549 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University.
Bibliographic Citation
Thesis (D.P.A. (Public Policy and Public Management))--Mahidol University, 2023
Suggested Citation
Aphisit Kunnaworapanya The causal relationship model of factors affecting digital literacy among the academic personnel in the Thai higher education institutions ranked in the world university rankings. Thesis (D.P.A. (Public Policy and Public Management))--Mahidol University, 2023. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/115359
Title
The causal relationship model of factors affecting digital literacy among the academic personnel in the Thai higher education institutions ranked in the world university rankings
Alternative Title(s)
รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล (Digital literacy) ของบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก
Author(s)
Abstract
This research aimed to (1) study the factors that could influence digital literacy, (2) learn about confirmatory factors, (3) investigate the effects on the size of the model, (4) create a model of causal relationship, and (5) examine the consistency of the model by using Mixed Methodology. This study was divided into 3 steps. For step 1, factors influencing digital literacy were studied by analyzing concepts, theories, and related studies. Data were recorded according to a classification system. Step 2 involved exploring confirmatory factors and their influence on the size of the model, and creating a causal relationship model. The sample group consisted of 760 academic personnel in 17 world-ranked Thai higher education institutions. The sampling group was determined to the number of parameters as 20:1 and randomized by hierarchy. Data were collected through a questionnaire, using advanced software packages for statistical analysis such as Chi-square, RMSEA, GFI, AGFI, and RMR. Lastly, step 3 was to examine the consistency of the patterns. The population consisted of 17 experts selected by purposive sampling. The data were collected by an assessment form with a model consistency. The statistical analyses used were mean and standard deviation. The results showed that (1) factors that influence digital understanding were organizational culture, organizational leadership, management, organizational commitment, human capital development, and participation. (2) The developed confirmatory factors were consistent with the empirical data (χ 2 =2022.50, df=1299, p=0.04251, GFI=0.98, AGFI=0.95, CFI=0.96, RMSEA=0.024). The weight of the component of the unobserved variable was between 0.75 - 0.94. The weights of the component of the observed variable were between 0.30 - 0.75. The external unobserved variable was related to the internal unobserved variable and had a correlation in the range of 0.42 - 0.96 and the intrinsic unobserved variable which projected a correlation in the range of 0.21 - 0.94. (3) The influential size of the causal relationship model of the factors that influenced digital literacy could explain the variance in digital comprehension at 0.12%. The variable with the highest direct influence was participation at 0.499 and the variable with the highest indirect influence was participation at -0.273. It was found that the total influential size on the model of causal relationship that could also influence digital literacy was 0.088. (4) The model of causal relationship that could influence the digital literacy of academic personnel in Thai higher education institutions ranked in the world's universities consisted of 7 unobserved variables: digital literacy, organizational culture, organizational leadership, management, organizational commitment, human capital development, and participation, measured from 23 observed variables. (5) The results of the consistency check of the model showed a high level. When considering each side, it was found that the usefulness of the model was at the highest level while the possibilities of the model and the suitability of the model were at a high level. Implication of the thesis: This research contains information on the causal relationship model of factors influencing digital literacy of academic personnel in Thai higher education institutions ranked among the world-ranked universities. It has established a human capital management and development policy for the digital transformation and plan the personnel development as follows. Firstly, human capital management tactic involves conducting a strategic plan for managing and developing human capital, workforce plan, and career advancement plans, as well as enhancing universities to be compact and modernized. Secondly, human capital management involves developing proactive recruitment/selection processes, developing performance management systems, determining clear performance indicators, developing and improving compensation management, welfare, and fringe benefit systems, developing care system for academic personnel and talent management system, creating the working environment reinforcing job performance and implementing a system of recognition or rewards. Thirdly, human capital development involves developing the knowledge, competencies, and digital literacy skills of academic personnel, promoting and supporting self-development among academic personnel to achieve higher academic positions, driving core values, core competencies, and organizational culture. Lastly, information management involves developing information systems to provide updated data in a timely and efficient manner, utilizing online social media for public relations and dissemination, as well as providing data to academic personnel. The results of this research can be used as a guideline for the development of academic personnel. It can also be used to promote and develop the efficiency of academic personnel in Thai higher education institutions ranked among the world's universities.
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล (2) ศึกษาองค์ประกอบเชิงยืนยัน (3) ศึกษาขนาดอิทธิพลของรูปแบบ (4) สร้างรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และ (5) ตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบ โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล ด้วยการวิเคราะห์/สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วบันทึกข้อมูลตามระบบจำแนก ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาองค์ประกอบเชิงยืนยัน ศึกษาขนาดอิทธิพลของรูปแบบ และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก 17 แห่ง จำนวน 760 คน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง : จำนวนพารามิเตอร์ เป็น 20 : 1 แล้วสุ่มแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ Chi-square Statistic, RMSEA, GFI, AGFI และ RMR ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปขั้นสูง และขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบ ประชากรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินความสอดคล้อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล ประกอบด้วย วัฒนธรรมองค์การ ภาวะผู้นำองค์การ การบริหาร ความผูกพันในองค์การ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการมีส่วนร่วม (2) องค์ประกอบเชิงยืนยันที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ 2 =2022.50,df=1299,p=0.04251,GFI=0.98,AGFI=0.95,CFI=0.96,RMSEA=0.024) โดยค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรแฝงระหว่าง 0.75 - 0.94 ค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรสังเกตได้ระหว่าง 0.30 - 0.75 ตัวแปรแฝงภายนอกมีความสัมพันธ์กับตัวแปรแฝงภายใน โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในช่วง 0.42 - 0.96 และตัวแปรแฝงภายในมีความสัมพันธ์อยู่ในช่วง 0.21 - 0.94 (3) ขนาดอิทธิพลของรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการเข้าใจดิจิทัล สามารถอธิบายความแปรปรวนการเข้าใจดิจิทัลได้ร้อยละ 0.12 ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงสูงสุด คือ การมีส่วนร่วม โดยมีอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.499 และตัวแปรที่มีอิทธิพลทางอ้อมสูงสุด คือ การมีส่วนร่วม โดยมีขนาดอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ -0.273 และพบว่า มีขนาดอิทธิพลรวมของรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัลเท่ากับ 0.088 (4) รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัลของบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ประกอบด้วย ตัวแปรแฝง 7 ตัวแปร คือ การเข้าใจดิจิทัล วัฒนธรรมองค์การ ภาวะผู้นำองค์การ การบริหาร ความผูกพันในองค์การ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการมีส่วนร่วม สามารถวัดได้จากตัวแปรสังเกตได้ 23 ตัวแปร และ (5) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบ พบว่า มีความสอดคล้องอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเป็นประโยชน์ของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านความเป็นไปได้ของรูปแบบ และด้านความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับมากการนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: ผลงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัลของบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดยได้กำหนดนโยบายการบริหารและพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเข้าสู่สังคมดิจิทัล และวางแผนพัฒนาบุคลากร ประกอบด้วย 1) ด้านกลยุทธ์การบริหารทุนมนุษย์: จัดทำแผนกลยุทธ์การบริหารและพัฒนาทุนมนุษย์ แผนบริหารอัตรากำลัง และแผนความก้าวหน้าในอาชีพ พัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้มีขนาดกะทัดรัดและมีความทันสมัย 2) ด้านการบริหารทุนมนุษย์: พัฒนากระบวนการสรรหา/คัดเลือกแบบเชิงรุก พัฒนาระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน กำหนดตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน พัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารค่าตอบแทน สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล พัฒนาระบบการดูแลบุคลากรสายวิชาการและการจัดการบริหารคนดีคนเก่ง สร้างสภาพแวดล้อมให้มีบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน และจัดให้มีระบบการยกย่องชมเชยหรือการให้รางวัล 3) ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์: พัฒนาบุคลากรสายวิชาการให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านการเข้าใจดิจิทัล ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรพัฒนาตนเอง ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น ขับเคลื่อนค่านิยมหลัก สมรรถนะหลัก และวัฒนธรรมองค์การ และ 4) ด้านการบริหารสารสนเทศ: พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อให้มีข้อมูลที่ทันสมัยทันต่อความต้องการ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ รวมทั้งให้ข้อมูลแก่บุคลากรสายวิชาการ และสามารถนำผลการวิจัยนี้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรสายวิชาการ เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลกให้มากยิ่งขึ้น
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล (2) ศึกษาองค์ประกอบเชิงยืนยัน (3) ศึกษาขนาดอิทธิพลของรูปแบบ (4) สร้างรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ และ (5) ตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบ โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล ด้วยการวิเคราะห์/สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องแล้วบันทึกข้อมูลตามระบบจำแนก ขั้นตอนที่ 2 ศึกษาองค์ประกอบเชิงยืนยัน ศึกษาขนาดอิทธิพลของรูปแบบ และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก 17 แห่ง จำนวน 760 คน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง : จำนวนพารามิเตอร์ เป็น 20 : 1 แล้วสุ่มแบบชั้นภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ Chi-square Statistic, RMSEA, GFI, AGFI และ RMR ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปขั้นสูง และขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบ ประชากรเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คน โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินความสอดคล้อง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปผลการวิจัยพบว่า (1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล ประกอบด้วย วัฒนธรรมองค์การ ภาวะผู้นำองค์การ การบริหาร ความผูกพันในองค์การ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการมีส่วนร่วม (2) องค์ประกอบเชิงยืนยันที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ 2 =2022.50,df=1299,p=0.04251,GFI=0.98,AGFI=0.95,CFI=0.96,RMSEA=0.024) โดยค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรแฝงระหว่าง 0.75 - 0.94 ค่าน้ำหนักองค์ประกอบของตัวแปรสังเกตได้ระหว่าง 0.30 - 0.75 ตัวแปรแฝงภายนอกมีความสัมพันธ์กับตัวแปรแฝงภายใน โดยมีความสัมพันธ์อยู่ในช่วง 0.42 - 0.96 และตัวแปรแฝงภายในมีความสัมพันธ์อยู่ในช่วง 0.21 - 0.94 (3) ขนาดอิทธิพลของรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการเข้าใจดิจิทัล สามารถอธิบายความแปรปรวนการเข้าใจดิจิทัลได้ร้อยละ 0.12 ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงสูงสุด คือ การมีส่วนร่วม โดยมีอิทธิพลทางตรงเท่ากับ 0.499 และตัวแปรที่มีอิทธิพลทางอ้อมสูงสุด คือ การมีส่วนร่วม โดยมีขนาดอิทธิพลทางอ้อมเท่ากับ -0.273 และพบว่า มีขนาดอิทธิพลรวมของรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัลเท่ากับ 0.088 (4) รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัลของบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ประกอบด้วย ตัวแปรแฝง 7 ตัวแปร คือ การเข้าใจดิจิทัล วัฒนธรรมองค์การ ภาวะผู้นำองค์การ การบริหาร ความผูกพันในองค์การ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการมีส่วนร่วม สามารถวัดได้จากตัวแปรสังเกตได้ 23 ตัวแปร และ (5) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบ พบว่า มีความสอดคล้องอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความเป็นประโยชน์ของรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านความเป็นไปได้ของรูปแบบ และด้านความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับมากการนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: ผลงานวิจัยนี้เป็นข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับรูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าใจดิจิทัลของบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก โดยได้กำหนดนโยบายการบริหารและพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อเข้าสู่สังคมดิจิทัล และวางแผนพัฒนาบุคลากร ประกอบด้วย 1) ด้านกลยุทธ์การบริหารทุนมนุษย์: จัดทำแผนกลยุทธ์การบริหารและพัฒนาทุนมนุษย์ แผนบริหารอัตรากำลัง และแผนความก้าวหน้าในอาชีพ พัฒนาสถาบันอุดมศึกษาให้มีขนาดกะทัดรัดและมีความทันสมัย 2) ด้านการบริหารทุนมนุษย์: พัฒนากระบวนการสรรหา/คัดเลือกแบบเชิงรุก พัฒนาระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน กำหนดตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน พัฒนาและปรับปรุงระบบการบริหารค่าตอบแทน สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล พัฒนาระบบการดูแลบุคลากรสายวิชาการและการจัดการบริหารคนดีคนเก่ง สร้างสภาพแวดล้อมให้มีบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน และจัดให้มีระบบการยกย่องชมเชยหรือการให้รางวัล 3) ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์: พัฒนาบุคลากรสายวิชาการให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านการเข้าใจดิจิทัล ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรพัฒนาตนเอง ดำรงตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น ขับเคลื่อนค่านิยมหลัก สมรรถนะหลัก และวัฒนธรรมองค์การ และ 4) ด้านการบริหารสารสนเทศ: พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อให้มีข้อมูลที่ทันสมัยทันต่อความต้องการ รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ รวมทั้งให้ข้อมูลแก่บุคลากรสายวิชาการ และสามารถนำผลการวิจัยนี้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรสายวิชาการ เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาประสิทธิภาพบุคลากรสายวิชาการในสถาบันอุดมศึกษาไทยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลกให้มากยิ่งขึ้น
Degree Name
Doctor of Public Administration
Degree Level
Doctoral degree
Degree Department
Faculty of Social Sciences and Humanities
Degree Discipline
Public Policy and Public Management
Degree Grantor(s)
Mahidol University.
