Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์"
Now showing 1 - 10 of 10
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access การกระจายของค้างคาวคุณกิตติ (Craseonycteris thonglongyai) ในพืนที่จังหวัดกาญจนบุรี(2556) ปุญญพัฒน์ เศษวิสัย; ธนศักดิ์ ช่างบรรจง; ตติยนุช แช่มใส; ศิริพร ตั้งสุดใจ; สุขุมาล ฤทธิ์เต็ม; ทิฆเวท เวฬุวนารักษ์; สินีนาถ เจียมทวีบุญ; กนกพร ไตรวิทยากร; พิชชาภัทร์ หาญปราบ; สุรชิต แวงโสธรณ์; รวงรัตน์ พุทธิรงควัตร; กฤษฎา ใจชื้น; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่่า สัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล; สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยการศึกษาถึงการกระจายของค้างคาวคุณกิตติ (Craseonycteris thonglongyai) ในพื้นที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้อุปกรณ์ฮาร์ปแทรบ (harp trap) ได้ดำเนินการระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2553 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 พบถ้ำที่มีค้างคาวคุณกิตติอาศัยอยู่ 11 ถ้ำจากถ้ำที่ทำการศึกษาทั้งหมด 24 ถ้ำ ประกอบด้วยถ้ำที่อยู่ในพื้นที่ทหาร 9 ถ้ำ และถ้ำที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 2 ถ้ำ มีประชากรรวมทั้งสิ้น 672 ตัว มีความยาวแขนช่วงข้อมือถึงข้อศอก 23.0-26.3 มิลลิเมตร และมีน้ำหนัก 1.22-5.94 กรัม จากผลการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการอนุรักษ์ค้างคาวคุณกิตติในพื้นที่อย่างยั่งยืนPublication Open Access การพัฒนา Diploid cells จากเซลล์เหงือกของปลาคาร์พ เพื่อใช้ในการแยกเชื้อไวรัสคอยเฮอร์ปีส์(2555) น้ำอ้อย เถาวัลย์; นัทธภัทร เกตุฉิม; สมจิต ใช้วัฒนรุ่งเรืองไพศาล; ปรุศก์ สุกใส; แพรวพร ไทยจงรักษ์; กฤษฎา ใจชื้น; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่่า สัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์การติดเชื้อไวรัสคอยเฮอร์ปีส์ (Koi herpesvirus; KHV) เป็นสาเหตุสำคัญของการป่วยและการตายของปลาคาร์พ (fancy carp หรือ koi; Cyprinus carpio koi) และปลาไน (common carp; Cyprinus carpio) การพัฒนาเซลล์เพาะเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง (cell-line) เพื่อใช้สำหรับแยกเชื้อจึงมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการและการศึกษาวิจัย งานวิจัยนี้ได้พัฒนา diploid cell-line จากเหงือกของปลาคาร์พ (Koi gill or KG cells) ขึ้นมาและทำการทดสอบใช้ KG cells ที่ passage 29 และ 33 สำหรับการแยกเชื้อไวรัส KHV และเพาะเลี้ยงเชื้อแบบต่อเนื่องจาก KG cells (passage 29-30) และจาก KG cells (passage 33-34) น้ำเลี้ยงเซลล์ของการเลี้ยงไวรัสในแต่ละรอบในเซลล์ ได้นำไปตรวจหาเชื้อเพื่อยืนยัน โดยวิธี polymerase chain reaction ผลการตรวจพบว่าการใช้ KG cells สามารถใช้สำหรับการแยกเชื้อ KHV ได้ โดยตรวจพบเชื้อ KHV ได้จากทั้ง 2 รอบของการแยกเชื้อ (passage) ต่อเนื่องกันใน KG cells ดังนั้น KG cells จึงเป็นเซลล์ที่เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการโดยการแยกเชื้อและเพาะเลี้ยงไวรัส (viral isolation) ได้Publication Open Access การพัฒนา Diploid cells จากเซลล์เหงือกของปลาคาร์พ เพื่อใช้ในการแยกเชื้อไวรัสคอยเฮอร์ปีส์(2555) น้ำอ้อย เถาวัลย์; นัทธภัทร เกตุฉิม; สมจิตร ใช้วัฒนรุ่งเรืองไพศาล; ปรุศก์ สุกใส; แพรวพร ไทยจงรักษ์; กฤษฎา ใจชื้น; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์Koi herpesvirus (KHV) is a cause of morbidity and mortality in fancy carp (koi; Cyprinus carpio koi) and common carp (Cyprinus carpio). The development of diploid cells for viral isolation is important for laboratory diagnosis and research. In this study, KHV was cultured consecutively in koi gill (KG) cells of passage 29 - 30 and 33 - 34. The fluid from each passage was tested for KHV by polymerase chain reaction technique and positive result was found in both passages. Thus, KG cells can provide a positive result to KHV isolation at 25oC and this can be confirmed by PCR.Publication Open Access การวิจัยในชั้นเรียนเพื่อสำรวจความคิดเห็นต่อการประเมินหลังการเรียนปฏิบัติการในวิชาโครงสร้างและการทำงานของร่างกายของนักศึกษาสัตวแพทย์(2560) อาทร นกแก้ว; เติมพงศ์ วงศ์ตะวัน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้This classroom action research aimed to survey the opinions of veterinary students toward a test after finishing each laboratory class (post-test) of body structure and function courses. Second year veterinary students of Faculty of Veterinary Science, Mahidol University from year 2014 and 2015 participated in this survey (80 students). The tool for collecting data was online survey from, frequency and percentage of data were analysed for rating scale questions. Responses of an open-ended question were analysed by content analysis. The results showed that veterinary students had both positive and negative opinions about post-test. For positive opinions, most students thought the post-test helped them to concentrate in the class and gave them better overall score. For negative opinions, post-test caused students increased anxiety and stress due to the format of test and unreadiness of students.Publication Open Access การสำรวจแมลงวันคอกสัตว์ Stomoxys spp. (Diptera: Muscidae) บริเวณคอกม้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม(2557) ธนาวลี หมั่นเทียนติพันธ์; นุชนารถ ใช้บางยาง; ทิฆเวท เวฬุวนารักษ์; ปุญญพัฒน์ เศษวิสัย; ธนศักดิ์ ช่างบรรจง; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพแมลงวันคอกสัตว์เป็นแมลงดูดเลือดที่มีความสำคัญกับปศุสัตว์และสัตว์เลือดอุ่นทั่วไป สามารถเป็นพาหะนำเชื้อปรสิตและเชื้อโรคหลายชนิด การศึกษาครั้งนี้ได้กำเนินการสำรวจแมลงวันคอกสัตว์บริเวณคอกม้าของคณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.มหิดล ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2556 โดยใช้กับดัก Vavoua สามารถจับแมลงวันคอกสัตว์ได้ทั้งหมด 976 ตัว ประกอบด้วย 2 ชนิด ได้แก่ Stomoxys calcitrans (ร้อยละ 97.75) และ Stomoxys indicus (ร้อยละ 2.25) จากการศึกษากิจกรรมการออกหากินในรอบวันของแมลงวันคอกสัตว์แต่ละชนิดในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน (06.00 ถึง 18.00 น.) พบว่าเพศผู้ของ S. calcitrans แสดงกิจกรรมการออกหากินในช่วงเช้า (08.00 ถึง 10.00 น.) และช่วงบ่าย (14.00 ถึง 16.00 น.) ขณะที่เพศเมียจะพบว่า ไม่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวัน ทั้งสองเพศของ S. indicus มีกิจกรรมการออกหากินสูงสุดในช่วงเช้าตรู่ (06.00 ถึง 08.00 น.) และช่วงพลบค่ำ (16.00 ถึง 18.00 น.)ทั้งนี้ได้แสดงถึงลักษณะทางสัณฐานวิทยา (frontal index และความยาวของลำตัว) ของแมลงวันคอกสัตว์แต่ละชนิดร่วมด้วย ดังนั้น ผลจากการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางโปรแกรมในการควบคุมแมลงวันคอกสัตว์ในพื้นที่ได้Publication Open Access ความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินและคุณภาพน้ำผิวดิน ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม(2558) กัณธิตา ปวีณสกล; พีรวัส ชินตระกูลชัย; ธนศักดิ์ ช่างบรรจง; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินและคุณภาพน้ำผิวดิน ได้ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2558 โดยเก็บตัวอย่างจาก 5 จุดสำรวจ ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล จังหวัดนครปฐม ทำการประเมินคุณภาพน้ำโดยการตรวจวัดพารามิเตอร์คุณภาพน้ำทางกายภาพและเคมี ร่วมกับวิเคราะห์องค์ประกอบของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน และดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ จากนั้นหาความสัมพันธ์ของดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพกับค่าพารามิเตอร์คุณภาพน้ำ ผลการศึกษาพบว่า สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดิน จำนวนทั้งสิ้น 2,641 ตัว จำแนกได้ 16 วงศ์ 10 อันดับ วงศ์ที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด คือ Corixidae อยู่ในอันดับ Hemiptera ค่าพารามิเตอร์คุณภาพน้ำส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าน้ำผิวดินในพืนที่ศึกษาทั้งหมดยังคงมีความเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า อุณหภูมิ ออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) และความเป็นกรด-ด่าง (pH) มีความสัมพันธ์กับดัชนีความหลากหลายของชนิด (P<0.01) ดังนั้น สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหน้าดินสามารถนำมาใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพสำหรับการประเมินคุณภาพน้ำได้Publication Open Access ความหลากหลายและความรุนแรงของการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ในช้าง(2554) วิทวัช วิริยะรัตน์; Witthawat Wiriyarat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรงจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ที่ทำให้เกิดภาวะเลือดออกอย่างรุนแรงจนเป็นสาเหตุการตายอย่างรวดเร็วในช้างเอเชียที่เป็นช้างเลี้ยงนั้นสร้างปัญหาเป็นอย่างมากต่อกระบวนการอนุรักษ์และการเพิ่มจำนวนช้างเอเชีย (Elephas maximas) ซึ่งจัดเป็นสัตว์ที่ใกล้ต่อการสูญพันธุ์ ไวรัสเฮอร์ปีส์ที่สามารถติดเชื้อในช้างสามารถประกอบไปด้วยไวรัสใน subfamily Betaherpesvirinae และ Gammaherpesvirinae ซึ่งการติเชื้อสามารถพบได้ทั้งในช้างเอเชียและช้างแอฟริกา (Loxodonta africana) ในหลายภูมิภาคทั่วโลก เชื้อ Elephant Endotheliotropic Herpesvirus (EEHV) สามารถต่อโรคได้อย่างเฉียบพลันรุนแรงในช้างอายุน้อยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Betaherpesviruses ในปัจจุบันพบว่ามีหลายชนิดประกอบไปด้วย EEHV1A EEHV1B EEHV2 EEHV3 EEHV4 EEHV5 และ EEHV6 โดบพบว่ามีเพียง EEHV2 เท่านั้นที่สามารถก่อโรคอย่างรุนแรงในช้างอัฟริกาที่มีอายุน้อยได้ ขณะที่ EEHV ชนิดอื่นส่วนใหญ่ก่อโรคในช้างเอเชียอายุน้อยโดยก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดถูกทำลายจนทำให้มีเลือดออกอย่างรุนแรงในอวัยวะภายใน แต่ทั้งนี้ความรุนแรงในการก่อโรคของเชื้อ EEHV5 และ EEHV6 นั้นปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ว่ารุนแรงเพียงใด สามารถพบการติดเชื้อ EEHV แบบแอบแฝงในช้างเอเชียและช้างแอฟริกาที่โตเต็มวัยได้ ซึ่งช้างเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นพาหะของโรคคอยแพร่เชื้อไปให้ช้างเชือกอื่นๆ ต่อไป ส่วนไวรัสพวก Elephant Gammaherpesvirus (EGHV) ที่พบว่ามีการติดเชื้อในช้างประกอบไปด้วย EGHV1 EGHV2 EGHV3A EGHV3B EGHV4 และ EGHV5 นั้น ปัจจุบันยังไม่พบว่าทำให้เกิดภาวะเจ็บป่วยรุนแรงทั้งช้างเอเชียและช้างแอฟริกาในทุกช่วงอายุPublication Open Access ค่าทางโลหิตวิทยาและค่าเคมีคลินิกในเลือดของลิงแสมที่มีสุขภาพดี ในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี(2554) อรุณี แจ้งแสงทอง; ชุติเพ็ญ บูรณะสินทรัพย์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์Publication Open Access ค่าทางโลหิตวิทยาและเคมีคลินิกในเลือดแมวที่มีสุขภาพดี(2557) ปริยากร จายคำ; พงษ์พันธุ์ สุวรรณชาติ; ศุภกิจ บัวมาศ; อรุณี แจ้งแสงทอง; วราภรณ์ แก้วคงจันทร์; วชิร ตระกูลชัยศรี; ชุติเพ็ญ บูรณะสินทรัพย์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลสัตว์ประศุอาทร; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์ค่าทางโลหิตวิทยาและเคมีคลินิกในเลือดมีความสำคัญต่อการตรวจสุขภาพ วินิจฉัยโรค และพยากรณ์โรคในสัตว์ อย่างไรก็ตาม การจะบ่งบอกว่าผลการวิเคราะห์ที่ได้นั้นมีความผิดปกติหรือไม่ จำเป็นต้องนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐาน ซึ่งค่าอ้างอิงมาตรฐานของเลือดแมวที่ใช้กันในปัจจุบันนั้น เป็นค่าอ้างอิงที่ได้มาจากงานวิจัยของต่างประเทศ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าความแตกต่างในสายพันธุ์ สภาพแวดล้อม รวมถึงอาหารการกินที่แตกต่างกัน อาจส่งผลให้ค่าทางโลหิตวิทยาและเคมีคลินิกในเลือดแมวจากต่างประเทศ มีความแตกต่างจากค่าทางโลหิตวิทยาและเคมีคลินิกในเลือดของแมวที่มีถินฐานอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาหาค่าอ้างอิงมาตรฐานของแมวที่มีถิ่นอยู่ในประเทศไทย เพื่อนำค่าอ้างอิงมาตรฐานที่ได้มาปรับใช้ในห้องปฏิบัติการ การศึกษานี้ผู้วิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างเลือดจากแมวที่มีสุขภาพดี ซึ่งมารับบริการที่โรงพยาบาลสัตว์ประศุอาทร จากนั้นนำมาตรวจหาค่าทางโลหิตวิทยาและค่าเคมีคลินิกในเลือด โดยใช้เครื่องตรวจวิเคราะห์อัตโนมัติ ทำการนับแยกชนิดเม็ดเลือดขาว โดยทำการเสมียร์เลือดแล้วย้อมด้วยสี Modified-Wrightûs Geimsa สำหรับค่าเคมีคลินิกในเลือดที่ทำการวิเคราะห์ ได้แก่ ยูเรียไนโตรเจน (BUN) ครีอะตินีน (Creatinine) เอนไซม์อะลานีนอะมิโนทรานเฟอเรส (ALT) เอนไซม์แอสปาเตสอะมิโนทรานเฟอเรส (AST) เอนไซม์อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส (ALP) และโปรตีนรวม (TP) จากการศึกษาพบว่าค่าทางโลหิตวิทยาและค่าเคมีคลินิกในเลือดที่ได้นั้นมีการกระจายตัวแบบปกติ ยกเว้น อีโอสิโนฟิล (Eosinophil) เบโซฟิล (Basophil) และโมโนซัยต์ (Monocyte) โดยพบว่าสายพันธุ์ อายุ และเพศ ส่งผลกระทบต่อค่าทางโลหิตวิทยาและเคมีคลินิกในเลือดบางค่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติPublication Open Access บทบาทและหน้าที่ของโปรตีนไอจีเอฟวัน (IGF-I) ในการเจริญเติบโตของร่างกายและระบบสืบพันธุ์ของสุกร(2561) เติมพงษ์ วงศ์ตะวัน; Tuempong Wongtawan; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสัตวแพทยศาสตร์. ภาควิชาปรีคลินิกและสัตวศาสตร์ประยุกต์โปรตีนไอจีเอฟวัน หรือ Insulin-like growth factors (IGFs) เป็นฮอร์โมนชนิดโปรตีน โครงสร้างคล้ายกับออร์โมนอินซูลิน (Insulin) แต่ทำหน้าที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง โดย IGFs จำทำงานอย่างซับซ้อนและทำหน้าที่เกี่ยวกับการสื่อสารระหว่างเซลล์ และตอบสนองต่อสิ่งปวดล้อม IGFs สามารถทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เซลลืข้างเคียงและควบคุมตัวเองอีกด้วย IGF-I นั้นมีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตของร่างกาย และเสริมสร้างประสิทธิภาพของระบบสืบพันธุ์ แต่ IGF-II เกี่ยวข้องกับคุณภาพของเนื้อสุกร การใช้อาหารเสริมเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของ IGF-I ในกระแสเลือดนั้นส่งผลทางอ้อมให้ลูกสุกรที่ไม่แข็งแรงมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น และช่วยเพิ่มผลผลิตในสุกรนาง
