10 results
Search Results
Now showing 1 - 10 of 10
Publication Open Access การพยาบาลผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดสมองด้วยระบบนำวิถีแบบ Frame-based และ Frameless(2562) วชิราภรณ์ แก้วมาตย์; ธีรพล วิทธิเวช; Wachiraporn Kaewmart; Theerapol Witthiwej; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาศัลยศาสตร์ตำแหน่งของพยาธิสภาพที่เนื้อสมองอย่างละเอียด เพื่อให้การผ่าตัดตรงตำแหน่งที่ถูกต้อง และป้องกันการบาดเจ็บที่เนื้อสมองส่วนอื่นๆ ลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ดังนั้นจึงต้องมีการใช้เครื่องกำหนดตำแหน่งในสมองแบบ stereotactic system เพื่อช่วยในการหาตำแหน่งของพยาธิ...สภาพของเนื้อสมองที่แน่นอน และแม่นยำในการวินิจฉัยและการผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น พยาบาลห้องผ่าตัดจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจกระบวนการผ่าตัดและการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นอย่างดี เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยและการPublication Open Access การศึกษาความถูกต้องและแม่นยำของเครื่องวัดอุณหภูมิทางหูและหน้าผากในผู้ป่วยนอกมีไข้และอาสาสมัครไม่มีไข้(2559) สุนันทา ตั้งปนิธานดี; Sununta Tangpanithandee; วิมลรัตน์ ทองเชื้อ; Wimonrat Thongchuer; อรดี จริตควร; Oradee Charitkuan; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความถูกต้องและแม่นยำของปรอทวัดไข้ทางหูและหน้าผาก เปรียบเทียบกับทางปากในผู้ป่วยนอกมีไข้และอาสาสมัครไม่มีไข้ รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเปรียบเทียบ วิธีดำเนินการวิจัย : กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยนอกมีไข้ 120 คน และอาสาสมัครไม่มีไข้ 120 คน ที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก กลุ่มตัวอย่างแต่ละราย ได้รับการวัดอุณหภูมิร่างงกายดว้ ยปรอททางหู หน้าผาก และปาก ตามลำดับ คำนวณความถูกต้อง (ความแตกต่างของอุณหภูมิร่างกายจากการวัด 2 วิธี) และแม่นยำ (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของค่าความแตกต่าง) ของอุณหภูมิทางหูและหน้าผากเปรียบเทียบกับทางปาก ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง โดยใช้สถิติ Bland-Altman ก่อนวิเคราะห์ผลทางสถิติผู้วิจัย ได้กำหนดค่าความถูกต้อง และแม่นยำจากการวัด 2 วิธี ไม่เกิน ± .3; ± .5 ตามเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะไว้ ผลการวิจัย: ผู้ป่วยนอกมีไข้ค่าความแตกต่างของอุณหภูมิที่วัดทางหูและหน้าผากเปรียบเทียบกับทางปากมีค่า - .09 ± .32 และ .09 ± .36 องศาเซลเซียสตามลำดับ สำหรับอาสาสมัครไม่มีไข้ค่าความแตกต่างของอุณหภูมิที่วัดทางหูและหน้าผากเปรียบเทียบกับทางปาก มีค่า .02 ± .35 และ .37 ± .38 องศาเซลเซียสตามลำดับ สรุปและข้อเสนอแนะ: ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความถูกต้องและแม่นยำของอุณหภูมิทางหูและหน้าผากเปรียบเทียบกับทางปาก อยู่ในเกณฑ์ที่ผู้เชี่ยวชาญยอมรับ ในผู้ป่วยมีไข้ ดังนั้น การใช้ปรอทวัดไข้ทางหู และทางหน้าผากอย่างถูกวิธี สามารถใช้วัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อประเมินภาวะไข้ในผู้ป่วยนอกได้Publication Open Access ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของครูและผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก(2564) ภัทรนุช วิทูรสกุล; ชญาภา ชัยสุวรรณ; สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; Pattaranuch Witoonsakul; Chayapa Chaisuwan; Somsiri Rungamornrat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสามารถในการทำนายของการรับรู้ความสามารถของตนเอง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ของครูหรือผู้ดูแลในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก... รูปแบบการวิจัย: การวิจัยความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูหรือผู้ดูแลที่ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 100 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบสะดวกตามคุณสมบัติที่กำหนด เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามPublication Open Access ผลของวิธีการเบ่งคลอดแบบธรรมชาติร่วมกับท่านั่งยองๆ บนนวัตกรรมเบาะนั่งรองคลอดต่อระยะเวลาที่ 2 ของการคลอดในผู้คลอดครรภ์แรก(2555) สุนิดา ชัยติกุล; Sunida Chaitikul; ฉวีวรรณ อยู่สําราญ; Chaweewan Yusamran; เยาวลักษณ์ เสรีเสถียร; Yaowalak Serisathien; เอมพร รตินธร; Ameporn Ratinthorn; สุชาติ สีบุญเรือง; Suchart Seeboonruang; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาที่ใช้วิธีการเบ่งคลอดแบบธรรมชาติร่วมกับท่านั่งยองบนเบาะนั่งรองคลอด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไป และแบบบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการคลอด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติการทดสอบที ผลการวิจัย: ผลการศึกษาพบว่า...การวิจัย: กลุ่มตัวอย่างจํานวน 60 ราย เป็นผู้คลอดที่มาคลอดบุตรคนแรกที่ห้องคลอด โรงพยาบาลตากสินคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กําหนด แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มควบคุม 30 ราย ที่ใช้วิธีการเบ่งคลอดแบบควบคุมร่วมกับท่านอนหงาย และกลุ่มทดลอง 30 รายPublication Open Access การมีส่วนร่วมของมารดาในการดูแลทารกเกิดก่อนกําหนด และต้องได้รับเครื่องช่วยหายใจ(2555) สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; Somsiri Rungamornrat; วรานุช กาญจนเวนิช; Waranuch Karnjanawanich; อุทุมพร ม่วงอยู่; Utumporn Muangyoo; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์วัตถุประสงค์:เพื่อพรรณนาการรับรู้ การมีส่วนร่วมของมารดา ปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยยับยั้งในการดูแลบุตรเกิดก่อนกําหนดที่ต้องได้รับเครื่องช่วยหายใจ รูปแบบการวิจัย:เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพวิธีการดําเนินการวิจัย: สัมภาษณ์เชิงลึกมารดาของทารกเกิดก่อนกําหนด...ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและได้รับเครื่องช่วยหายใจมากกว่า 3 วัน ในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดภาวะวิกฤต (NICU) จํานวน 10 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาผลการวิจัย: พบว่าการรับรู้ของมารดามี 2 ประเด็นหลักคือ มารดารับรู้ว่าชีวิตของPublication Open Access ความสัมพันธ์ระหว่างโรคร่วมสภาพผู้ป่วยระหว่างผ่าตัดกลุ่มอาการตอบสนองการอักเสบทั่วร่างกาย และภาวะไตวายเฉียบพลันในผู้ป่วยวิกฤตระยะ 72 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัดใหญ่(2559) ปิญาพร ภูลายเรียบ; Piyaporn Poolaireab; สุพร ดนัยดุษฎีกุล; Suporn Danaidutsadeekul; วัลย์ลดา ฉันท์เรืองวณิชย์; Wallada Charuangvanich; สุณีรัตน์ คงเสรีพงศ์; Suneerat Kongsayreepong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยวิกฤตระยะ 72 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัดใหญ่ครั้งแรกทั้งการนัดหมายล่วงหน้าและผ่าตัดฉุกเฉิน โดยไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ ไม่ได้เป็นการผ่าตัดหัวใจ สมอง หรือทางเดินปัสสาวะ จำนวน 88 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบPublication Open Access ผลของการนวดร่วมกับการประคบร้อนต่อความเจ็บปวดและการเผชิญความเจ็บปวดของผู้คลอดครรภ์แรก(2556) ทัศนีย์ คล้ายขํา; Thatsanee Klaikham; ฉวีวรรณ อยู่สําราญ; Chaweewan Yusamran; นันทนา ธนาโนวรรรณ; Nanthana Thananowan; วรรณา พาหุวัฒนกร; Wanna Phahuwatanakorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์คลอดบุตรในห้องคลอด โรงพยาบาลบางจาก คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กําหนด แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 35 รายที่ได้รับการนวดร่วมกับการประคบร้อนและการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มควบคุม 35 รายที่ได้รับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบแผนการPublication Open Access การพัฒนารูปแบบการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมของหอผู้ป่วยจักษุ โสต ลาริงซ์ และนาสิก ณ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง(2565) ธัญยรัชต์ องค์มีเกียรติ; นันทกานต์ มณีจักร; รัตติกาล พรหมพาหกุล; วรรณฤดี เชาว์อยชัย; เปรมจิตร์ จวบความสุข; Thanyarat Ongmekiat; Nantakarn Maneejak; Ruttikarn Prompahakul; Wanrudee Chaoayachai; Premjit Joubkhawmsuk; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลวัตถุประสงค์: 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วม 2) เพื่อประเมินผลการรับรู้ของพยาบาลจากการใช้รูปแบบการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วม และ 3) เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมในระยะก่อนและหลังการใช้รูปแบบ รูปแบบการวิจัย: ระยะที่ 1 เป็นการพัฒนารูปแบบการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมด้วยวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ระยะที่ 2 เป็นระยะทดลองใช้รูปแบบการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนด้วยวิธีการวิจัยกึ่งทดลองแบบศึกษากลุ่มเดียวก่อนและหลังการทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ได้พยาบาลวิชาชีพจากหอผู้ป่วยจักษุ โสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา จำนวน 8 แห่ง ของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง จำนวน 40 คน ประกอบด้วยระดับผู้บริหาร ระดับหัวหน้าเวร และระดับปฏิบัติการ ระยะก่อนพัฒนารูปแบบ ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาด้วยแบบประเมินและการอภิปรายกลุ่ม ระยะระหว่างพัฒนารูปแบบ ดำเนินการสนทนากลุ่ม ร่วมออกแบบและทดลองใช้การรับส่งเวรรูปแบบใหม่ ระยะหลังพัฒนา เป็นการประเมินผลการใช้รูปแบบการรับส่งเวรที่พัฒนาด้วยการตอบแบบประเมิน อภิปรายกลุ่ม และการสังเกตการณ์ ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ประสิทธิผลก่อนและหลังการใช้รูปแบบการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ paired t-test และสถิติ Wilcoxon signed ranks test ผลการวิจัย: การพัฒนารูปแบบรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วม มีองค์ประกอบดังนี้ 1) โครงสร้างข้อมูลและแบบบันทึกตรวจเช็คการรับส่งเวร 2) กระบวนการรับส่งเวร 3) การจัดการสภาพแวดล้อมระหว่างรับส่งเวร 4) การพัฒนาศักยภาพของผู้ส่งเวร ผลการรับรู้ของพยาบาลในด้านคุณภาพของข้อมูล และด้านปฏิสัมพันธ์และการสนับสนุนต่อกระบวนการรับส่งเวรก่อนและหลังการใช้รูปแบบการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การรับส่งเวรรูปแบบใหม่ช่วยลดผลิตภาพ และลดอุบัติการณ์ในการรับใหม่ จำหน่าย และส่งผู้ป่วยล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปและข้อเสนอแนะ: รูปแบบการรับส่งเวรการพยาบาลแบบมีส่วนร่วมช่วยลดผลิตภาพและลดการเกิดอุบัติการณ์หรือความล่าช้าทางคลินิกได้ ควรสนับสนุนให้มีการนำไปปรับใช้ในหอผู้ป่วยอื่นและนำไปบูรณาการในการเรียนการสอนนักศึกษาพยาบาลในรายวิชาปฏิบัติเกี่ยวกับการเป็นผู้นำทีมพยาบาลPublication Open Access ปัญหาบริการสุขภาพและการประเมินความต้องการการดูแลสุขภาพทางไกลสำหรับการล้างไตทางช่องท้อง(2565) นาตยา รัตนอัมภา; อรวมน ศรียุกตศุทธ; ปิยะธิดา จึงสมาน; Nattaya Rattana-umpa; Aurawamon Sriyuktasuth; Piyatida Jeungsmarn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; โรงพยาบาลบ้านแพ้ว. ศูนย์ล้างไตทางช่องท้องวิธีดำเนินการวิจัย: ระยะแรกศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาปัญหาบริการสุขภาพสำหรับผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง และความต้องการการดูแลสุขภาพทางไกลในผู้ป่วย/ผู้ดูแล จำนวน 200 คน และบุคลากรสุขภาพจำนวน 28 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลPublication Open Access ผลของโปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการย้ายออกจากไอ ซี ยู ในผู้ป่วยผ่าตัดทําทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจและผ่าตัดเปลี่ยน/ ซ่อมลิ้นหัวใจ ต่อความวิตกกังวลจากการย้ายและความพึงพอใจ(2554) ปราณี ทองใส; Pranee Tongsai; น้ําทิพย์ กุณา; Namtip Kuna; จารุวรรณ พงษ์ปราโมทย์; Jaruwan Phongpramote; พันธุ์ศักดิ์ ลักษณบุญส่ง; Pansak Laksanabunsong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. สาขาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก; มหาวิทยาลัยมหิดล. โรงพยาบาลศิริราช. ฝ่ายการพยาบาลควบคุมซึ่งได้รับการดูแลแบบปกติ และกลุ่มทดลองซึ่งได้รับโปรแกรมการเตรียมความพร้อมในการย้ายออกจากไอซียู จํานวนกลุ่มละ 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบวัดความวิตกกังวลก่อนย้ายออกจากไอซียู แบบวัดความวิตกกังวลหลังย้ายออกจากไอซียู และแบบสอบถามความคิดเห็น
