Assessment of reduction of air pollutant emissions from road transportation in the Bangkok metropolitan region during the Coronavirus disease 2019 (Covid-19) lockdown
2
Issued Date
2022
Copyright Date
2022
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xvi, 214 leaves
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Technology of Environmental Management))--Mahidol University, 2022)
Suggested Citation
Chompunut Rungrattawatchai Assessment of reduction of air pollutant emissions from road transportation in the Bangkok metropolitan region during the Coronavirus disease 2019 (Covid-19) lockdown. Thesis (M.Sc. (Technology of Environmental Management))--Mahidol University, 2022). Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/113876
Title
Assessment of reduction of air pollutant emissions from road transportation in the Bangkok metropolitan region during the Coronavirus disease 2019 (Covid-19) lockdown
Alternative Title(s)
การประเมินการลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากการขนส่งทางถนนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงที่มีการล็อกดาวน์เนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
Author(s)
Abstract
This study aimed to assess air pollution emissions from road transport in the Bangkok Metropolitan Region (BMR) from 2018 to 2021 and estimated the effectiveness of PM2.5 reduction during the COVID-19 lockdown. The emissions were calculated by using the specific-area data and the related on-road activity data together with the emission factors from EMEP/EEA and GAINS-Asia. The results showed different trends in the amount of emission of each air pollutant from 2018 to 2021. This study found the number of emissions over the BMR area in the year 2018-2021 (and the trend during the period from 2018-2021) is approximately 22.6-22.2Mt of CO2(-1.7%), 210.4-197.2kt of CO(-6.3%), 31.4-27.7kt of NMVOC(-11.6%), 0.8-0.7kt of NH3(-21.5%), 14.6-9.6kt of CH4(-34.6%), 135.4-142.5kt of NOx(+5.3%), 0.9-1.0kt of N2O(+12.9%), 14.6-16.6kt of SO2(+14.2%), 7.1-8.4kt of PM2.5(+17.8%), 7.3-8.7kt of PM10(+18.8%), 4.7-5.6kt of BC(+19.3%), and 2.0-2.4kt of OC(+21.9%). In addition, the amount of PM2.5 during the COVID-19 lockdown was less than the normal situation. In 2020, there was about 0.72kt of the normal situation and 0.68kt of the lockdown period (5.17% of the PM2.5 decreased from the usual situation), and there was around 0.73kt of the normal situation and 0.61kt of the lockdown period in 2021 (16.70% of the PM2.5 decreased from the normal condition). These results indicate that the PM2.5 level can be reduced by the lockdown measurement significantly. Furthermore, the LDT and HDT diesel vehicles with low-emission control standards are the vehicle groups that released high PM2.5 emissions in this study; it should be a measure or policy related to handling these vehicle groups to reduce the PM2.5 levels from road transport in BMR. The study's findings indicate that removing LDT and HDT diesel vehicles off BMR roads that have no emission control technology will also reduce PM2.5 levels by about 30% of all PM2.5 emissions produced by the road transportation industry in BMR. IMPLICATION OF THE THESIS: This research provides the calculation results of air pollution emissions from road transport in BMR in the form of quantitative data by showing trends in the emissions of various air pollutants during the COVID-19 pandemic, which can be linked to the measures used during the epidemic and applied to manage air pollution problems in BMR. In addition, considering both quantitative and qualitative data on air pollutant emissions will lead to more efficient policies and measures to reduce emissions by road transport.
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศจากการขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ถึงพ.ศ.2564 และศึกษาประสิทธิภาพการลดลงของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มาจากการขนส่งทางถนนในช่วงที่มีการล็อกดาวน์เนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยคำนวณปริมาณการปล่อยมลพิษจากข้อมูลกิจกรรมการเดินทางเฉพาะของพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและข้อมูลกิจกรรมการเดินทางทางถนนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก EMEP/EEA และ GAINS-Asia ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ถึงพ.ศ.2564 ปริมาณมลพิษที่ปล่อยมาจากการขนส่งทางถนนมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละมลสาร การศึกษานี้พบปริมาณการปลดปล่อยมลพิษในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปี พ.ศ.2561-2564 (และแนวโน้มในช่วงปี พ.ศ.2561-2564) มีดังนี้ CO2 22.6-22.2เมกะตัน(-1.7%), CO 210.4-197.2กิโลตัน(-6.3%), NMVOC 31.4-27.7กิโลตัน(-11.6%), NH3 0.8-0.7กิโลตัน(-21.5%), CH4 14.6-9.6กิโลตัน(-34.6%), NOx 135.4-142.5กิโลตัน(+5.3%), N2O 0.9-1.0กิโลตัน(+12.9%), SO2 14.6-16.6กิโลตัน(+14.2%), PM2.5 7.1-8.4กิโลตัน(+17.8%), PM10 7.3-8.7กิโลตัน(+18.8%), BC 4.7-5.6กิโลตัน(+19.3%) และ OC 2.0-2.4กิโลตัน(+21.9%). นอกจากนี้ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์มีปริมาณของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 น้อยกว่าช่วงที่ไม่มีการล็อกดาวน์ โดยในปี พ.ศ.2563 มีปริมาณ 0.72กิโลตันในช่วงสถานการณ์ปกติและมีปริมาณ 0.68กิโลตันในช่วงที่มีการล็อกดาวน์(PM2.5 ลดลงร้อยละ 5.17จากสถานการณ์ปกติ) และในปี พ.ศ.2564 มีปริมาณ 0.73กิโลตันในช่วงสถานการณ์ปกติและมีปริมาณ 0.61กิโลตันในช่วงที่มีการล็อกดาวน์(PM2.5 ลดลงร้อยละ 16.7จากสถานการณ์ปกติ) ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงของปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เนื่องจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กลุ่มรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (LDT) และกลุ่มรถบรรทุก (HDT) ที่เติมเชื้อเพลิงดีเซลซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศประสิทธิภาพต่ำหรือมีมาตรฐานยูโรสำหรับเครื่องยนต์ต่ำกว่ายูโร 2 คือกลุ่มรถยนต์ที่ปล่อยปริมาณ PM2.5 มากที่สุดในการศึกษานี้ ดังนั้นควรมีมาตรการหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกลุ่มรถยนต์ดังกล่าวเพื่อลดการปล่อย PM2.5 จากการเดินทางและขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อ้างอิงจากผลการศึกษาพบว่าหากกำจัดกลุ่มรถยนต์ดังกล่าวออกไปจากท้องถนนจะสามารถลดปริมาณ PM2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลลงได้ประมาณร้อยละ 30ของปริมาณ PM2.5 ทั้งหมดที่ปล่อยมาจากภาคการขนส่งทางถนน การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: การวิจัยนี้ให้ผลลัพธ์การคำนวณการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศจากการเดินทางทางถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในรูปแบบของข้อมูลเชิงปริมาณ โดยแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มปริมาณมลสารทางอากาศต่าง ๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งสามารถเชื่อมโยงมาตรการที่มีการใช้ในช่วงโรคระบาดมาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการปัญหามลพิษทางอากาศในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อไปได้ นอกจากนี้การพิจารณาข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจะนำไปสู่นโยบายและมาตรการในการลดการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศจากการขนส่งทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศจากการขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ถึงพ.ศ.2564 และศึกษาประสิทธิภาพการลดลงของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มาจากการขนส่งทางถนนในช่วงที่มีการล็อกดาวน์เนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยคำนวณปริมาณการปล่อยมลพิษจากข้อมูลกิจกรรมการเดินทางเฉพาะของพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลและข้อมูลกิจกรรมการเดินทางทางถนนที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก EMEP/EEA และ GAINS-Asia ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ถึงพ.ศ.2564 ปริมาณมลพิษที่ปล่อยมาจากการขนส่งทางถนนมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงปริมาณที่แตกต่างกันในแต่ละมลสาร การศึกษานี้พบปริมาณการปลดปล่อยมลพิษในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในปี พ.ศ.2561-2564 (และแนวโน้มในช่วงปี พ.ศ.2561-2564) มีดังนี้ CO2 22.6-22.2เมกะตัน(-1.7%), CO 210.4-197.2กิโลตัน(-6.3%), NMVOC 31.4-27.7กิโลตัน(-11.6%), NH3 0.8-0.7กิโลตัน(-21.5%), CH4 14.6-9.6กิโลตัน(-34.6%), NOx 135.4-142.5กิโลตัน(+5.3%), N2O 0.9-1.0กิโลตัน(+12.9%), SO2 14.6-16.6กิโลตัน(+14.2%), PM2.5 7.1-8.4กิโลตัน(+17.8%), PM10 7.3-8.7กิโลตัน(+18.8%), BC 4.7-5.6กิโลตัน(+19.3%) และ OC 2.0-2.4กิโลตัน(+21.9%). นอกจากนี้ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์มีปริมาณของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 น้อยกว่าช่วงที่ไม่มีการล็อกดาวน์ โดยในปี พ.ศ.2563 มีปริมาณ 0.72กิโลตันในช่วงสถานการณ์ปกติและมีปริมาณ 0.68กิโลตันในช่วงที่มีการล็อกดาวน์(PM2.5 ลดลงร้อยละ 5.17จากสถานการณ์ปกติ) และในปี พ.ศ.2564 มีปริมาณ 0.73กิโลตันในช่วงสถานการณ์ปกติและมีปริมาณ 0.61กิโลตันในช่วงที่มีการล็อกดาวน์(PM2.5 ลดลงร้อยละ 16.7จากสถานการณ์ปกติ) ซึ่งผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงของปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เนื่องจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กลุ่มรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (LDT) และกลุ่มรถบรรทุก (HDT) ที่เติมเชื้อเพลิงดีเซลซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศประสิทธิภาพต่ำหรือมีมาตรฐานยูโรสำหรับเครื่องยนต์ต่ำกว่ายูโร 2 คือกลุ่มรถยนต์ที่ปล่อยปริมาณ PM2.5 มากที่สุดในการศึกษานี้ ดังนั้นควรมีมาตรการหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกลุ่มรถยนต์ดังกล่าวเพื่อลดการปล่อย PM2.5 จากการเดินทางและขนส่งทางถนนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อ้างอิงจากผลการศึกษาพบว่าหากกำจัดกลุ่มรถยนต์ดังกล่าวออกไปจากท้องถนนจะสามารถลดปริมาณ PM2.5 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลลงได้ประมาณร้อยละ 30ของปริมาณ PM2.5 ทั้งหมดที่ปล่อยมาจากภาคการขนส่งทางถนน การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: การวิจัยนี้ให้ผลลัพธ์การคำนวณการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศจากการเดินทางทางถนนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในรูปแบบของข้อมูลเชิงปริมาณ โดยแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มปริมาณมลสารทางอากาศต่าง ๆ ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งสามารถเชื่อมโยงมาตรการที่มีการใช้ในช่วงโรคระบาดมาประยุกต์ใช้เพื่อจัดการปัญหามลพิษทางอากาศในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อไปได้ นอกจากนี้การพิจารณาข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจะนำไปสู่นโยบายและมาตรการในการลดการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศจากการขนส่งทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Mahidol University
Degree Discipline
Technology of Environmental Management
Degree Grantor(s)
Mahidol University
