The preliminary compensation claims under the protection for motor vehicle accident victims ACT, B.E. 2535 (1992), in Hospitals under the Jurisdiction of the Royal Thai Army
1
Issued Date
2004
Copyright Date
2004
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
ix, 139 laeves
ISBN
9740447619
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Health Administration))--Mahidol University, 2004
Suggested Citation
Amitra Jitranukij, Capt. The preliminary compensation claims under the protection for motor vehicle accident victims ACT, B.E. 2535 (1992), in Hospitals under the Jurisdiction of the Royal Thai Army. Thesis (M.Sc. (Health Administration))--Mahidol University, 2004. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/105649
Title
The preliminary compensation claims under the protection for motor vehicle accident victims ACT, B.E. 2535 (1992), in Hospitals under the Jurisdiction of the Royal Thai Army
Alternative Title(s)
การเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The purpose of this exploratory research was to study the preliminary compensation claims under the Protection for Motor Vehicle Accident Victims Act, B.E. 2535 (1992) in hospitals under the jurisdiction of the Royal Thai Army. A self-administered questionnaire was used to collect the data from hospitalized motor vehicle accident victims by random sampling and all responsible hospital officers. Frequency, percentage, mean and standard deviation were used to interpret the results. It was found that hospitals under the jurisdiction of the Royal Thai Army had no specific working unit for the preliminary compensation claims under the Protection for Motor Vehicle Accident Victims Act, B.E. 2535 (1992). The majority of hospital officers were
female with an average age of 37.6 years. Most of them (48.5%) had a Bachelor's degree and 4-6 years of working experience (45.5%). About one-third of them (36.4%) had had 1-2 training sessions. Their knowledge on the Protection for Motor Vehicle Accident Victim Act B.E. 2535 (1992) was ranged from good to excellent. About half (2,140) of all victims (4,750) were hospitalized and most of them (67.1%) had authorized the claim to hospital officer. The average length for processing the claim was 45 days with an average claim amount of 7,543 Baht. The majority of victims were male, aged between 21-30 years with monthly income of less than 5,000 Baht. Most of the accidents were caused by a fallen motorcycle as a result of drink driving. Most of the victims were drivers with head injury or fractured bone. Their
satisfaction towards the preliminary compensation claim procedure and knowledge on the Act were at a medium level. With regard to managerial process, more than half (54.8%) of hospitals had operation plans and two-thirds (69.3%) had organized related activities without personnel development, motivation or supervision reasons. Evaluation results had never been used for planning and solving existing problems. No reward or punishment had been made in relation to the claim. The major problems were no specific working unit, inadequate tools and materials, lack of work training and proper motivation. It is suggested that a definite office be assigned to take charge with an appropriate supervision authority and regular knowledge and skill development.
การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก เก็บรวมรวมข้อมูลโดย การใช้แบบสอบถามถามผู้ประสบภัยจากรถ และผู้รับผิดชอบงานเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบกทุกหน่วยประชากร สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า โรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบกยังไม่มีหน่วยงานที่ชัดเจนรับผิดชอบ การเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ผู้รับผิดชอบ งานส่วนใหญ่เป็นหญิง อายุเฉลี่ย 37.6 ปี ส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.5 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 45.5 มีประสบการณ์การทำงาน 4-6 ปี ร้อยละ 36.4 มีการ อบรมดูงาน 1-2 ครั้ง และมีความรู้เรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อยู่ในระดับดีถึงดีมาก ผู้มารับบริการรักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มีจำนวน 4,750 ราย เป็นผู้ป่วยใน 2,140 ราย ร้อยละ 67.1 มอบอำนาจให้โรงพยาบาลเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้น ระยะเวลาในการเรียกเก็บเฉลี่ย 45 วัน โดยมีค่าเสียหายเบื้องต้น เฉลี่ย 7,543 บาท ผู้ประสบภัยจากรถส่วนใหญ่เป็นชาย อายุระหว่าง 21-30 ปี มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ เมาสุรา มีการบาดเจ็บที่ศีรษะ และกระดูก หัก โดยผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่ และมีระดับความพึงพอใจต่อการเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นและมีความรู้ เรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์กระบวนการบริหารพบว่า การปฏิบัติกิจกรรมด้านการวางแผน ร้อยละ 54.8 มีการจัดทำแผนงาน ด้านการจัดองค์การ ร้อยละ 69.3 มีการจัดองค์การ ด้านการบริหารงานบุคคล ไม่มีการพัฒนาความรู้บุคลากร ด้านการอำนวยการไม่มีการจูงใจในการปฏิบัติงานและการนิเทศงาน ด้านการควบคุมไม่มีการบันทึกข้อมูล ไม่มีการนำข้อมูลจากการประเมินมาใช้ในการวางแผนและแก้ไขข้อบกพร่อง และ ไม่มีการให้รางวัลหรือการลงโทษ ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญได้แก่ การดำเนินงานยังไม่มีองค์กรที่ชัดเจน วัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอและไม่ทันต่อการใช้งานผู้รับผิดชอบงานได้รับการอบรมดูงานน้อย ขาดการจูงใจในการทำงาน ข้อเสนอแนะควรมีการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน มีการนิเทศงานอย่างเหมาะสมและการประสานงานที่ครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้รับผิดชอบงานควรมีการพัฒนาความรู้ ความสามารถในเรื่องการเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้น
การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ของโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก เก็บรวมรวมข้อมูลโดย การใช้แบบสอบถามถามผู้ประสบภัยจากรถ และผู้รับผิดชอบงานเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบกทุกหน่วยประชากร สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า โรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบกยังไม่มีหน่วยงานที่ชัดเจนรับผิดชอบ การเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ผู้รับผิดชอบ งานส่วนใหญ่เป็นหญิง อายุเฉลี่ย 37.6 ปี ส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.5 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 45.5 มีประสบการณ์การทำงาน 4-6 ปี ร้อยละ 36.4 มีการ อบรมดูงาน 1-2 ครั้ง และมีความรู้เรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อยู่ในระดับดีถึงดีมาก ผู้มารับบริการรักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มีจำนวน 4,750 ราย เป็นผู้ป่วยใน 2,140 ราย ร้อยละ 67.1 มอบอำนาจให้โรงพยาบาลเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้น ระยะเวลาในการเรียกเก็บเฉลี่ย 45 วัน โดยมีค่าเสียหายเบื้องต้น เฉลี่ย 7,543 บาท ผู้ประสบภัยจากรถส่วนใหญ่เป็นชาย อายุระหว่าง 21-30 ปี มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากรถจักรยานยนต์พลิกคว่ำ เมาสุรา มีการบาดเจ็บที่ศีรษะ และกระดูก หัก โดยผู้ประสบภัยเป็นผู้ขับขี่ และมีระดับความพึงพอใจต่อการเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้นและมีความรู้ เรื่องพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์กระบวนการบริหารพบว่า การปฏิบัติกิจกรรมด้านการวางแผน ร้อยละ 54.8 มีการจัดทำแผนงาน ด้านการจัดองค์การ ร้อยละ 69.3 มีการจัดองค์การ ด้านการบริหารงานบุคคล ไม่มีการพัฒนาความรู้บุคลากร ด้านการอำนวยการไม่มีการจูงใจในการปฏิบัติงานและการนิเทศงาน ด้านการควบคุมไม่มีการบันทึกข้อมูล ไม่มีการนำข้อมูลจากการประเมินมาใช้ในการวางแผนและแก้ไขข้อบกพร่อง และ ไม่มีการให้รางวัลหรือการลงโทษ ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญได้แก่ การดำเนินงานยังไม่มีองค์กรที่ชัดเจน วัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอและไม่ทันต่อการใช้งานผู้รับผิดชอบงานได้รับการอบรมดูงานน้อย ขาดการจูงใจในการทำงาน ข้อเสนอแนะควรมีการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบอย่างชัดเจน มีการนิเทศงานอย่างเหมาะสมและการประสานงานที่ครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับผู้รับผิดชอบงานควรมีการพัฒนาความรู้ ความสามารถในเรื่องการเรียกเก็บค่าเสียหายเบื้องต้น
Description
Health Administration (Mahidol University 2004)
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Public Health
Degree Discipline
Health Administration
Degree Grantor(s)
Mahidol University
