The effects of static and dynamic core exercise on blood lactate, gas exchange, blood flow, and anaerobic performance in healthy college men
Issued Date
2021
Copyright Date
2021
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xii, 62 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Sports Science))--Mahidol University, 2021
Suggested Citation
Chakrit Amoraseth The effects of static and dynamic core exercise on blood lactate, gas exchange, blood flow, and anaerobic performance in healthy college men. Thesis (M.Sc. (Sports Science))--Mahidol University, 2021. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/114242
Title
The effects of static and dynamic core exercise on blood lactate, gas exchange, blood flow, and anaerobic performance in healthy college men
Alternative Title(s)
ผลของการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเกร็งค้างและเคลื่อนไหวที่มีต่อระดับแลคเตทในเลือด การแลกเปลี่ยนก๊าซ การไหลเวียนเลือดและสมรรถภาพด้านพละกำลังในกลุ่มนักศึกษาชาย
Author(s)
Abstract
Active recovery exercises commonly include dynamic exercises such as running, cycling, and swimming at low intensity. This study focused on the efficiency of dynamic and static core exercises on recovery parameters, indicated by blood lactate, respiratory gas exchange, anaerobic performance. Eleven healthy subjects (N = 11) participated with cross over design. Participants were measured for blood chemistry, cardiac output and respiratory gas exchange for resting baseline. Then Wingate test was performed. All variables were measured after the test for peak values. For fifteen minutes, dynamic, static core exercises, or passive rest were performed. A final measurement was measured before the second Wingate test was performed. The result showed no significant difference among conditions for blood lactate. However, significant difference for respiratory gas exchange variables were observed among the conditions. VE/VCO 2 ratio from passive group was significantly higher than the other groups at 5 and 10 minutes of intervention (p-value<0.05) (passive =41.12±4.58, 44.66±4.73, dynamic =35.84±3.96, 38.36±4.09, Static =37.51±3.72, 37.20±2.43, respectively). This result indirectly indicated higher metabolic acidosis in passive group compared to dynamic and static. However, dynamic and static groups were not different. Also, cardiac output was not different among conditions. Systemic vascular resistance, which indicated peripheral blood flow, was significantly higher in passive group compared to static at 5 min of intervention, and both groups at 10 min of intervention (p-value<0.05) (passive vs. static, 573.17±104.87, 419.11±39.60 dyn⋅s/cm 5 ; passive vs. dynamic and static, 599.48±99.37 vs. 430.82±28.48 and 450.31±38.56 dyn⋅s/cm 5 , respectively). This indicated that peripheral blood flow, which was one of the factors regulating metabolic acidosis, was lower in passive group compared to dynamic and static groups. We concluded that both dynamic and static core exercises could be applied as an active recovery tool by enhancing metabolic acidosis regulation via respiration better than passive rest. IMPLICATION OF THE THESIS. According to the results from respiratory gas exchange and cardiac functions in this experiment, it seemed that physiological response of performing core exercise was last at 5 min of intervention. The use of core exercises, both static and dynamic should not longer than 5 minutes. Otherwise, the active recovery benefit of core exercises would be decreased. However, this finding didn’t include the use of core exercises for other training purposes. Since core exercises training had benefit on performance and injury prevention, performing core exercises at the end of training session may added recovery benefit into the training programs.
การฟื้นฟูร่างกายแบบเคลื่อนไหวหลังออกกำลังกายส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวด้วยระดับความหนักเบา เช่น การวิ่ง ปั่นจักรยานและการว่ายน้ำ การศึกษาในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเกร็งค้าง โดยชี้วัดจากตัวแปรด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ ค่าแลคเตทในเลือด การแลกเปลี่ยนก๊าซ และสมรรถภาพด้านพละกำลัง ผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีสุขภาพแข็งแรง 11 คน เข้าร่วมการศึกษาแบบไขว้กลุ่มทดลอง ผู้เข้าร่วมวิจัยเข้ารับการทดลองสามรอบ สำหรับการทดลองสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มนั่งพัก กลุ่มออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเคลื่อนไหว หรือแบบเกร็งค้าง เมื่อเริ่มการทดลองผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการเก็บค่าเลือด ค่าการแลกเปลี่ยนก๊าซในการหายใจ ค่าการไหลเวียนเลือด จากนั้นทำการทดสอบปั่นจักรยานวัดพละกำลังสูงสุด 30 วินาที เมื่อปั่นเสร็จมีการเก็บค่าตัวแปรอีกรอบ จากนั้นจึงประกอบกิจกรรมทดลองตามกลุ่มที่ได้รับการสุ่มในรอบการทดลองนั้น ได้แก่ นั่งพัก ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเคลื่อนไหว หรือเกร็งค้าง เป็นเวลา 15 นาที เมื่อครบกำหนดผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการวัดค่าต่าง ๆ ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเริ่มทดสอบปั่นจักรยานวัดพละกำลังสูงสุดรอบที่สอง ผลการทดลองพบว่าค่าแลคเตทในเลือดไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยทางสถิติระหว่างกลุ่มทดลองทั้งสามกลุ่ม ค่าการแลกเปลี่ยนก๊าซมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ค่าอัตราส่วนปริมาณการหายใจต่อการขับคาร์บอนไดออกไซด์ (VE/VCO 2 ratio) ในกลุ่มนั่งพักมีค่าสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในนาทีที่ 5 และ 10 ของการออกกำลังกายแกนกล้ามเนื้อแกนกลาง (นั่งพัก =41.12±4.58, 44.66±4.73 เคลื่อนไหว =35.84±3.96, 38.36±4.09 เกร็งค้าง =37.51±3.72, 37.20±2.43 ตามลำดับ) ความแตกต่างนี้ บ่งชี้ถึงค่ากรดในเลือดทางอ้อมที่เพิ่มมากในกลุ่มนั่งพักเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง แต่อย่างไรก็ตามค่า VE/VCO 2 ratio ไม่ได้แตกต่างกันระหว่างกลุ่มออกกำลังกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเคลื่อนไหวหรือเกร็งค้าง นอกจากนี้ค่าการไหวเวียนเลือดออกจากหัวใจ (CO) ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม ชี้ให้เห็นว่ามีเลือดไหลเวียนออกจากหัวใจเท่ากัน แต่อย่างไรก็ตามค่าแรงต้านของหลอดเลือด (SVR) ในกลุ่มนั่งพักมีค่าสูงกว่ากลุ่มเกร็งค้างในช่วงนาทีที่ 5 และสูงกว่าทุกกลุ่มในช่วงนาทีที่ 10 ของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง (p-value<0.05) (นั่งพัก VS เกร็งค้าง, 573.17±104.87–419.11±39.60; นั่งพัก VS เคลื่อนไหวและเกร็งค้าง, 599.48±99.37–430.82±28.48 และ 450.31±38.56 ตามลำดับ) บ่งชี้ให้เห็นว่าการไหลเวียนของเลือดลดลงในกลุ่มนั่งพักเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางทั้งสองแบบ และเป็นไปได้ว่าการลดลงของการไหลเวียนเลือดเป็นส่วนหนึ่งในหลายปัจจัยที่ควบคุมการกำจัดกรดในเลือดผ่านการหายใจ จากการทดลองนี้ สรุปได้ว่า การออกกำลังกายแกนกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเคลื่อนไหวและเกร็งค้างไม่ต่างกัน แต่การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางสามารถใช้เป็นวิธีการหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการออกกำลังกาย โดยช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกำจัดกรดผ่านระบบการหายใจดีกว่าการนั่งพัก การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้ จากข้อมูลการแลกเปลี่ยนก๊าซในการหายใจและการทำงานของหัวใจในการทดลองครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการปรับตัวทางสรีรวิทยาจากการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางนั้นอยู่ในช่วงไม่เกินห้านาที ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเกร็งค้างหรือเคลื่อนไหว ล้วนให้ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามผลการศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้มีการวัดผลลัพธ์ในด้านประสิทธิภาพทางกีฬา และการป้องกันการบาดเจ็บซึ่งเป็นอีกคุณประโยชน์ของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง ดังนั้นการจัดโปรแกรมออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางภายหลังการออกกำลังกายอาจจะช่วยเร่งการฟื้นฟูร่างกายเพื่มเติมจากประโยชน์ด้านประสิทธิภาพการกีฬาและการป้องกันการบาดเจ็บ
การฟื้นฟูร่างกายแบบเคลื่อนไหวหลังออกกำลังกายส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวด้วยระดับความหนักเบา เช่น การวิ่ง ปั่นจักรยานและการว่ายน้ำ การศึกษาในครั้งนี้ มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเกร็งค้าง โดยชี้วัดจากตัวแปรด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย ได้แก่ ค่าแลคเตทในเลือด การแลกเปลี่ยนก๊าซ และสมรรถภาพด้านพละกำลัง ผู้เข้าร่วมวิจัยที่มีสุขภาพแข็งแรง 11 คน เข้าร่วมการศึกษาแบบไขว้กลุ่มทดลอง ผู้เข้าร่วมวิจัยเข้ารับการทดลองสามรอบ สำหรับการทดลองสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มนั่งพัก กลุ่มออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเคลื่อนไหว หรือแบบเกร็งค้าง เมื่อเริ่มการทดลองผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการเก็บค่าเลือด ค่าการแลกเปลี่ยนก๊าซในการหายใจ ค่าการไหลเวียนเลือด จากนั้นทำการทดสอบปั่นจักรยานวัดพละกำลังสูงสุด 30 วินาที เมื่อปั่นเสร็จมีการเก็บค่าตัวแปรอีกรอบ จากนั้นจึงประกอบกิจกรรมทดลองตามกลุ่มที่ได้รับการสุ่มในรอบการทดลองนั้น ได้แก่ นั่งพัก ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเคลื่อนไหว หรือเกร็งค้าง เป็นเวลา 15 นาที เมื่อครบกำหนดผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการวัดค่าต่าง ๆ ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเริ่มทดสอบปั่นจักรยานวัดพละกำลังสูงสุดรอบที่สอง ผลการทดลองพบว่าค่าแลคเตทในเลือดไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยทางสถิติระหว่างกลุ่มทดลองทั้งสามกลุ่ม ค่าการแลกเปลี่ยนก๊าซมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ค่าอัตราส่วนปริมาณการหายใจต่อการขับคาร์บอนไดออกไซด์ (VE/VCO 2 ratio) ในกลุ่มนั่งพักมีค่าสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ ในนาทีที่ 5 และ 10 ของการออกกำลังกายแกนกล้ามเนื้อแกนกลาง (นั่งพัก =41.12±4.58, 44.66±4.73 เคลื่อนไหว =35.84±3.96, 38.36±4.09 เกร็งค้าง =37.51±3.72, 37.20±2.43 ตามลำดับ) ความแตกต่างนี้ บ่งชี้ถึงค่ากรดในเลือดทางอ้อมที่เพิ่มมากในกลุ่มนั่งพักเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง แต่อย่างไรก็ตามค่า VE/VCO 2 ratio ไม่ได้แตกต่างกันระหว่างกลุ่มออกกำลังกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเคลื่อนไหวหรือเกร็งค้าง นอกจากนี้ค่าการไหวเวียนเลือดออกจากหัวใจ (CO) ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม ชี้ให้เห็นว่ามีเลือดไหลเวียนออกจากหัวใจเท่ากัน แต่อย่างไรก็ตามค่าแรงต้านของหลอดเลือด (SVR) ในกลุ่มนั่งพักมีค่าสูงกว่ากลุ่มเกร็งค้างในช่วงนาทีที่ 5 และสูงกว่าทุกกลุ่มในช่วงนาทีที่ 10 ของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง (p-value<0.05) (นั่งพัก VS เกร็งค้าง, 573.17±104.87–419.11±39.60; นั่งพัก VS เคลื่อนไหวและเกร็งค้าง, 599.48±99.37–430.82±28.48 และ 450.31±38.56 ตามลำดับ) บ่งชี้ให้เห็นว่าการไหลเวียนของเลือดลดลงในกลุ่มนั่งพักเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางทั้งสองแบบ และเป็นไปได้ว่าการลดลงของการไหลเวียนเลือดเป็นส่วนหนึ่งในหลายปัจจัยที่ควบคุมการกำจัดกรดในเลือดผ่านการหายใจ จากการทดลองนี้ สรุปได้ว่า การออกกำลังกายแกนกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเคลื่อนไหวและเกร็งค้างไม่ต่างกัน แต่การออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางสามารถใช้เป็นวิธีการหนึ่งในการช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการออกกำลังกาย โดยช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกำจัดกรดผ่านระบบการหายใจดีกว่าการนั่งพัก การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้ จากข้อมูลการแลกเปลี่ยนก๊าซในการหายใจและการทำงานของหัวใจในการทดลองครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการปรับตัวทางสรีรวิทยาจากการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางนั้นอยู่ในช่วงไม่เกินห้านาที ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางแบบเกร็งค้างหรือเคลื่อนไหว ล้วนให้ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามผลการศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้มีการวัดผลลัพธ์ในด้านประสิทธิภาพทางกีฬา และการป้องกันการบาดเจ็บซึ่งเป็นอีกคุณประโยชน์ของการออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลาง ดังนั้นการจัดโปรแกรมออกกำลังกายกล้ามเนื้อแกนกลางภายหลังการออกกำลังกายอาจจะช่วยเร่งการฟื้นฟูร่างกายเพื่มเติมจากประโยชน์ด้านประสิทธิภาพการกีฬาและการป้องกันการบาดเจ็บ
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
College of Sports Science and Technology
Degree Discipline
Sports Science
Degree Grantor(s)
Mahidol University
