กรณีศึกษาผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรงบนฐานเพศสภาวะ สู่การเป็นผู้รณรงค์ผ่านสื่อสังคม
| dc.contributor.advisor | ดวงหทัย บูรณเจริญกิจ | |
| dc.contributor.advisor | วัชรฤทัย บุญธินันท์ | |
| dc.contributor.author | พรรัตน์ วชิราชัย | |
| dc.date.accessioned | 2026-02-06T07:51:12Z | |
| dc.date.available | 2026-02-06T07:51:12Z | |
| dc.date.copyright | 2564 | |
| dc.date.created | 2569 | |
| dc.date.issued | 2564 | |
| dc.description.abstract | ผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรงบนฐานเพศต้องจำทนอยู่ในความเงียบเสมอ เพราะการตีตราจากวัฒนธรรมการข่มขืน (Rape culture) ปรากฏการณ์ #MeToo เมื่อ พ.ศ. 2560 ในสหรัฐอเมริกา ปลุกเหยื่อที่ถูกคุกคามทางเพศออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในสื่อสังคม (Social media) ในขณะเดียวกันที่ประเทศไทยเริ่มมีผู้หญิงจำนวนหนึ่งเปิดเผยตนเองและเล่าความรุนแรงที่เคยประสบผ่านสื่อสังคมและต่อมากลายเป็นผู้รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง งานวิจัยนี้สำรวจปัจจัยที่ทำให้ผู้ถูกกระทำเปลี่ยนมาเป็นผู้รณรงค์ โดยใช้มุมมองเพศภาวะ (Gender perspectives) กรอบแนวคิดเรื่องอำนาจทับซ้อน (Intersectionality) และแหล่งอำนาจ (Sources of power) มาวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกรณีศึกษาผู้หญิง 7 คนที่ใช้สื่อสังคมเป็นพื้นที่รณรงค์ในช่วง พ.ศ. 2559-2562 ประกอบกับข้อมูลจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง 5 แห่ง และเนื้อหาโพสต์ในสื่อสังคมของกรณีศึกษา ผลการศึกษาพบว่าวัฒนธรรมการข่มขืนนั้นเกิดขึ้นในชีวิตทั้งก่อนและหลังการรณรงค์ การทำลายความเงียบได้ต้องต่อสู้กับอำนาจทับซ้อนในหลายมิติ ได้แก่ มิติเพศสภาวะ เศรษฐกิจ ความพิการ และอายุ การศึกษานี้พบว่าแหล่งอำนาจสำคัญที่ทำให้กรณีศึกษาเป็นผู้รณรงค์ได้ ได้แก่ อำนาจภายใน อำนาจภายนอกระดับปัจเจกและระดับองค์กร เสริมด้วยปัจจัยอันเกิดจากพลวัตของสังคม การเมือง และสื่อสังคม ในระดับประเทศและโลกหลอมรวมเป็นปัจจัยให้เหยื่อกลายเป็นผู้รณรงค์ | |
| dc.description.abstract | The victims of gender-based violence must always surrender speechless regarding the stigmatization of rape culture. #MeToo is a social movement thatemerged in the United States. The victims of sexual harassment raise this issueworldwide by exposing their experience of sexual violence and calling out throughsocial media. In the case of Thailand, several women opened their subject then sharedtheir narrative through social media, and turned to be activists to terminate this kind ofwomen violence. This research aims to explore the supportive factors which transformed the vic | |
| dc.format.mimetype | application/pdf | |
| dc.identifier.uri | https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/114286 | |
| dc.language.iso | tha | |
| dc.publisher | มหาวิทยาลัยมหิดล | |
| dc.rights | ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า | |
| dc.rights.holder | มหาวิทยาลัยมหิดล | |
| dc.subject | ความรุนแรงต่อสตรี -- ไทย | |
| dc.subject | การข่มขืน -- ไทย | |
| dc.title | กรณีศึกษาผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรงบนฐานเพศสภาวะ สู่การเป็นผู้รณรงค์ผ่านสื่อสังคม | |
| dc.title.alternative | A study of victims of gender-based violence among female victims becoming campaigners through social media | |
| dc.type | Master Thesis | |
| dcterms.accessRights | open access | |
| thesis.degree.department | สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา | |
| thesis.degree.discipline | สิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา | |
| thesis.degree.grantor | มหาวิทยาลัยมหิดล | |
| thesis.degree.level | Master's degree | |
| thesis.degree.name | ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต |
