Ergonomic risk factors of work-related musculoskeletal disorders among electronic manufacturing employees in Phra Nakhon Si Ayutthaya province

dc.contributor.advisorAmarin Kongtawelert
dc.contributor.advisorPornpimol Kongtip
dc.contributor.advisorJutatip Sillabutra
dc.contributor.authorNisanard Lerkiat
dc.date.accessioned2026-02-26T06:32:11Z
dc.date.available2026-02-26T06:32:11Z
dc.date.copyright2023
dc.date.created2026
dc.date.issued2023
dc.description.abstractTo assess the prevalence and study ergonomic risk factors of work-related musculoskeletal disorders (WMSDs) among electronic manufacturing employees in Phra Nakhon Si Ayutthaya Province, this cross-sectional descriptive study was conducted. The sample group consisted of 339 employees in electronic manufacturing who were completely assessed by a health questionnaire. These employees worked in the top three processes related to musculoskeletal symptoms, such as fatigue or pain, according to the in-house clinic services. Data collection utilized secondary sources from the occupational health and safety department, with authorization to determine the prevalence and study ergonomic risk factors. The data included personal characteristics, ergonomic risk factors, and musculoskeletal symptom results. Data were analyzed using SPSS version 18, utilizing descriptive statistics and inferential statistical tests to find the association of individual and ergonomic factors with WMSDs, reported with Chi-square tests at a 95% confidence interval. The results showed that the prevalence of work-related musculoskeletal disorders was 70.2% (238 samples), while 29.8% (101 samples) did not report WMSDs. The four areas with the highest prevalence of symptoms were the neck (59.0%), shoulders (50.7%), lower back (43.4%), and upper back (42.8%). Regarding ergonomic risk factors, working hours and overtime factors had a significant association with WMSDs (p<0.001). Ergonomics programs should be applied to improve the management system, such as: 1) increasing knowledge and competencies for employees, supervisors, and engineers responsible for workstation design; 2) rotating tasks during the day to reduce the impact of repetitive motions; and 3) engineering improvements through technology to eliminate ergonomic risks. Implication of the thematic paper: Ergonomics programs should be encouraged to improve the work system in three portions. First, ergonomic knowledge development on design importance and assessment tools should be prioritized, including basic stretching to prevent injuries during long working periods. Second, job rotation should be driven continuously to reduce time spent in the same position, considering posture, muscle exertion, and employee skills. Finally, engineering improvement programs should adopt technology in repetitive processes to sustainably eliminate or reduce ergonomic risks.en
dc.description.abstractวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความชุกของความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องในกลุ่มพนักงานในโรงงานผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศึกษาปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน วิธีการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานในโรงงานผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แห่งนี้ 339 คน ที่มีการประเมินความผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานโดยทำงานอยู่ในแผนกที่มีประวัติการเข้าใช้บริการการรักษาที่ห้องพยาบาลเรื่องอาการที่เกี่ยวข้องกับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อสูงสุด 3 อันดับแรก การรวบรวมข้อมูลใช้แหล่งข้อมูลทุติยภูมิที่ดำเนินการเก็บรวบรวมโดยหน่วยงาน โดยทำการประสานงานในการดำเนินการอนุญาตการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบความชุกและปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในกลุ่มพนักงาน โดยข้อมูลประกอบด้วย ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคล ข้อมูลปัจจัยความเสี่ยงด้านการยศาสตร์และข้อมูลการอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง ทำการวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS version 18 วิเคราะห์ข้อมูลและค่าสถิติโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) และสถิติเชิงวิเคราะห์ (Inferential statistics) ทดสอบทางสถิติสำหรับความสัมพันธ์ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์กับความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในกลุ่มพนักงาน ผลลัพธ์แสดงเป็นไคสแควร์ ช่วงความเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษาพบความชุกของอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานโดยภาพรวมทั้งหมด มีอาการเมื่อยล้า 238 คน ร้อยละ 70.2 และไม่มีอาการเมื่อยล้า 101 คน ร้อยละ 29.8 ซึ่งพบว่าบริเวณความชุกสูงสุดอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน 4 อันดับแรกคือ บริเวณคอ (ร้อยละ 59.0) ไหล่ (ร้อยละ 50.7) หลังส่วนล่าง (ร้อยละ 43.4) และหลังส่วนบน (ร้อยละ 42.8) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์กับอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน มีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ดังนี้ ปัจจัยชั่วโมงการทำงานมีความสัมพันธ์ระหว่างอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.001) ปัจจัยการทำงานล่วงเวลามีความสัมพันธ์ระหว่างอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) สรุปผลการศึกษาคือควรส่งเสริมให้มีการนำโปรแกรมการยศาสตร์ไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงระบบงานให้เกิดความเหมาะสม เช่น การให้ความรู้ด้านการยศาสตร์ให้กับพนักงาน หัวหน้างาน รวมถึงวิศวกรหรือผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบหรือจัดการสถานีงาน ในเรื่องความสำคัญของการยศาสตร์ต่อการออกแบบกิจกรรมงาน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน การประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ต่อการเกิดอันตรายต่อระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง การยืดเหยียดกล้ามเนื้อตามหลักการยศาสตร์ เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานในการป้องกันการบาดเจ็บเมื่อต้องปฏิบัติงานในท่าทางเดิมเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการหมุนเวียนงานในระหว่างวันในการลดระยะเวลาการทำงานในท่าทางเดิมต่อเนื่องกัน ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาลักษณะงานที่ให้ทำมีความแตกต่างกันในท่าทางการทำงาน การออกแรงที่ใช้ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้รับการฟื้นฟู รวมถึงการพิจารณาทักษะความสามารถในการทำงานของพนักงานด้วยต่องานนั้นด้วย และพิจารณาโปรแกรมการปรับปรุงตามหลักทางวิศวกรรมเพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน โดยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการที่มีการทำงานซ้ำๆ เพื่อขจัดหรือลดความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ต่อไป การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: ควรส่งเสริมให้มีการนำโปรแกรมการยศาสตร์ไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงระบบงานให้เกิดความเหมาะสม ในเรื่องความสำคัญของการยศาสตร์ต่อการออกแบบกิจกรรมงาน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงาน การประเมินความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ต่อการเกิดอันตรายต่อระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง การยืดเหยียดกล้ามเนื้อตามหลักการยศาสตร์ เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานในการป้องกันการบาดเจ็บของเอ็น ข้อต่อและกล้ามเนื้อเมื่อต้องปฏิบัติงานในท่าทางเดิมเป็นระยะเวลานาน รวมถึงการหมุนเวียนงานในระหว่างวันในการลดระยะเวลาการทำงานในท่าทางเดิมต่อเนื่องกัน ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาลักษณะงานที่ให้ทำมีความแตกต่างกันในท่าทางการทำงาน การออกแรงที่ใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้รับการฟื้นฟู รวมถึงการพิจารณาทักษะความสามารถในการทำงานของพนักงานด้วยต่องานนั้นด้วย และพิจารณาโปรแกรมการปรับปรุงตามหลักทางวิศวกรรมเพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืน โดยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในกระบวนการที่มีการทำงานซ้ำๆ เพื่อขจัดหรือลดความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ต่อไปtha
dc.format.extentxv, 68 leaves : ill.
dc.format.mimetypeapplication/pdf
dc.identifier.citationThematic Paper (M.Sc. (Occupational Health and Safety))--Mahidol University, 2023
dc.identifier.urihttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/115328
dc.language.isoeng
dc.publisherMahidol University
dc.rightsผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
dc.rights.holderMahidol University
dc.subjectMusculoskeletal diseases -- Prevention -- Thailand.
dc.subjectElectronic industry workers -- Health and hygiene -- Thailand.
dc.subjectOveruse injuries -- Risk factors.
dc.subjectHuman engineering -- Thailand.
dc.subjectM.Sc. (2023)
dc.subjectOccupational Health and Safety (Mahidol University 2023)
dc.titleErgonomic risk factors of work-related musculoskeletal disorders among electronic manufacturing employees in Phra Nakhon Si Ayutthaya province
dc.title.alternativeปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์ของอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างเนื่องจากการทำงานในกลุ่มพนักงานฝ่ายผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จังหวัดพระนครศรีอยุธา
dc.typeMaster Thesis
dcterms.accessRightsopen access
thesis.degree.departmentFaculty of Health
thesis.degree.disciplineOccupational Health and Safety
thesis.degree.grantorMahidol University
thesis.degree.levelMaster's degree
thesis.degree.nameMaster of Science

Files

Original bundle

Now showing 1 - 1 of 1
No Thumbnail Available
Name:
TH_Nisanard_L_2023.pdf
Size:
21.31 MB
Format:
Adobe Portable Document Format