Public policy advocacy from below: a comparative study of the people's movement and the labor movement in Thailand
2
Issued Date
2020
Copyright Date
2020
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
x, 501 leaves
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (D.P.A. (Public Policy and Public Management))--Mahidol University, 2020)
Suggested Citation
Chanakan Phundeamvong Public policy advocacy from below: a comparative study of the people's movement and the labor movement in Thailand. Thesis (D.P.A. (Public Policy and Public Management))--Mahidol University, 2020). Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/113867
Title
Public policy advocacy from below: a comparative study of the people's movement and the labor movement in Thailand
Alternative Title(s)
การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากฐานล่าง: ศึกษาเปรียบเทียบขบวนการประชาชนและขบวนการแรงงานในประเทศไทย
Author(s)
Abstract
The purposes of this research are to study: 1) the origins of both the people’s movement, as represented by People’s Movement for a Just Society (P-Move), and the labor movement, as represented by the Thai Labour Solidarity Committee, as well as the public policy advocacy of the two movements; 2) analyze the various factors that lead to success and failure; 3) the effects of the public policy advocacy, both on Thai society and on the movements themselves; 4) compare and identify the similarities and differences in the public policy advocacy of the two movements; and 5) synthesize public policy advocacy lessons from the two movements, and recommend ideas that are beneficial for policy science and approaches to public policy advocacy from below. This study uses qualitative research methodology, employing interpretative analysis and a process of data analysis of primary documents and secondary documents. Moreover, the researcher also carried out field work research by conducting in-depth interviews with 51 primary informants and two focus group discussions with a total of 18 participants. In addition, the researcher engaged in non-participatory observation of the activities of both movements. The research results found that People’s Movement for a Just Society has implemented public policy advocacy from below from 2011 until the present, and this public policy advocacy was developed from the problems of production land and resources. For another comparable movement, the Thai Labour Solidarity Committee has implemented public policy advocacy from below from 2001 until the present, and this public policy advocacy was developed from the problems of labor. Both movements have proposed new policies, advocated for policy enforcement, as well as the amendment of previously announced public policies that have had a negative impact or are obstacles to the resolution of people’s and workers’ problems. Factors that have led to the success or failure of the two movements’ public policy advocacy consisted of external factors to the movements, namely the attitudes and ideology of the state, civil servants, and capitalists, which have had an impact on policy formulation, and factors internal to the movements, namely movement strength/unity in mobilizing, resources, and public communication in which the two movements have been involved. The public policy advocacy from below of the two movements has caused policy change and elicited various kinds of responses from the government, some of which are similar and some of which are different. Furthermore, it has had an effect on the internal development of the two movements themselves, as well as having a positive impact on society in public spaces, too. The important learning from the two movements’ public policy advocacy that should be taken into consideration for the future is that it is essential to build up both movements into movements that mobilize to strengthen the country’s democratic system, along with advocating for public policy by movements of the people and workers from below, which really can be done.
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเป็นมาของขบวนการประชาชน คือ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) และขบวนการแรงงาน คือ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของขบวนการทั้งสอง 2) วิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความสำเร็จและความล้มเหลว 3) ผลที่เกิดขึ้นของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งที่มีต่อสังคมไทย และต่อขบวนการของตนเอง 4) เปรียบเทียบให้เห็นถึงความคล้ายคลึงและความแตกต่างในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระหว่างขบวนการทั้งสอง และ 5) สังเคราะห์บทเรียนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของทั้งสองขบวนการและเสนอแนะแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อนโยบายศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากเบื้องล่าง งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์ในเชิงตีความ (interpretative research) และใช้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น (primary document) และเอกสารชั้นรอง (secondary document) และทำการวิจัยภาคสนาม (Field work research) ด้วยการทำการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักรวมจำนวน 51 คนและจัดให้มีการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จำนวน 2 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 18 คน รวมทั้งเข้าไปสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participatory observation) ในการทำกิจกรรมของทั้งสองขบวนการ ผลการศึกษาพบว่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากข้างล่างซึ่งพัฒนามาจากปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและทรัพยากรตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากข้างล่างซึ่งพัฒนามาจากปัญหาเรื่องแรงงานตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบันโดยขบวนการทั้งสองได้เสนอทั้งที่เป็นนโยบายใหม่และขับเคลื่อนให้มีการบังคับใช้ และนโยบายสาธารณะที่มีการประกาศใช้อยู่แล้วและมีผลกระทบทางลบหรือเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของทั้งสองขบวนการในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะประกอบไปด้วยปัจจัยทั้งภายนอกขบวนการได้แก่ทัศนคติอุดมการณ์ของรัฐ ข้าราชการ และกลุ่มทุนที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายและปัจจัยภายในของขบวนการได้แก่ ความเข้มแข็งของขบวนการ/เอกภาพในการเคลื่อนไหว ทรัพยากร และการสื่อสารกับสาธารณะที่ทั้งสองขบวนการได้เข้าไปเกี่ยวข้อง การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากฐานล่างของทั้งสองขบวนการนั้น ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย และการตอบสนองจากรัฐบาลในลักษณะต่าง ๆ ทั้งที่คล้ายคลึงและแตกต่างกัน และเป็นผลต่อการพัฒนาภายในขบวนการทั้งสอง รวมทั้งส่งผลในทางบวกต่อสังคมในพื้นที่สาธารณะร่วมด้วย การเรียนรู้ที่สำคัญของทั้งสองขบวนการในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ควรพิจารณาดำเนินการในอนาคตคือการจำเป็นต้องสร้างขบวนการทั้งสองให้เป็นขบวนการขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยในประเทศควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากขบวนการของประชาชนฐานล่างที่สามารถปฏิบัติได้จริง
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความเป็นมาของขบวนการประชาชน คือ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) และขบวนการแรงงาน คือ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของขบวนการทั้งสอง 2) วิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่นำไปสู่ความสำเร็จและความล้มเหลว 3) ผลที่เกิดขึ้นของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งที่มีต่อสังคมไทย และต่อขบวนการของตนเอง 4) เปรียบเทียบให้เห็นถึงความคล้ายคลึงและความแตกต่างในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระหว่างขบวนการทั้งสอง และ 5) สังเคราะห์บทเรียนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของทั้งสองขบวนการและเสนอแนะแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อนโยบายศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากเบื้องล่าง งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์ในเชิงตีความ (interpretative research) และใช้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น (primary document) และเอกสารชั้นรอง (secondary document) และทำการวิจัยภาคสนาม (Field work research) ด้วยการทำการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลหลักรวมจำนวน 51 คนและจัดให้มีการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จำนวน 2 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 18 คน รวมทั้งเข้าไปสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Non-participatory observation) ในการทำกิจกรรมของทั้งสองขบวนการ ผลการศึกษาพบว่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากข้างล่างซึ่งพัฒนามาจากปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและทรัพยากรตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากข้างล่างซึ่งพัฒนามาจากปัญหาเรื่องแรงงานตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบันโดยขบวนการทั้งสองได้เสนอทั้งที่เป็นนโยบายใหม่และขับเคลื่อนให้มีการบังคับใช้ และนโยบายสาธารณะที่มีการประกาศใช้อยู่แล้วและมีผลกระทบทางลบหรือเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของทั้งสองขบวนการในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะประกอบไปด้วยปัจจัยทั้งภายนอกขบวนการได้แก่ทัศนคติอุดมการณ์ของรัฐ ข้าราชการ และกลุ่มทุนที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายและปัจจัยภายในของขบวนการได้แก่ ความเข้มแข็งของขบวนการ/เอกภาพในการเคลื่อนไหว ทรัพยากร และการสื่อสารกับสาธารณะที่ทั้งสองขบวนการได้เข้าไปเกี่ยวข้อง การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากฐานล่างของทั้งสองขบวนการนั้น ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย และการตอบสนองจากรัฐบาลในลักษณะต่าง ๆ ทั้งที่คล้ายคลึงและแตกต่างกัน และเป็นผลต่อการพัฒนาภายในขบวนการทั้งสอง รวมทั้งส่งผลในทางบวกต่อสังคมในพื้นที่สาธารณะร่วมด้วย การเรียนรู้ที่สำคัญของทั้งสองขบวนการในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ควรพิจารณาดำเนินการในอนาคตคือการจำเป็นต้องสร้างขบวนการทั้งสองให้เป็นขบวนการขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตยในประเทศควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจากขบวนการของประชาชนฐานล่างที่สามารถปฏิบัติได้จริง
Degree Name
Doctor of Public Administration
Degree Level
Doctoral degree
Degree Department
Faculty of Social Sciences and Humanities
Degree Discipline
Public Policy and Public Management
Degree Grantor(s)
Mahidol University
