Search Results

Now showing 1 - 6 of 6
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    อุปกรณ์ปกป้องเนื้อเยื่อรามาธิบดีสำหรับการผ่าตัดลิ้นหัวใจและปอดแบบแผลเล็ก
    (2555) ศิริพร คล้ายทิม; พิมพ์ณดา พิชัยภานุพัฒน์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์สิริกิติ์. งานการพยาบาลห้องผ่าตัดและวิกฤติ
    อุปกรณ์ปกป้องเนื้อเยื่อรามาธิบดี (Ramathibodi soft tissue protector) เป็นอุปกรณ์ ที่ใส่เข้าไปในช่องระหว่างกระดูกซี่โครงในการผ่าตัดลิ้นหัวใจแบบแผลเล็ก (minimally invasive mitral valve procedure) และการผ่าตัดปอดผ่านกล้อง (video assisted thoracic... surgery) เพื่อช่วยลดการบอบชํ้าของเนื้อเยื่อจากเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัด เครื่องจี้ไฟฟ้า และไหมเย็บ อุปกรณ์ปกป้องเนื้อเยื่อรามาธิบดีดัดแปลงและประดิษฐ์มาจากวัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ในห้องผ่าตัด ทำ ได้ง่าย ราคาย่อมเยา ใน 1 ชุด ประกอบด้วยห่วงยางซิลิโคนรูปวงกลม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    อุปกรณ์ปกป้องเนื้อเยื่อรามาธิบดีสำหรับการผ่าตัดลิ้นหัวใจและปอดแบบแผลเล็ก
    (2555) ศิริพร คล้ายทิม; พิมพ์ณดา พิชัยภาณุพัฒน์; Siriporn Khlaiythim; Pimnada Pichaiphanupat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ฝ่ายการพยาบาล. งานการพยาบาลผ่าตัด
    อุปกรณ์ปกป้องเนื้อเยื่อรามาธิบดี (Ramathibodi soft tissue protector) เป็นอุปกรณ์ ที่ใส่เข้าไปในช่องระหว่างกระดูกซี่โครงในการผ่าตัดลิ้นหัวใจแบบแผลเล็ก (minimally invasive mitral valve procedure) และการผ่าตัดปอดผ่านกล้อง (video assisted thoracic... surgery) เพื่อช่วยลดการบอบชํ้าของเนื้อเยื่อจากเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัด เครื่องจี้ไฟฟ้า และไหมเย็บ อุปกรณ์ปกป้องเนื้อเยื่อรามาธิบดีดัดแปลงและประดิษฐ์มาจากวัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ในห้องผ่าตัด ทำได้ง่าย ราคาย่อมเยา ใน 1 ชุด ประกอบด้วยห่วงยางซิลิโคนรูปวงกลม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การจัดการอาการปวดตา: บทบาทของพยาบาล
    (2553) นิภา วัธนเวคิน; Nipa Wattanawaekin; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ฝ่ายการพยาบาล
    อาการปวดตาเป็นภาวะไม่สุขสบายที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานต่อบุคคลเป็นอย่าง มาก ผู้ที่มีอาการปวดตามักรู้สึกกลัว วิตกกังวลต่อการสูญเสียการมองเห็น การจัดการอาการ ปวดตาเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานจึงควรเริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการปวด โดยมีการประเมิน อาการตามคำบอกเล่าและเชื่อในสิ่งที่ผู้ป่วยบอก การจัดการอาการปวดตานั้นอาจทำได้หลายวิธี ทั้งที่เป็นบทบาทอิสระและที่ไม่ใช่บทบาทอิสระของพยาบาลขึ้นกับสาเหตุและพยาธิสภาพของ ความปวดตาในขณะนั้น นอกจากนี้ การให้ความรู้ การส่งเสริมสุขภาพแก่บุคคล ยังเป็นสิ่งที่ พยาบาลพึงกระทำเพื่อลดและป้องกันการเกิดอาการปวดตา ซึ่งจะช่วยป้องกันความพิการทาง สายตาที่อาจเกิดขึ้นจากอาการปวดตาได้
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของผิวหนังบริเวณจมูกต่อการบาดเจ็บของผิวหนังบริเวณจมูกในทารกเกิดก่อนกำหนดที่ได้รับการช่วยหายใจด้วยแรงดันบวกอย่างต่อเนื่องทางจมูก
    (2559) พัดชา ชินธนาวงศ์; เรณู พุกบุญมี; พิศสมัย อรทัย; Padhcha Chinthanawongsa; Renu Pookboonmee; Pisamai Orathai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    ทางจมูก กลุ่ม ตัวอย่างเป็นทารกเกิดก่อนกำหนดอายุ 1-28 วัน ที่ได้รับการช่วยหายใจด้วยแรงดันบวกโดยใช้อุปกรณ์ นาซอล พรองส์ ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด โรงพยาบาลชลบุรี คัดเลือกตัวอย่าง แบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนดได้กลุ่มควบคุม 29
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันและจัดการการหกล้มในผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล
    (2554) ทิพเนตร งามกาละ; ประคอง อินทรสมบัติ; สุปรีดา มั่นคง; Tipanetr Ngamkala; Prakong Intarasombat; Supreeda Monkong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ฝ่ายการพยาบาล
    การหกล้มเป็นปัญหาสำคัญของผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อ ผู้ป่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงบุคลากรและองค์กร การหกล้มเป็นตัวชี้วัดคุณภาพที่เป็น ภาพรวมของโรงพยาบาลในเชิงผลลัพธ์ทางการพยาบาลและส่งเสริมความปลอดภัย การศึกษา ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวกับการป้องกันและจัดการการ หกล้มในผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล โดยสืบค้นจากแหล่งข้อมูลตั้งแต่ปี พ.ศ.2533-2550 เป็นงานวิจัยจำนวน 16 เรื่อง จัดอยู่ในระดับ A 4 เรื่อง ระดับ B 10 เรื่อง และระดับ C 2 เรื่อง ผลการศึกษา จำแนกเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนคือ 1) การประเมินปัจจัยเสี่ยงต่อการหกล้ม ประกอบด้วยปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก เครื่องมือที่เป็นมาตรฐานในการประเมินปัจจัยเสี่ยง และใช้มากที่สุดคือ Morse Fall Scale 2) การบำบัดทางการพยาบาลเพื่อป้องกันและจัดการการ หกล้มแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ การป้องกันการหกล้มแบบที่มุ่งบำบัดเพียงปัจจัยเดียว และ การป้องกันการหกล้มที่มุ่งบำบัดหลายปัจจัยร่วมกัน ผลการศึกษา พบว่า การป้องกันการหกล้มที่ มุ่งบำบัดหลายปัจจัยร่วมกัน สามารถป้องกันและลดอัตราการหกล้มได้อย่างมีนัยสำคัญ และ 3) ระบบการประเมินปัจจัยเสี่ยงที่เป็นมาตรฐานในระดับองค์กร เพื่อป้องกันและจัดการการหกล้ม ในผู้ป่วยที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาล ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่าการหกล้มสามารถป้องกันได้ องค์ ความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนการป้องกันการหกล้มในผู้ป่วยที่รับไว้รักษา ในโรงพยาบาล และเป็นการปฏิบัติโดยอาศัยหลักฐานเชิงประจักษ์และก่อให้เกิดประสิทธิผล รวมทั้ง เป็นแนวทางในการพัฒนาแนวปฏิบัติในการป้องกันและจัดการการหกล้มในผู้ป่วยที่รับไว้รักษา ในโรงพยาบาล
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลและแบบแผนการดำเนินชีวิตระหว่างกลุ่มที่มีและไม่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิค: กรณีศึกษาจังหวัดนครราชสีมา
    (2555) ขวัญใจ สิทธินอก; พรทิพย์ มาลาธรรม; พรรณวดี พุธวัฒนะ; ฉัตรประอร งามอุโฆษ; Kwunchai Sitthinok; Porntip Malathum; Panwadee Putwatana; Chardpraorn Ngamukos; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงบรรยายแบบภาคตัดขวาง เพื่อเปรียบเทียบปัจจัย ส่วนบุคคล (เพศ อายุ และประวัติการมีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน) และแบบแผนการดำเนินชีวิต (แบบแผนการรับประทานอาหาร การมีกิจกรรมทางกาย การสูบบุหรี่ และการดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์) ระหว่างกลุ่มที่มีและไม่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิคในประชาชนเขตอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนได้กลุ่มตัวอย่าง 149 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลและแบบสอบถามแบบแผนการรับประทานอาหาร กิจกรรม ทางกาย การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มที่มี และไม่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิค ตามเกณฑ์ของโครงการศึกษา คอเลสเตอรอลของสหรัฐอเมริกา (National Cholesterol Education Program ATP III) แต่ใช้ เกณฑ์เส้นรอบเอวตามเกณฑ์ของชาวเอเชีย กลุ่มตัวอย่างมีอายุตั้งแต่ 20 ถึง 88 ปี เฉลี่ย 50.38 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 56.4 เพศชายร้อยละ 43.6 พบผู้มีกลุ่มอาการเมตาบอลิครวมร้อยละ 30.1 โดยกลุ่มที่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิคมีอายุเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิค และมี จำนวนการสูบบุหรี่น้อยกว่าในกลุ่มที่ไม่มีกลุ่มอาการเมตาบอลิคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่เมื่อ ควบคุมตัวแปร เพศ อายุ และเส้นรอบเอว ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่และการมี กลุ่มอาการเมตาบอลิค นอกจากนี้ พบว่า เพศ ประวัติการมีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน แบบแผนการรับประทานอาหาร กิจกรรมทางกาย และการดื่มสุราไม่มีความสัมพันธ์กับการมี กลุ่มอาการเมตาบอลิคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การที่แบบแผนการดำเนินชีวิตของสองกลุ่มไม่ แตกต่างกันในครั้งนี้ อาจเนื่องจากมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการเมตาบอลิคมีหลากหลาย และ การควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนมีข้อจำกัดในการวิจัยครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม จากการที่พบกลุ่มอาการ เมตาบอลิคในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่าวัยอื่น จึงควรป้องกันหรือชะลอการมีกลุ่มอาการเมตาบอลิค ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุเพื่อการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว