Nutritional status and emotional quotient of school-age students in boarding school
2
Issued Date
2021
Copyright Date
2021
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xvii, 124 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Nutrition))--Mahidol University, 2021
Suggested Citation
Sivaporn Tantikalchan Nutritional status and emotional quotient of school-age students in boarding school. Thesis (M.Sc. (Nutrition))--Mahidol University, 2021. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/114254
Title
Nutritional status and emotional quotient of school-age students in boarding school
Alternative Title(s)
ภาวะโภชนาการกับความฉลาดทางอารมณ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนประจำ
Author(s)
Abstract
This research was studied to determine the relationship among nutritional status, emotional quotient (EQ), and academic performance in 79 grade 7th students, aged 11-15 years at Princess Chulabhorn Science High School Chiang Rai (PCSHSCR), a secondary boarding school. This research was conducted for one academic year. Participants were assessed by nutritional parameters which were measured every 16 weeks consisted of body composition and blood biochemistry including hemoglobin, plasma glucose, uric acid, total cholesterol, HDL-C, LDL–C, and triglycerides levels. Dietary intake was assessed by using 24-hour dietary record (3 days/week) along with records of physical activities throughout the study. The academic performance was assessed by using grade point averages (GPA) and raw scores for each course from both semesters. Also, the EQ and stress assessments of the students were assessed using a questionnaire created by the Department of Mental Health, Ministry of Public Health, followed up and evaluated students for 4 times including at the beginning of semester 1, the end of semester 1, at the beginning of semester 2, and the end of semester 2. The results showed that at the beginning of semester 1, 1.3% of the students were underweight, 19.0% were at risk of overweight and 16.5% were overweight. When based on %body fat is the best parameter to classify obesity, it was found that 15.2% of the students were obese, 8.9% of the students were anemia, 16.4% had hyperuricemia, 2.5% had hypertriglyceridemia, and 1.3% had high LDL-C. 10 students had low EQ, 41 students had normal EQ, and 28 students had high EQ. In addition, the students' EQ assessment by teachers and parents showed that teachers’ and students’ assessments of EQ were similar, but most of the parents’ assessments determined that the students had normal EQ. After the students had lived in the boarding school for one academic year and were taught nutrition education every 16 weeks, it was found that their nutritional status was improved. 17.7% of the students had decreased EQ levels due to the increase in the students' body weight and %body fat which affected their self-esteem scores. 63.3% of the students maintained EQ level. 27 students had improved EQ scores due to good school adaptation and having good interpersonal relationships with peers and teachers. 23 students had lower EQ scores due to anxiety about studying. 19.0% of students had improved EQ because the students were able to adapt well in school, had good academic performance, and had normal nutritional status. Overall, students had improved EQ levels, which showed that students understood their emotions well. In addition, the overall school teaching and learning system and environment were well organized, as well as promoted learning and improved better nutrition for the students. This went in the same direction as the assessment by parents and teachers. On parents and teachers perspective found that students were able to adapt themselves well, had better interpersonal relationships, and was more responsible when they lived in boarding school. Obesity had also been found to have an effect on students' EQ scores in self-esteem. Furthermore, all students who had recovered from anemia had improved EQ scores. Moreover, this study also found a negative relationship between EQ and stress (r=−0.668), and a positive relationship between EQ and academic performance. Students with high EQ did not experience severe stress. They also had higher course scores and overall GPA than students with normal and low EQ. In conclusion, obesity affected the EQ score in self-esteem. Students with improved nutritional status had higher EQ and good academic performance. This study will be the starting point for schools to realize the importance of good nutritional status and health promotion. It can help students to improve their EQ and intelligence at the same time, and also guide students to understand and recognize their emotions, which will be useful to help them adapt and live happily in boarding school.
งานวิจัยนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโภชนาการ ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional quotient : EQ) และประสิทธิผลทางการเรียนในนักเรียน (นร.)ประจำ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อายุ 11−15 ปี จำนวน 79 คน ที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย โดยมีระยะเวลาการศึกษา 1 ปีการศึกษา ซึ่งจะประเมินตามมาตรการทางด้านโภชนาการทุก 16 สัปดาห์ ได้แก่ องค์ประกอบร่างกาย ระดับค่าต่างๆ ในเลือด ได้แก่ ฮีโมโกลบิน น้ำตาล กรดยูริก โคเลสเตอรอลรวม เอชดีแอล-โคเลสเตอรอล แอลดีแอล-โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ บันทึกการบริโภคอาหารในรอบ 24 ชั่วโมง 3 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับบันทึกกิจกรรมทางกาย ตลอดการศึกษา ประสิทธิผลทางการเรียน ใช้เกรดเฉลี่ยและคะแนนดิบรายวิชาของทั้ง 2 ภาคการศึกษา และ การประเมิน EQ และความเครียดของ นร. จะใช้แบบสอบถามของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยติดตามและประเมินผล 4 ครั้ง ในช่วงต้นภาคเรียนที่ 1 ก่อนปิดภาคเรียนที่ 1 ช่วงต้นภาคเรียนที่ 2 และ ก่อนปิดภาคเรียนที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า ช่วงต้นภาคเรียนที่ 1 นร. มีภาวะผอมร้อยละ 1.3 เสี่ยงต่อน้ำหนักเกินร้อยละ 19.0 และ น้ำหนักเกินร้อยละ 16.5 และเมื่อตัดสินด้วยร้อยละของเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ภาวะอ้วนได้ดีกว่า พบว่า นร. มีภาวะอ้วนร้อยละ 15.2 พบ นร. มีภาวะโลหิตจางร้อยละ 8.9 กรดยูริกสูงร้อยละ 16.4 ไตรกลีเซอไรด์สูงร้อยละ 2.5 และแอลดีแอล-โคเลสเตอรอลในเลือดสูงร้อยละ 1.3 นร. มีระดับ EQ ต่ำ 10 คน EQ ปกติ 41 คน และ EQ สูง 28 คน นอกจากนี้ การประเมิน EQ ของ นร. โดยครู พบว่า ครูและ นร. ประเมินระดับ EQ ของ นร. ออกมาได้ใกล้เคียงกัน แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะให้ นร. มี EQ อยู่ในระดับปกติ เมื่อ นร. อยู่ในโรงเรียนประจำ เป็นระยะเวลา 1 ปีการศึกษา และได้รับคำแนะนำจากการให้โภชนศึกษาทุกๆ 16 สัปดาห์ พบว่า นร. มีภาวะโภชนาการดีขึ้น และ นร. ร้อยละ 17.7 มีระดับ EQ ลดลง สาเหตุมาจาก นร. มีน้ำหนักตัวและร้อยละของเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคะแนนความภาคภูมิใจในตนเอง นร. ร้อยละ 63.3 มีระดับ EQ เท่าเดิม 27 คน มีคะแนน EQ ดีขึ้น เนื่องจาก มีการปรับตัวในโรงเรียนได้ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับเพื่อนและครู 23 คน มีคะแนน EQ ลดลง เนื่องจาก กังวลเกี่ยวกับการเรียน และ นร. ร้อยละ 19.0 มีระดับ EQ สูงขึ้น เนื่องจาก นร. สามารถปรับตัวอยู่ในโรงเรียนได้ดี มีผลการเรียนอยู่ในระดับดี และภาวะโภชนาการอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งโดยภาพรวม นร. มีระดับ EQ สูงขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่า นร. เข้าใจอารมณ์ของตัวเองได้ดี บวกกับในภาพรวมของโรงเรียนมีการจัดการระบบการเรียนการสอนและสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ และปรับปรุงภาวะโภชนาการให้กับ นร. ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับการประเมินของครู และผู้ปกครองประเมิน เห็นว่า นร. มีมนุษยสัมพันดีขึ้น และมีความรับผิดชอบมากขึ้นเมื่ออยู่ในโรงเรียนประจำ ทั้งนี้ยังพบ ภาวะอ้วนมีผลต่อคะแนน EQ ในด้านความภาคภูมิใจในตนเองของ นร. และ นร. ที่หายจากโลหิตจางมีคะแนน EQ ดีขึ้นทุกคน นอกจากนี้พบความสัมพันธ์เชิงลบระหว่าง EQ กับความเครียด (r=−0.668) และความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง EQ กับเกรดเฉลี่ยรวม (r=0.298) โดย นร. ที่มี EQ สูงจะมีความเครียดไม่รุนแรง และมีคะแนนรายวิชาและเกรดเฉลี่ยรวมสูงกว่า นร. ที่มี EQ ปกติและ EQ ต่ำ สรุปผลการวิจัย ภาวะอ้วนจะส่งผลต่อคะแนน EQ ในด้านความภาคภูมิใจในตนเอง นร. ที่มีภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น จะมี EQ สูงขึ้น รวมไปถึงมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งการศึกษานี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้โรงเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพของ นร. ให้มีภาวะโภชนาการที่ดี อารมณ์ดี และมีผลการเรียนที่ดีไปพร้อมๆ กัน และ ยังเป็นแนวทางให้กับ นร. เข้าใจและรับรู้อารมณ์ของตนเอง ซึ่งจะสามารถปรับตัวให้ นร. ใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำได้อย่างมีความสุข
งานวิจัยนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะโภชนาการ ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional quotient : EQ) และประสิทธิผลทางการเรียนในนักเรียน (นร.)ประจำ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อายุ 11−15 ปี จำนวน 79 คน ที่โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย เชียงราย โดยมีระยะเวลาการศึกษา 1 ปีการศึกษา ซึ่งจะประเมินตามมาตรการทางด้านโภชนาการทุก 16 สัปดาห์ ได้แก่ องค์ประกอบร่างกาย ระดับค่าต่างๆ ในเลือด ได้แก่ ฮีโมโกลบิน น้ำตาล กรดยูริก โคเลสเตอรอลรวม เอชดีแอล-โคเลสเตอรอล แอลดีแอล-โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ บันทึกการบริโภคอาหารในรอบ 24 ชั่วโมง 3 วันต่อสัปดาห์ ควบคู่กับบันทึกกิจกรรมทางกาย ตลอดการศึกษา ประสิทธิผลทางการเรียน ใช้เกรดเฉลี่ยและคะแนนดิบรายวิชาของทั้ง 2 ภาคการศึกษา และ การประเมิน EQ และความเครียดของ นร. จะใช้แบบสอบถามของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยติดตามและประเมินผล 4 ครั้ง ในช่วงต้นภาคเรียนที่ 1 ก่อนปิดภาคเรียนที่ 1 ช่วงต้นภาคเรียนที่ 2 และ ก่อนปิดภาคเรียนที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า ช่วงต้นภาคเรียนที่ 1 นร. มีภาวะผอมร้อยละ 1.3 เสี่ยงต่อน้ำหนักเกินร้อยละ 19.0 และ น้ำหนักเกินร้อยละ 16.5 และเมื่อตัดสินด้วยร้อยละของเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ภาวะอ้วนได้ดีกว่า พบว่า นร. มีภาวะอ้วนร้อยละ 15.2 พบ นร. มีภาวะโลหิตจางร้อยละ 8.9 กรดยูริกสูงร้อยละ 16.4 ไตรกลีเซอไรด์สูงร้อยละ 2.5 และแอลดีแอล-โคเลสเตอรอลในเลือดสูงร้อยละ 1.3 นร. มีระดับ EQ ต่ำ 10 คน EQ ปกติ 41 คน และ EQ สูง 28 คน นอกจากนี้ การประเมิน EQ ของ นร. โดยครู พบว่า ครูและ นร. ประเมินระดับ EQ ของ นร. ออกมาได้ใกล้เคียงกัน แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะให้ นร. มี EQ อยู่ในระดับปกติ เมื่อ นร. อยู่ในโรงเรียนประจำ เป็นระยะเวลา 1 ปีการศึกษา และได้รับคำแนะนำจากการให้โภชนศึกษาทุกๆ 16 สัปดาห์ พบว่า นร. มีภาวะโภชนาการดีขึ้น และ นร. ร้อยละ 17.7 มีระดับ EQ ลดลง สาเหตุมาจาก นร. มีน้ำหนักตัวและร้อยละของเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคะแนนความภาคภูมิใจในตนเอง นร. ร้อยละ 63.3 มีระดับ EQ เท่าเดิม 27 คน มีคะแนน EQ ดีขึ้น เนื่องจาก มีการปรับตัวในโรงเรียนได้ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ดีกับเพื่อนและครู 23 คน มีคะแนน EQ ลดลง เนื่องจาก กังวลเกี่ยวกับการเรียน และ นร. ร้อยละ 19.0 มีระดับ EQ สูงขึ้น เนื่องจาก นร. สามารถปรับตัวอยู่ในโรงเรียนได้ดี มีผลการเรียนอยู่ในระดับดี และภาวะโภชนาการอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งโดยภาพรวม นร. มีระดับ EQ สูงขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่า นร. เข้าใจอารมณ์ของตัวเองได้ดี บวกกับในภาพรวมของโรงเรียนมีการจัดการระบบการเรียนการสอนและสภาพแวดล้อมต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ และปรับปรุงภาวะโภชนาการให้กับ นร. ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันกับการประเมินของครู และผู้ปกครองประเมิน เห็นว่า นร. มีมนุษยสัมพันดีขึ้น และมีความรับผิดชอบมากขึ้นเมื่ออยู่ในโรงเรียนประจำ ทั้งนี้ยังพบ ภาวะอ้วนมีผลต่อคะแนน EQ ในด้านความภาคภูมิใจในตนเองของ นร. และ นร. ที่หายจากโลหิตจางมีคะแนน EQ ดีขึ้นทุกคน นอกจากนี้พบความสัมพันธ์เชิงลบระหว่าง EQ กับความเครียด (r=−0.668) และความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่าง EQ กับเกรดเฉลี่ยรวม (r=0.298) โดย นร. ที่มี EQ สูงจะมีความเครียดไม่รุนแรง และมีคะแนนรายวิชาและเกรดเฉลี่ยรวมสูงกว่า นร. ที่มี EQ ปกติและ EQ ต่ำ สรุปผลการวิจัย ภาวะอ้วนจะส่งผลต่อคะแนน EQ ในด้านความภาคภูมิใจในตนเอง นร. ที่มีภาวะโภชนาการที่ดีขึ้น จะมี EQ สูงขึ้น รวมไปถึงมีผลการเรียนที่ดี ซึ่งการศึกษานี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้โรงเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมสุขภาพของ นร. ให้มีภาวะโภชนาการที่ดี อารมณ์ดี และมีผลการเรียนที่ดีไปพร้อมๆ กัน และ ยังเป็นแนวทางให้กับ นร. เข้าใจและรับรู้อารมณ์ของตนเอง ซึ่งจะสามารถปรับตัวให้ นร. ใช้ชีวิตในโรงเรียนประจำได้อย่างมีความสุข
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital
Degree Discipline
Nutrition
Degree Grantor(s)
Mahidol University
