Policy mobilizing for vocational workforce's production and development of the targeted industry to raise up the national economy
3
Issued Date
2020
Copyright Date
2020
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xviii, 371 leaves
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (D.P.A. (Public Policy and Public Management))--Mahidol University, 2020)
Suggested Citation
Kittipong Pearnpitak Policy mobilizing for vocational workforce's production and development of the targeted industry to raise up the national economy. Thesis (D.P.A. (Public Policy and Public Management))--Mahidol University, 2020). Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/113865
Title
Policy mobilizing for vocational workforce's production and development of the targeted industry to raise up the national economy
Alternative Title(s)
การขับเคลื่อนนโยบายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในการเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ
Author(s)
Abstract
The objectives of this study were 1) to review the situation and analyze problems, obstacles, and mechanisms in implementing the policy, 2) to study the factors in implementing the policy, and 3) to suggest the policy and practical information on the approaches in mobilizing the vocational workforce's production and the development of the targeted industry to raise up the national economy using the mixed methods approach, including 1) the interviews with 24 executives or related representatives from the public sector and schools using the logic data analysis, and 2) the collection of the questionnaires from 300 students studying at the schools established as 18 coordinating centers in all provinces in the country. Statistics used were Percentage, Standard Deviation, and Hierarchical Regression Analysis. The results showed that the situation of vocational education began to change a new paradigm to demand driven in the EEC Model. As for the educational institutions, the responsibility has been transferred to the enterprises and has prepared the educational personnel to organize the courses together. Of course, the student production supply also contradicts the demand for the establishment, as there are up to 30% of dropouts per year. However, the most obvious problems and obstacles are the image of violence and social change, centralized bureaucracy structure, and numbers of contract teachers which account for 23%. In terms of support and promotion, it is found that the government still lacks of budget allocation continually and lacks of privileges for vocational students. The mechanism of policy implementation must give priority to senior management, educational institutions and enterprises, and the government and stakeholders. As for the factors affecting the implementation of the policy, it is found that 1) the efficiency aspect must focus on the executives who dare to make decisions and the students have the ability to meet the needs, 2) the effectiveness aspect needs to focus on the students with the ability to match their needs, and 3) the economic aspect needs to focus on recommending vocational study options. The recommendations for the study are that 1) the educational model development must focus on reengineering measures, adjusting the direction of education management, and accelerating the allocation of subsidies by implementing the policy, the National Agenda, the Master Plan, and understanding of the philosophy of vocational education. In increasing the competency for competition, investment attraction, establishing the technological center, and creating a strong fund should be done, and 2) the educational institutions must build the cooperation with the enterprises to provide learners with skills and knowledge that meet the needs of the target industries.
การวิจัยศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนสถานการณ์ วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และกลไกของการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ และ 3) เสนอแนะข้อมูลเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในการเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ซึ่งประกอบด้วย 1) การสัมภาษณ์ผู้บริหารหรือผู้แทนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษา จำนวน 24 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตรรกะ และ 2) การเก็บแบบสอบถามนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่ได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงานฯ ทั้ง 18 ศูนย์กลุ่มจังหวัดครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 300 คน ซึ่งสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์พหุถดถอยเชิงชั้น (Hierarchical Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์และความพร้อมของโครงสร้างกำลังคนอาชีวศึกษาในมิติ 1) ด้านนโยบายได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อร่วมในการผลิตตามความต้องการ (Demand Driven) โดยใช้รูปแบบ EEC Model 2) ด้านสถานศึกษาได้มีการถ่ายโอนความรับผิดชอบในการผลิตและพัฒนาผู้เรียนไปให้กับสถานประกอบการ โดยใช้วิธีการสร้างหลักสูตรร่วมกัน และ 3) ด้านบุคลากรทางการศึกษาได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องจำนวน ความสามารถ และความเต็มใจในการปฏิบัติหน้าที่ และด้านนักเรียนสะท้อนให้เห็นว่าอุปทานการผลิตของสถานศึกษายังสวนทางกับอุปสงค์ของสถานประกอบการ และผู้เรียนยังมีอัตราการออกกลางคันสูงถึงร้อยละ 30 ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 ปัญหาและอุปสรรคของการนำนโยบายไปปฏิบัติ พบว่า 1) ด้านนโยบายต้องเผชิญกับภาพลักษณ์ความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงภายใต้บริบทของสังคม 2) ด้านการปฏิบัติยังมีลักษณะแบบรวมศูนย์ โครงสร้างระบบราชการที่ไม่เพิ่มจำนวนครูและมีครูอัตราจ้างมากถึงร้อยละ 23 ผู้เรียนส่วนใหญ่ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง และสถานศึกษาอยู่ห่างไกลจากแหล่งเรียนรู้ และ 3) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนเกิดจากภาครัฐไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เรียน การจัดสรรงบประมาณที่ขาดความต่อเนื่อง และขาดการสนับสนุนค่าเบี้ยเลี้ยงในการฝึกอบรมระบบทวิภาคี ทั้งนี้ กลไกของการนำนโยบายไปปฏิบัติ พบว่า 1) ด้านนโยบาย คือ ผู้บริหารระดับสูง 2) ด้านการปฏิบัติ คือ สถานศึกษาและสถานประกอบการ และ 3) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุน คือ ภาครัฐ หน่วยงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ พบว่า 1) ด้านประสิทธิภาพต้องให้ความสำคัญกับผู้บริหารกล้าคิดกล้าตัดสินใจและนักเรียนมีความสามารถตรงกับความต้องการ 2) ด้านประสิทธิผลต้องให้ความสำคัญกับนักเรียนที่มีความสามารถตรงกับความต้องการและเต็มใจเข้าร่วมโครงการ และสถานศึกษาต้องร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และ 3) ด้านเศรษฐกิจต้องให้ความสำคัญกับสถานศึกษาแนะนำการเลือกเข้าศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษา การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมืออยู่เสมอ และผู้เรียนจะต้องเข้าใจประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ ข้อเสนอแนะการวิจัยประกอบด้วย 1) เชิงนโยบาย คือ การพัฒนารูปแบบการศึกษาจะต้องมุ่งเน้นการปรับรื้อมาตรการ การปรับทิศทางการจัดการศึกษา และการเร่งจัดสรรเงินอุดหนุน ซึ่งการนำนโยบายไปปฏิบัติจะต้องมุ่งเน้นการจัดทำวาระแห่งชาติ การกำหนดแผนแม่บท และการสร้างความเข้าใจในปรัชญาการบริหารอาชีวศึกษา ส่วนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจะต้องมุ่งเน้นการดึงดูดนักลงทุน การจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างกองทุนที่เข้มแข็ง และ 2) เชิงปฏิบัติ คือ สถานศึกษาต้องสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการจัดหลักสูตรการศึกษาร่วมกันเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะความรู้ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
การวิจัยศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทบทวนสถานการณ์ วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และกลไกของการนำนโยบายไปปฏิบัติ 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ และ 3) เสนอแนะข้อมูลเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในการเข้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ซึ่งประกอบด้วย 1) การสัมภาษณ์ผู้บริหารหรือผู้แทนที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษา จำนวน 24 คน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตรรกะ และ 2) การเก็บแบบสอบถามนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษาที่ได้รับการจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงานฯ ทั้ง 18 ศูนย์กลุ่มจังหวัดครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 300 คน ซึ่งสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์พหุถดถอยเชิงชั้น (Hierarchical Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า สถานการณ์และความพร้อมของโครงสร้างกำลังคนอาชีวศึกษาในมิติ 1) ด้านนโยบายได้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อร่วมในการผลิตตามความต้องการ (Demand Driven) โดยใช้รูปแบบ EEC Model 2) ด้านสถานศึกษาได้มีการถ่ายโอนความรับผิดชอบในการผลิตและพัฒนาผู้เรียนไปให้กับสถานประกอบการ โดยใช้วิธีการสร้างหลักสูตรร่วมกัน และ 3) ด้านบุคลากรทางการศึกษาได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องจำนวน ความสามารถ และความเต็มใจในการปฏิบัติหน้าที่ และด้านนักเรียนสะท้อนให้เห็นว่าอุปทานการผลิตของสถานศึกษายังสวนทางกับอุปสงค์ของสถานประกอบการ และผู้เรียนยังมีอัตราการออกกลางคันสูงถึงร้อยละ 30 ต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 ปัญหาและอุปสรรคของการนำนโยบายไปปฏิบัติ พบว่า 1) ด้านนโยบายต้องเผชิญกับภาพลักษณ์ความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงภายใต้บริบทของสังคม 2) ด้านการปฏิบัติยังมีลักษณะแบบรวมศูนย์ โครงสร้างระบบราชการที่ไม่เพิ่มจำนวนครูและมีครูอัตราจ้างมากถึงร้อยละ 23 ผู้เรียนส่วนใหญ่ไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง และสถานศึกษาอยู่ห่างไกลจากแหล่งเรียนรู้ และ 3) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนเกิดจากภาครัฐไม่ได้ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้เรียน การจัดสรรงบประมาณที่ขาดความต่อเนื่อง และขาดการสนับสนุนค่าเบี้ยเลี้ยงในการฝึกอบรมระบบทวิภาคี ทั้งนี้ กลไกของการนำนโยบายไปปฏิบัติ พบว่า 1) ด้านนโยบาย คือ ผู้บริหารระดับสูง 2) ด้านการปฏิบัติ คือ สถานศึกษาและสถานประกอบการ และ 3) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุน คือ ภาครัฐ หน่วยงาน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ปัจจัยที่ส่งผลต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ พบว่า 1) ด้านประสิทธิภาพต้องให้ความสำคัญกับผู้บริหารกล้าคิดกล้าตัดสินใจและนักเรียนมีความสามารถตรงกับความต้องการ 2) ด้านประสิทธิผลต้องให้ความสำคัญกับนักเรียนที่มีความสามารถตรงกับความต้องการและเต็มใจเข้าร่วมโครงการ และสถานศึกษาต้องร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก และ 3) ด้านเศรษฐกิจต้องให้ความสำคัญกับสถานศึกษาแนะนำการเลือกเข้าศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษา การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมืออยู่เสมอ และผู้เรียนจะต้องเข้าใจประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการ ข้อเสนอแนะการวิจัยประกอบด้วย 1) เชิงนโยบาย คือ การพัฒนารูปแบบการศึกษาจะต้องมุ่งเน้นการปรับรื้อมาตรการ การปรับทิศทางการจัดการศึกษา และการเร่งจัดสรรเงินอุดหนุน ซึ่งการนำนโยบายไปปฏิบัติจะต้องมุ่งเน้นการจัดทำวาระแห่งชาติ การกำหนดแผนแม่บท และการสร้างความเข้าใจในปรัชญาการบริหารอาชีวศึกษา ส่วนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจะต้องมุ่งเน้นการดึงดูดนักลงทุน การจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างกองทุนที่เข้มแข็ง และ 2) เชิงปฏิบัติ คือ สถานศึกษาต้องสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการในการจัดหลักสูตรการศึกษาร่วมกันเพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะความรู้ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
Degree Name
Doctor of Public Administration
Degree Level
Doctoral degree
Degree Department
Faculty of Social Sciences and Humanities
Degree Discipline
Public Policy and Public Management
Degree Grantor(s)
Mahidol University
