Intimate partner violence against women with physical disabilities
2
Issued Date
2024
Copyright Date
2020
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xii, 136 leaves: ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.A. (Rehabilitation Service for Persons with Disabilities))--Mahidol University, 2020
Suggested Citation
Chatranee Nunjamnong Intimate partner violence against women with physical disabilities. Thesis (M.A. (Rehabilitation Service for Persons with Disabilities))--Mahidol University, 2020. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/99441
Title
Intimate partner violence against women with physical disabilities
Alternative Title(s)
ความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ต่อสตรีพิการทางการเคลื่อนไหว
Author(s)
Abstract
This is a quantitative study aimed to explore prevalence of intimate partner violence (IPV) against women with physical disabilities (WPDs) and the relationships between inequity between gender relations and experience of intimate partner violence against WPDs. The participants used in this study was 138 women with physical disabilities by convenient sampling method. Close-ended self-report questionnaire were used for the study. Descriptive statistics and chi-square test were applied for analyzing the data. Results of the study shows that 1) WPDS about 60.2 percent have experienced intimate partner violence. The women experienced emotional and psychological violence the most at 47.1 percent. About 11.6 percent of WPDs experienced every type of IPV. Moreover, WPDs about 3.6 percent experienced IPV between 21-30 forms. 2) WPDs experienced gender inequity in the low level at 68.1 percent, and the type of gender inequity that WPDs experienced the most was access and control over resources. 3) Chi-square analysis found that acquired disability and income insufficiency were significantly associated with experience of IPV against WPDs. 4) Chi-square analysis also found that experience of gender inequity was significantly associated with IPV against WPDs. 5) Chi-square analysis presented that experience of gender inequity was significantly associated with intimate partner violence in every characteristic of WPDs, including birth conditions, educational levels, employment status, sources of income, income sufficiency, and roles in the community. Gender inequity deprives negotiation power from WPDs. It caused them surrender to violence caused by their intimate partner. Building gender equity for women with disabilities by raising awareness of human rights, providing proper education, having accessible assistive service and occupational training, and enforcing practical laws and policies can reduce the risk of intimate partner violence against women with physical disabilities.
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ ในสตรีพิการและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไม่เป็นธรรมระหว่างความสัมพันธ์เชิงอำนาจหญิงชายกับความ รุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ในสตรีพิการ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในครั้งนี้เป็นกลุ่มสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวใน ประเทศไทย จำนวน 138 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไม่เจาะจง (Convenient sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถามปลายปิดแบบรายงานตนเอง (Self-report questionnaire) โดยวิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนาและการทดสอบไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สตรีพิการทางการเคลื่อนไหวร้อยละ 60.2 เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่ เพศสัมพันธ์ โดยชนิดความรุนแรงที่พบมากที่สุด คือ ความรุนแรงทางด้านอารมณ์และจิตใจ ซึ่งพบ ร้อยละ 47.1 สตรีพิการทางการเคลื่อนไหวร้อยละ 11.6 เคยประสบความรุนแรงครบทั้ง 5 ด้าน นอกจากนี้ สตรีพิการร้อยละ 3.6 เคยถูกกระทำความรุนแรงกว่า 21-30 รูปแบบ 2) ในส่วนของประสบการณ์ด้านอำนาจความสัมพันธ์ระหว่างสตรี พิการและคู่เพศสัมพันธ์ พบว่า สตรีพิการร้อยละ 68.1 ต้องเผชิญกับอำนาจความไม่เป็นธรรมระหว่างหญิงชายในระดับตํ่า โดยด้านที่ต้องเผชิญมากที่สุดคือด้านการเข้าถึงและการควบคุมทรัพยากร 3) การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของสตรีพิการกับประสบการณ์ความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ พบว่าความพิการ ในภายหลังและการมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัวมีความสัมพันธ์กับการถูกกระทำความรุนแรงจาก คู่เพศสัมพันธ์ 4) ความไม่เป็นธรรมระหว่างหญิงชายมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ความรุนแรงจากคู่ เพศสัมพันธ์ต่อสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5) เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความ ไม่เป็นธรรมระหว่างหญิงชายและประสบการณ์ความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ต่อสตรีพิการ โดยจำแนกตาม คุณลักษณะของสตรีพิการ พบว่าไม่ว่าสตรีพิการจะมีคุณลักษณะเช่นไร หากเคยประสบปัญหาความไม่เป็นธรรม ระหว่างหญิงชายแล้ว จะมีแนวโน้มที่จะเผชิญความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน เมื่ออำนาจของความเป็นชายครอบงำระบบความคิด ความเชื่อ และโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้ สตรีพิการขาดอำนาจในการต่อรอง และต้องยอมจำนนต่อการถูกกระทำความรุนแรงและคู่เพศสัมพันธ์ ดังนั้น การมีมาตรการป้องกันความรุนแรงต่อสตรีพิการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง อาทิ ระบบการช่วยเหลือและป้องกันที่เข้าถึงง่ายและทันท่วงที ระบบสาธารณสุขที่รักษาเยียวยาร่างกายและจิตใจของสตรีพิการ การให้การศึกษาและ สร้างอาชีพแก่สตรีพิการ กฎหมายและนโยบายที่ปกป้องและคุ้มครองสตรีพิการ สิ่งเหล่านี้จะสามารถสร้างอำนาจในการต่อรองและลดความเสี่ยงจากความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ต่อสตรีพิการได้
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ ในสตรีพิการและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไม่เป็นธรรมระหว่างความสัมพันธ์เชิงอำนาจหญิงชายกับความ รุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ในสตรีพิการ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในครั้งนี้เป็นกลุ่มสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวใน ประเทศไทย จำนวน 138 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไม่เจาะจง (Convenient sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล เป็นแบบสอบถามปลายปิดแบบรายงานตนเอง (Self-report questionnaire) โดยวิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนาและการทดสอบไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า 1) สตรีพิการทางการเคลื่อนไหวร้อยละ 60.2 เคยถูกกระทำความรุนแรงจากคู่ เพศสัมพันธ์ โดยชนิดความรุนแรงที่พบมากที่สุด คือ ความรุนแรงทางด้านอารมณ์และจิตใจ ซึ่งพบ ร้อยละ 47.1 สตรีพิการทางการเคลื่อนไหวร้อยละ 11.6 เคยประสบความรุนแรงครบทั้ง 5 ด้าน นอกจากนี้ สตรีพิการร้อยละ 3.6 เคยถูกกระทำความรุนแรงกว่า 21-30 รูปแบบ 2) ในส่วนของประสบการณ์ด้านอำนาจความสัมพันธ์ระหว่างสตรี พิการและคู่เพศสัมพันธ์ พบว่า สตรีพิการร้อยละ 68.1 ต้องเผชิญกับอำนาจความไม่เป็นธรรมระหว่างหญิงชายในระดับตํ่า โดยด้านที่ต้องเผชิญมากที่สุดคือด้านการเข้าถึงและการควบคุมทรัพยากร 3) การวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะของสตรีพิการกับประสบการณ์ความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ พบว่าความพิการ ในภายหลังและการมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัวมีความสัมพันธ์กับการถูกกระทำความรุนแรงจาก คู่เพศสัมพันธ์ 4) ความไม่เป็นธรรมระหว่างหญิงชายมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ความรุนแรงจากคู่ เพศสัมพันธ์ต่อสตรีพิการทางการเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 5) เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความ ไม่เป็นธรรมระหว่างหญิงชายและประสบการณ์ความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ต่อสตรีพิการ โดยจำแนกตาม คุณลักษณะของสตรีพิการ พบว่าไม่ว่าสตรีพิการจะมีคุณลักษณะเช่นไร หากเคยประสบปัญหาความไม่เป็นธรรม ระหว่างหญิงชายแล้ว จะมีแนวโน้มที่จะเผชิญความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ด้วยเช่นกัน เมื่ออำนาจของความเป็นชายครอบงำระบบความคิด ความเชื่อ และโครงสร้างทางสังคมที่ทำให้ สตรีพิการขาดอำนาจในการต่อรอง และต้องยอมจำนนต่อการถูกกระทำความรุนแรงและคู่เพศสัมพันธ์ ดังนั้น การมีมาตรการป้องกันความรุนแรงต่อสตรีพิการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง อาทิ ระบบการช่วยเหลือและป้องกันที่เข้าถึงง่ายและทันท่วงที ระบบสาธารณสุขที่รักษาเยียวยาร่างกายและจิตใจของสตรีพิการ การให้การศึกษาและ สร้างอาชีพแก่สตรีพิการ กฎหมายและนโยบายที่ปกป้องและคุ้มครองสตรีพิการ สิ่งเหล่านี้จะสามารถสร้างอำนาจในการต่อรองและลดความเสี่ยงจากความรุนแรงจากคู่เพศสัมพันธ์ต่อสตรีพิการได้
Description
Rehabilitation Service for Persons with Disabilities (Mahidol University 2020)
Degree Name
Master of Arts
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Ratchasuda College
Degree Discipline
Rehabilitation Service for Persons with Disabilities
Degree Grantor(s)
Mahidol University
