Detection of Large rearrangements of RBI Gene in Thai retinoblastoma patients
8
Issued Date
2018
Copyright Date
2018
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xii, 47 leaves : col. ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Clinical Pathology))--Mahidol University, 2018
Suggested Citation
Onrampa Thanapanpanich Detection of Large rearrangements of RBI Gene in Thai retinoblastoma patients. Thesis (M.Sc. (Clinical Pathology))--Mahidol University, 2018. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/92301
Title
Detection of Large rearrangements of RBI Gene in Thai retinoblastoma patients
Alternative Title(s)
การตรวจหาการกลายของยีน RBI รูปแบบ Large rearrangements ในผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตา
Author(s)
Abstract
Retinoblastoma is the most common tumor of the retina that occurs in early childhood and one of the major causes of blindness and death. More than 97% of mutations in the RB1 gene lead to retinoblastoma. Nevertheless, no previous studies of RB1 gene large rearrangements have been reported in Thailand. For the objective of this study, large rearrangements of the RB1 gene in the genomic DNA isolated from 56 blood and 3 tissue samples of 56 Thai retinoblastoma patients, including 28 unilateral and bilateral cases were investigated. The results showed that mutation detection rate of the RB1 gene detected by multiplex ligation-dependent probe amplification (MLPA) was 13% (7/56). There were 5 (9%) of 7 cases in which whole RB1 gene deletions could be detected, and the partial gene deletions were detected in 2 cases (4%). In one of three cases, whole gene deletion was detected in both blood and tissue samples. The positive results from MLPA were validated by array comparative genomic hybridization (aCGH), fluorescent in situ hybridization (FISH) or sequencing technique. MLPA is accurate, rapid and useful method to detect RB1 gene large rearrangements. These findings will be useful for proposing an optimal genetic testing and providing an important tool for genetic counselors to assist retinoblastoma patients making decisions.
โรคมะเร็งจอประสาทตาเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณของเรตินา มักจะพบในวัยเด็กและเป็นหนึ่งของสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดตาบอดและเสียชีวิต การกลายของยีน RB1 มากกว่าร้อยละ 97 ทำให้เกิดโรคมะเร็งจอประสาทตา ในประเทศไทยยังไม่มีการรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการกลายของยีน RB1 ที่เป็นการขาดหรือการเกินของดีเอ็นเอขนาดใหญ่ ดังนั้นในการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกลายชนิดนี้ในดีเอ็นเอที่สกัดได้จากตัวอย่างเลือด 56 รายและเนื้อเยื่อ 3 ราย ของผู้ป่ วยมะเร็งจอประสาทตาคนไทยจำนวน 56 ราย ประกอบด้วยผู้ป่ วย 28 ราย ที่เป็นมะเร็งจอประสาทตาเพียงข้างเดียวและ มะเร็งจอประสาทตาทั้งสองข้าง โดยวิธี multiplex ligation-dependent probe amplification (MLPA) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าตรวจพบการกลายของยีน RB1 เท่ากับร้อยละ 13 (พบ 7 ราย จาก 56 ราย) โดยมีผู้ป่วย 5 ราย พบการกลายที่ยีน RB1 มีการขาดหายไปทั้งยีนคิดเป็นร้อยละ 9 และการกลายที่ยีน RB1 มีการขาดหายไปบางส่วนจำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 4 ผู้ป่วย 1 ราย ตรวจพบการกลายทั้งจากตัวอย่างเลือดและ เนื้อเยื่อ โดยผลการตรวจด้วยวิธี MLPA ที่ให้ผลบวก จะนำมายืนยันด้วยวิธี array-comparative genomic hybridization (aCGH), fluorescent in situ hybridization (FISH) หรือ การหาลำดับเบส การศึกษานี้พบว่า MLPA เป็นวิธีที่ดีสามารถใช้ในการตรวจการกลายที่เป็นการขาดหรือการเกินของดีเอ็นเอขนาดใหญ่ของยีน RB1 การศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการแนะนำการทดสอบทางพันธุกรรมและการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตานำข้อมูลนี้ไปใช้ในการตัดสินใจต่อไป
โรคมะเร็งจอประสาทตาเป็นโรคมะเร็งที่พบได้บ่อยซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณของเรตินา มักจะพบในวัยเด็กและเป็นหนึ่งของสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดตาบอดและเสียชีวิต การกลายของยีน RB1 มากกว่าร้อยละ 97 ทำให้เกิดโรคมะเร็งจอประสาทตา ในประเทศไทยยังไม่มีการรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการกลายของยีน RB1 ที่เป็นการขาดหรือการเกินของดีเอ็นเอขนาดใหญ่ ดังนั้นในการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกลายชนิดนี้ในดีเอ็นเอที่สกัดได้จากตัวอย่างเลือด 56 รายและเนื้อเยื่อ 3 ราย ของผู้ป่ วยมะเร็งจอประสาทตาคนไทยจำนวน 56 ราย ประกอบด้วยผู้ป่ วย 28 ราย ที่เป็นมะเร็งจอประสาทตาเพียงข้างเดียวและ มะเร็งจอประสาทตาทั้งสองข้าง โดยวิธี multiplex ligation-dependent probe amplification (MLPA) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าตรวจพบการกลายของยีน RB1 เท่ากับร้อยละ 13 (พบ 7 ราย จาก 56 ราย) โดยมีผู้ป่วย 5 ราย พบการกลายที่ยีน RB1 มีการขาดหายไปทั้งยีนคิดเป็นร้อยละ 9 และการกลายที่ยีน RB1 มีการขาดหายไปบางส่วนจำนวน 2 ราย คิดเป็นร้อยละ 4 ผู้ป่วย 1 ราย ตรวจพบการกลายทั้งจากตัวอย่างเลือดและ เนื้อเยื่อ โดยผลการตรวจด้วยวิธี MLPA ที่ให้ผลบวก จะนำมายืนยันด้วยวิธี array-comparative genomic hybridization (aCGH), fluorescent in situ hybridization (FISH) หรือ การหาลำดับเบส การศึกษานี้พบว่า MLPA เป็นวิธีที่ดีสามารถใช้ในการตรวจการกลายที่เป็นการขาดหรือการเกินของดีเอ็นเอขนาดใหญ่ของยีน RB1 การศึกษาครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการแนะนำการทดสอบทางพันธุกรรมและการให้คำปรึกษาทางพันธุกรรมซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งจอประสาทตานำข้อมูลนี้ไปใช้ในการตัดสินใจต่อไป
Description
Clinical Pathology (Mahidol University 2018)
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital
Degree Discipline
Clinical Pathology
Degree Grantor(s)
Mahidol University
