Safer sex practices of male vocational students in Nakhon Pathom province
2
Issued Date
2005
Copyright Date
2005
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
x, 119 leaves : ill.
ISBN
9740459595
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Public Health Nursing))--Mahidol University, 2005
Suggested Citation
Napatsawan Watronachai Safer sex practices of male vocational students in Nakhon Pathom province. Thesis (M.Sc. (Public Health Nursing))--Mahidol University, 2005. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/106024
Title
Safer sex practices of male vocational students in Nakhon Pathom province
Alternative Title(s)
พฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย จังหวัดนครปฐม
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
This research aimed to examine safer sex practices and related factors among
male vocational students in Nakhon Pathom Province, as conceptualized by Pender's Health Promotion Model. This study used a cross-sectional descriptive research design and Cluster sampling. A total of 500 male vocational students aged between 15 and 19 years, studying at certificate level (years 1-3) from four schools under the Department of Vocational Education in Nakhon Pathom Province were interviewed. 214 out of 500 were sexually active and were included in the study for analysis. Data were collected by self-administered questionnaires during September to October, 2004. Pearson's product moment correlation coefficient and stepwise multiple
regression were used for the statistical analysis. Results revealed that male vocational students followed safer sex practices. Regarding the safer sex practices, avoidance of risky behaviors was practiced more than the use of condom and assertiveness skills. The factors significantly related to safer sex practices were perceived barriers of safer sex: execution and relationship concerns (r = 0.243, p<0.001 and r = 0.146, p<0.05), perceived self-efficacy of safer sex: say no and precaution (r=0.326 and 0.405, p<0.001), peer norm (r=0.304, p<0.001), partner norm (r=0.287, p<0.001), social support of peer: confidence ((r=0.211, p<0.01), social support of partner: confidence, information, and instrument (r=0.311, p<0.001,r=0.215, p<0.01, and 0.178, p<0.01), and alcohol consumption (r =0.138, p<0.05). Only perceived barriers of safer sex: execution, perceived self-efficacy of safer sex: precaution and say no, peer norm, social support of peer: information, and
social support of partner: confidence, were predictors of safer sex practices with 32 percent of the variance. These findings contribute to better understanding of safer sex practices among male vocational students and can guide educational programs to promote safer sex. The program should promote sexual self-efficacy and decrease perceived barriers. Moreover, special attention should be paid to the influence of social norms and social
support from friends and sexual partners.
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย จังหวัดนครปฐม โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของเพนเตอร์เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา และเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอาชีวศึกษาชายอายุ 15-19 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้น ปวช. ปีที่ 1-3 จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา 4 แห่งในจังหวัดนครปฐม จำนวน 500 คน แต่นำมาวิเคราะห์เฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ จำนวน 214 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม พ.ศ.2547 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาชายกลุ่มนี้มีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ มีการปฏิบัติที่สูงกว่าด้านการใช้ถุงยางอนามัย และการใช้ ทักษะการยืนยันในความคิดของตนเอง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย ได้แก่ การรับรู้ อุปสรรคด้านข้อแก้ตัวและสัมพันธภาพ (r= 0.243, p<0.001 และ r = 0.146, p<0.05) การรับรู้สมรรถนะของตนเองด้านการปฏิเสธและการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย (r=0.326 และ 0.405, p<0.001) บรรทัดฐานของเพื่อน (r=0.304, p<0.001) บรรทัดฐานของคู่เพศสัมพันธ์ (r=0.287, p<0.001) แรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อนด้านการให้ความมั่นใจ (r=0.211, p<0.01) แรงสนับสนุนทางสังคมจากคู่เพศสัมพันธ์ด้านการให้ความมั่นใจ การให้ข้อมูลข่าวสาร และการให้อุปกรณ์ (r=0.311, p<0.001, r=0.215, p<0.01, และ 0.178, p<0.01) และการดื่ม แอลกอฮอล์ (r=0.138, p<0.05) ปัจจัยที่ทำนายพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย ได้แก่ การรับรู้อุปสรรคด้านข้อแก้ตัว การรับรู้สมรรถนะของตนเองด้านการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และด้านการปฏิเสธ บรรทัดฐานของเพื่อนแรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน ด้านการให้ข้อมูลข่าวสาร และแรงสนับสนุนทางสังคมจากคู่เพศสัมพันธ์ ด้านการให้ความมั่นใจ โดยทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยได้ร้อยละ 32 จากผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการสนับสนุนให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยในกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาชาย และมีการจัดโปรแกรมให้ความรู้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย โดยในโปรแกรมนี้ควรมีการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองในเรื่องเพศและลดการรับรู้อุปสรรค นอกจากนั้นสิ่งที่ควรตระหนักถึงเป็นพิเศษ คืออิทธิพลของบรรทัดฐานทางสังคม และ การสนับสนุนทางสังคมจากกลุ่มเพื่อนและคู่เพศสัมพันธ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยของนักเรียนอาชีวศึกษาชาย จังหวัดนครปฐม โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของเพนเตอร์เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา และเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนอาชีวศึกษาชายอายุ 15-19 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้น ปวช. ปีที่ 1-3 จากวิทยาลัยอาชีวศึกษา 4 แห่งในจังหวัดนครปฐม จำนวน 500 คน แต่นำมาวิเคราะห์เฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ จำนวน 214 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม พ.ศ.2547 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนอาชีวศึกษาชายกลุ่มนี้มีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ มีการปฏิบัติที่สูงกว่าด้านการใช้ถุงยางอนามัย และการใช้ ทักษะการยืนยันในความคิดของตนเอง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย ได้แก่ การรับรู้ อุปสรรคด้านข้อแก้ตัวและสัมพันธภาพ (r= 0.243, p<0.001 และ r = 0.146, p<0.05) การรับรู้สมรรถนะของตนเองด้านการปฏิเสธและการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย (r=0.326 และ 0.405, p<0.001) บรรทัดฐานของเพื่อน (r=0.304, p<0.001) บรรทัดฐานของคู่เพศสัมพันธ์ (r=0.287, p<0.001) แรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อนด้านการให้ความมั่นใจ (r=0.211, p<0.01) แรงสนับสนุนทางสังคมจากคู่เพศสัมพันธ์ด้านการให้ความมั่นใจ การให้ข้อมูลข่าวสาร และการให้อุปกรณ์ (r=0.311, p<0.001, r=0.215, p<0.01, และ 0.178, p<0.01) และการดื่ม แอลกอฮอล์ (r=0.138, p<0.05) ปัจจัยที่ทำนายพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย ได้แก่ การรับรู้อุปสรรคด้านข้อแก้ตัว การรับรู้สมรรถนะของตนเองด้านการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย และด้านการปฏิเสธ บรรทัดฐานของเพื่อนแรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน ด้านการให้ข้อมูลข่าวสาร และแรงสนับสนุนทางสังคมจากคู่เพศสัมพันธ์ ด้านการให้ความมั่นใจ โดยทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยได้ร้อยละ 32 จากผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการสนับสนุนให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยในกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาชาย และมีการจัดโปรแกรมให้ความรู้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้มีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย โดยในโปรแกรมนี้ควรมีการส่งเสริมการรับรู้ความสามารถของตนเองในเรื่องเพศและลดการรับรู้อุปสรรค นอกจากนั้นสิ่งที่ควรตระหนักถึงเป็นพิเศษ คืออิทธิพลของบรรทัดฐานทางสังคม และ การสนับสนุนทางสังคมจากกลุ่มเพื่อนและคู่เพศสัมพันธ์
Description
Public Health Nursing (Mahidol University 2005)
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Public Health
Degree Discipline
Public Health Nursing
Degree Grantor(s)
Mahidol University
