Can transformative learning improve empathy in fourth-year medical students?
1
Issued Date
2021
Copyright Date
2021
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xiv, 124 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Health Science Education))--Mahidol University, 2021
Suggested Citation
Chayut Wonglertwisawakorn Can transformative learning improve empathy in fourth-year medical students?. Thesis (M.Sc. (Health Science Education))--Mahidol University, 2021. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/116890
Title
Can transformative learning improve empathy in fourth-year medical students?
Alternative Title(s)
การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงสามารถเพิ่มระดับความเห็นอกเห็นใจในนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ได้หรือไม่?
Author(s)
Abstract
Empathy is an essential skill in a physician; however, empathy levels often decline across the medical curriculum. This research explored the effectiveness of a unique transformative learning workshop to increase empathy levels in fourth-year medical students. The research questions were: 1) Does the empathy level of medical students improve after participating in the transformative learning workshop? 2) Is the empathy level of medical students in the group that participates in the transformative learning workshop significantly higher than those in the group that does not? and 3) Is the improvement in empathy level in the intervention group sustained for at least one month? Voluntary participants consisted of 74 fourth-year medical students from the Faculty of Medicine, Vajira Hospital, with 37 students in each group. The control group received standard workshops, while the intervention group received both standard and transformative learning workshops. The instrument for empathy measurement was the Jefferson Scale of Empathy (JSE) Student Version. Data were collected three times: before the intervention, immediately after the intervention, and one month later. Results showed no significant differences regarding gender or grade point average between the two groups, and pretest JSE scores did not significantly differ. After the transformative workshop, the immediate posttest JSE scores were significantly higher than the pretest scores in the intervention group (t(35) = 2.59, p = 0.014). The mean difference between immediate posttest and pretest JSE scores was significantly higher in the intervention group than in the control group (t(68) = 3.37, p = 0.001). Furthermore, there was no significant difference between the immediate posttest and delayed posttest JSE scores in the intervention group (t(35) = 0.49, p = 0.63). In conclusion, the transformative learning workshop significantly enhanced empathy and appeared to sustain that increase for at least one month in fourth-year medical students. Implication of Thesis: The pattern and sequence of this transformative learning workshop can be applied to increase empathy for medical and other healthcare professional students; additionally, this conceptual framework of transformative learning can be redesigned for improving other non-technical skills necessary for healthcare providers.
การร่วมรู้สึกเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับแพทย์ ระดับการร่วมรู้สึกมีแนวโน้มลดลงตามระยะเวลาการเรียนในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต งานวิจัยนี้จะศึกษาว่ารูปแบบของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงที่ออกแบบโดยผู้วิจัยจะสามารถเพิ่มระดับการร่วมรู้สึกในนักศึกษาแพทย์ปี 4 ได้จริงหรือไม่ คำถามวิจัยมี 3 คำถามคือ 1) ระดับการร่วมรู้สึกของนักศึกษาแพทย์จะเพิ่มขึ้นหลังจากเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ 2) ระดับการร่วมรู้สึกของนักศึกษาแพทย์ในกลุ่มทดลองมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ และ 3) การเพิ่มขึ้นของระดับการร่วมรู้สึกจะสามารถคงอยู่อย่างน้อย 1 เดือนได้หรือไม่ กลุ่มอาสาสมัครที่ยินยอมเข้าร่วมการวิจัยคือนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ของคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล จำนวน 74 คน โดยแต่ละกลุ่มมีนักศึกษาแพทย์จำนวน 37 คน (กลุ่มควบคุมได้รับการเรียนแบบมาตรฐาน และกลุ่มทดลองได้รับการเรียนแบบมาตรฐานและการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลง) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้คือแบบวัดระดับการร่วมรู้สึกเจฟเฟอร์สัน สำหรับนักศึกษาแพทย์ ฉบับภาษาไทย ผู้วิจัยเก็บข้อมูล 3 ครั้ง คือ ก่อนเริ่มการทดลอง, ภายหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงทันที และหลังจากนั้น 1 เดือน ผลการศึกษาไม่พบความแตกต่างในปัจจัยด้านเพศและเกรดเฉลี่ยในทั้ง 2 กลุ่ม ระดับการร่วมรู้สึกก่อนร่วมกิจกรรมของทั้ง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ระดับการร่วมรู้สึกทันทีหลังร่วมกิจกรรมมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มทดลอง (t(35) = 2.59, p = 0.014) และผลต่างระหว่างระดับการร่วมรู้สึกก่อนร่วมกิจกรรมกับทันทีหลังร่วมกิจกรรมมีการเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(68) = 3.37, p = 0.001) และไม่พบความแตกต่างของการวัดระดับการร่วมรู้สึกทันทีหลังร่วมกิจกรรมกับหลังร่วมกิจกรรม 1 เดือน ในกลุ่มทดลอง (t(35) = 0.49, p = 0.63) โดยสรุปการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงสามารถเพิ่มระดับการร่วมรู้สึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและอาจมีผลที่ทำให้ระดับการร่วมรู้สึกที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน ในนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: รูปแบบและลำดับของการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงในงานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์เพื่อเพิ่มระดับการร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาแพทย์หรือนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพสาขาอื่นๆ ได้ และกรอบแนวคิดงานวิจัยเรื่องการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถถูกนำไปออกแบบใหม่เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ชีวิต และสังคมอื่นๆ ที่มีความสำคัญสำหรับบุคลากรทางสาธารณสุข
การร่วมรู้สึกเป็นทักษะที่สำคัญสำหรับแพทย์ ระดับการร่วมรู้สึกมีแนวโน้มลดลงตามระยะเวลาการเรียนในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต งานวิจัยนี้จะศึกษาว่ารูปแบบของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงที่ออกแบบโดยผู้วิจัยจะสามารถเพิ่มระดับการร่วมรู้สึกในนักศึกษาแพทย์ปี 4 ได้จริงหรือไม่ คำถามวิจัยมี 3 คำถามคือ 1) ระดับการร่วมรู้สึกของนักศึกษาแพทย์จะเพิ่มขึ้นหลังจากเข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ 2) ระดับการร่วมรู้สึกของนักศึกษาแพทย์ในกลุ่มทดลองมีค่าสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ และ 3) การเพิ่มขึ้นของระดับการร่วมรู้สึกจะสามารถคงอยู่อย่างน้อย 1 เดือนได้หรือไม่ กลุ่มอาสาสมัครที่ยินยอมเข้าร่วมการวิจัยคือนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ของคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล จำนวน 74 คน โดยแต่ละกลุ่มมีนักศึกษาแพทย์จำนวน 37 คน (กลุ่มควบคุมได้รับการเรียนแบบมาตรฐาน และกลุ่มทดลองได้รับการเรียนแบบมาตรฐานและการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลง) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้คือแบบวัดระดับการร่วมรู้สึกเจฟเฟอร์สัน สำหรับนักศึกษาแพทย์ ฉบับภาษาไทย ผู้วิจัยเก็บข้อมูล 3 ครั้ง คือ ก่อนเริ่มการทดลอง, ภายหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงทันที และหลังจากนั้น 1 เดือน ผลการศึกษาไม่พบความแตกต่างในปัจจัยด้านเพศและเกรดเฉลี่ยในทั้ง 2 กลุ่ม ระดับการร่วมรู้สึกก่อนร่วมกิจกรรมของทั้ง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ระดับการร่วมรู้สึกทันทีหลังร่วมกิจกรรมมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มทดลอง (t(35) = 2.59, p = 0.014) และผลต่างระหว่างระดับการร่วมรู้สึกก่อนร่วมกิจกรรมกับทันทีหลังร่วมกิจกรรมมีการเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t(68) = 3.37, p = 0.001) และไม่พบความแตกต่างของการวัดระดับการร่วมรู้สึกทันทีหลังร่วมกิจกรรมกับหลังร่วมกิจกรรม 1 เดือน ในกลุ่มทดลอง (t(35) = 0.49, p = 0.63) โดยสรุปการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงสามารถเพิ่มระดับการร่วมรู้สึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและอาจมีผลที่ทำให้ระดับการร่วมรู้สึกที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือน ในนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: รูปแบบและลำดับของการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเปลี่ยนแปลงในงานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์เพื่อเพิ่มระดับการร่วมรู้สึกสำหรับนักศึกษาแพทย์หรือนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพสาขาอื่นๆ ได้ และกรอบแนวคิดงานวิจัยเรื่องการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงนี้สามารถถูกนำไปออกแบบใหม่เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ชีวิต และสังคมอื่นๆ ที่มีความสำคัญสำหรับบุคลากรทางสาธารณสุข
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
Degree Discipline
Health Science Education
Degree Grantor(s)
Mahidol University
