Incidence and predictors of progression in chronic kidney disease
Issued Date
2024
Copyright Date
2017
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
ix, 142 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (D.N.S. (Nursing)--Mahidol University, 2017
Suggested Citation
Tadsaneewan Gantagad Incidence and predictors of progression in chronic kidney disease. Thesis (D.N.S. (Nursing)--Mahidol University, 2017. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/92237
Title
Incidence and predictors of progression in chronic kidney disease
Alternative Title(s)
อุบัติการณ์และปัจจัยทำนายการเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
Author(s)
Abstract
Chronic kidney disease usually causes a decline in kidney function and results end stage renal disease. The objective of the study consisted of determining the incidence of faster kidney disease progression and determining factors affecting on kidney disease progression among patients with chronic kidney disease. The samples in this study included 2,185 patients' medical records, and 360 patients with chronic kidney disease who visited outpatient clinic in eight hospitals located in one of the health area and Bangkok Metropolitan administration area. The results showed the incidence of faster kidney disease progression was 13.12 per 100 persons-years. The predicting factors of faster kidney disease progression were CKD knowledge 0.54 (95% CI 0.43 - 0.72, p < .01), self-management ability 0.79 (95% CI 0.71-0.88, p < .01), self-management support 0.12 (95% CI 0.06-0.25, p < .01). The paths of factors affecting kidney disease progression included CKD knowledge (β = 0.11, p < .001), self-management support were significant (β = 0.03, p < .001), path from the CKD knowledge to kidney disease progression were significant (β = -0.19, p < 0.05), path from self-management to kidney disease progression were significant (β = -0.15, p < .001). The results of the testing revealed Chi-square (χ2) = 2.06, df = 1, p = 0.15, RMSEA = 0.05, NFI = 0.98. The study result imply that health care provider including nurse may enhance the success of delaying the kidney function decline by providing CKD knowledge and self-management support. In addition, human resource allocation is necessary for health service system in both of quantity and quality of provider.
โรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มเกิดไตเสื่อมและเข้าสู่การเป็นไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ การศึกษาครั้งนี้จึงศึกษาเกี่ยวกับอุบัติการณ์และปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จในการชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย เวชระเบียนผู้ป่วยไตเรื้อรัง จำนวน 2,185 ราย และผู้ป่วยไตเรื้อรังที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก จำนวน 360 ราย จากโรงพยาบาล 8 แห่ง ในพื้นที่เขตบริการสุขภาพที่ 1 และกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษา แสดงให้เห็นว่าอุบัติการณ์การเสื่อมของไตแบบรวดเร็ว 13.12 ต่อประชากร 100 คน ต่อปี ปัจจัยทำนายการเสื่อมของไต ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับไตเรื้อรัง 0.54 (95% CI; 0.43 - 0.72, p < .01) การจัดการตนเอง 0.79 (95% CI; 0.71-0.88, p < .01) การส่งเสริมการจัดการตนเองโดยผู้ให้บริการสุขภาพ 0.12 (95% CI; 0.06-0.25, p < .01) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการตนเอง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับไตเรื้อรัง (β = 0.11, p < 0.001) การส่งเสริมความสามารถในการจัดการตนเอง (β = 0.03, p < 0.001) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเสื่อมของไต ได้แก่ (β = -0.19, p < 0.05) และการจัดการตนเอง (β = -0.15, p < 0.001) ผลการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการให้ความรู้เกี่ยวกับไตเรื้อรังและส่งเสริมการจัดการตนเองเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรัง สามารถส่งเสริมให้ผู้ป่วยประสบความสำเร็จในการชะลอไตเสื่อมได้ ดังนั้น การจัดสรรทรัพยากรในด้านผู้ให้บริการรวมถึงพยาบาลให้มีปริมาณและคุณภาพที่เพียงพอในการให้บริการจึงมีความจาเป็นสาหรับการจัดระบบบริการสุขภาพเพื่อการชะลอไตเสื่อม
โรคไตเรื้อรังมีแนวโน้มเกิดไตเสื่อมและเข้าสู่การเป็นไตเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ การศึกษาครั้งนี้จึงศึกษาเกี่ยวกับอุบัติการณ์และปัจจัยส่งเสริมความสำเร็จในการชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย เวชระเบียนผู้ป่วยไตเรื้อรัง จำนวน 2,185 ราย และผู้ป่วยไตเรื้อรังที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก จำนวน 360 ราย จากโรงพยาบาล 8 แห่ง ในพื้นที่เขตบริการสุขภาพที่ 1 และกรุงเทพมหานคร ผลการศึกษา แสดงให้เห็นว่าอุบัติการณ์การเสื่อมของไตแบบรวดเร็ว 13.12 ต่อประชากร 100 คน ต่อปี ปัจจัยทำนายการเสื่อมของไต ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับไตเรื้อรัง 0.54 (95% CI; 0.43 - 0.72, p < .01) การจัดการตนเอง 0.79 (95% CI; 0.71-0.88, p < .01) การส่งเสริมการจัดการตนเองโดยผู้ให้บริการสุขภาพ 0.12 (95% CI; 0.06-0.25, p < .01) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการตนเอง ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับไตเรื้อรัง (β = 0.11, p < 0.001) การส่งเสริมความสามารถในการจัดการตนเอง (β = 0.03, p < 0.001) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเสื่อมของไต ได้แก่ (β = -0.19, p < 0.05) และการจัดการตนเอง (β = -0.15, p < 0.001) ผลการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการให้ความรู้เกี่ยวกับไตเรื้อรังและส่งเสริมการจัดการตนเองเพื่อชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยไตเรื้อรัง สามารถส่งเสริมให้ผู้ป่วยประสบความสำเร็จในการชะลอไตเสื่อมได้ ดังนั้น การจัดสรรทรัพยากรในด้านผู้ให้บริการรวมถึงพยาบาลให้มีปริมาณและคุณภาพที่เพียงพอในการให้บริการจึงมีความจาเป็นสาหรับการจัดระบบบริการสุขภาพเพื่อการชะลอไตเสื่อม
Description
Nursing (Mahidol University 2017)
Degree Name
Doctor of Nursing Science
Degree Level
Doctoral Degree
Degree Department
Faculty of Nursing
Degree Discipline
Nursing
Degree Grantor(s)
Mahidol University