การศึกษาการใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์
1
Issued Date
2565
Copyright Date
2565
Resource Type
Language
tha
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
ก-ฎ, 161 แผ่น : ภาพประกอบ
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
มหาวิทยาลัยมหิดล
Bibliographic Citation
สารนิพนธ์ (ศศ.ม. (ภาษาและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม))--มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565
Suggested Citation
วัชรพล สุทธิวิญญู การศึกษาการใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ . สารนิพนธ์ (ศศ.ม. (ภาษาและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม))--มหาวิทยาลัยมหิดล, 2565. สืบค้นจาก: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/113955
Title
การศึกษาการใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์
Alternative Title(s)
A study of slang communication by gender diverse people on social media
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The Covid-19 situation has caused people to adapt to media and technology increasingly; as a result, social media usage has become more popular, affecting the widespread use of slang words on social media. Currently, slang words in Thai society often originate chiefly and are popularized by LGBTQ+ people. Therefore, the researcher is interested in studying the slang communication by gender diverse people on social media. The objectives of this research were 1) to collect and group slang words which were used on LGBTQ+ Facebook fan pages during 2021 and 2) to study slang words used by gender diverse people on Facebook fan pages through the Sociological Properties of Slang theory by Elisa Mattiello (2008). This study used a qualitative research approach that applied the content analysis method. It examined the posts and comments on 3 LGBTQ+ Facebook fan pages by selecting the purposive sampling technique, which required Facebook fan pages to have a total of likes and followers of more than 100,000, and the pages must constantly be active. The results of this research were 1) there were 83 slang words used on 3 LGBTQ+ Facebook fan pages during 2021, and they could be grouped into 5 groups. And 2) slang communication by gender diverse people on Facebook fan pages reflected the Sociological Properties of Slang theory. The property which mostly appeared was desire to impress and faddishness, while the invisible property was secrecy and privacy. The discussions revealed that slang communication by gender diverse people could reflect the communication identity and social bargaining power of the group. IMPLICATION OF THE THEMATIC PAPER: Most of the research related to slang emphasized studying linguistics; therefore, this research is quite a new view to the study related to slang words in a different field, which can apply and build on the study in the future.
จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้คนมีการปรับตัวให้เข้ากับสื่อและเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการใช้สแลงอย่างแพร่หลายบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยปัจจุบันสแลงในสังคมไทยมักมีต้นกำเนิดและเป็นที่นิยมในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเก็บรวบรวม และจัดกลุ่มสแลงที่ใช้สื่อสารในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ในช่วงปี พ.ศ. 2564 และ 2) เพื่อศึกษาการใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ผ่านเพจเฟซบุ๊กตามแนวคิดคุณสมบัติเชิงสังคมของสแลง (Sociological Properties of Slang) โดย Elisa Mattiello (2008) โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโพสต์ และการแสดงความคิดเห็นของบุคคลผ่านเพจเฟซบุ๊ก 3 เพจ ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเพจต้องมีจำนวนการกดถูกใจ หรือจำนวนผู้ติดตามเป็นจำนวน 100,000 ขึ้นไป และต้องมีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ผลการวิจัยพบว่า 1) เพจเฟซบุ๊กทั้ง 3 เพจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ในช่วงปี พ.ศ. 2564 มีการใช้สแลงทั้งหมด 83 คำ และสามารถจัดกลุ่มสแลงได้ 5 กลุ่ม และ 2) การใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดคุณสมบัติเชิงสังคมของสแลง โดยคุณสมบัติที่ปรากฏให้เห็นมากที่สุด คือ “ความต้องการสร้างอารมณ์ความรู้สึก และความพิสดาร” (Desire to impress and faddishness) ในขณะที่คุณสมบัติที่ไม่ปรากฏให้เห็น คือ “ความลับ และความเป็นส่วนตัว” (Secrecy and privacy) ส่วนการอภิปรายผลพบว่าการใช้สแลงในการสื่อสารของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) สามารถสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์การสื่อสาร และอำนาจการต่อรองในสังคมของกลุ่ม การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสแลงส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการศึกษาในแขนงภาษาศาสตร์ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับการศึกษาสแลงในมุมมองด้านการสื่อสาร ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ และต่อยอดการศึกษาต่อไปในอนาคต
จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้คนมีการปรับตัวให้เข้ากับสื่อและเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้การใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการใช้สแลงอย่างแพร่หลายบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยปัจจุบันสแลงในสังคมไทยมักมีต้นกำเนิดและเป็นที่นิยมในกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเก็บรวบรวม และจัดกลุ่มสแลงที่ใช้สื่อสารในเพจเฟซบุ๊กของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ในช่วงปี พ.ศ. 2564 และ 2) เพื่อศึกษาการใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ผ่านเพจเฟซบุ๊กตามแนวคิดคุณสมบัติเชิงสังคมของสแลง (Sociological Properties of Slang) โดย Elisa Mattiello (2008) โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากโพสต์ และการแสดงความคิดเห็นของบุคคลผ่านเพจเฟซบุ๊ก 3 เพจ ด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยเพจต้องมีจำนวนการกดถูกใจ หรือจำนวนผู้ติดตามเป็นจำนวน 100,000 ขึ้นไป และต้องมีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ผลการวิจัยพบว่า 1) เพจเฟซบุ๊กทั้ง 3 เพจของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ในช่วงปี พ.ศ. 2564 มีการใช้สแลงทั้งหมด 83 คำ และสามารถจัดกลุ่มสแลงได้ 5 กลุ่ม และ 2) การใช้สแลงของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดคุณสมบัติเชิงสังคมของสแลง โดยคุณสมบัติที่ปรากฏให้เห็นมากที่สุด คือ “ความต้องการสร้างอารมณ์ความรู้สึก และความพิสดาร” (Desire to impress and faddishness) ในขณะที่คุณสมบัติที่ไม่ปรากฏให้เห็น คือ “ความลับ และความเป็นส่วนตัว” (Secrecy and privacy) ส่วนการอภิปรายผลพบว่าการใช้สแลงในการสื่อสารของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) สามารถสะท้อนให้เห็นถึงอัตลักษณ์การสื่อสาร และอำนาจการต่อรองในสังคมของกลุ่ม การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสแลงส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการศึกษาในแขนงภาษาศาสตร์ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับการศึกษาสแลงในมุมมองด้านการสื่อสาร ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ และต่อยอดการศึกษาต่อไปในอนาคต
Degree Name
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
Degree Level
ปริญญาโท
Degree Department
สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย
Degree Discipline
ภาษาและการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม
Degree Grantor(s)
มหาวิทยาลัยมหิดล
