Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์"
Now showing 1 - 20 of 183
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access Constructionism and Brain – based Learning(2552) สุปรียา ตันสกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์Publication Open Access Safe care and primary health care(2552) บุษบา สงวนประสิทธิ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์Publication Open Access กระบวนการเรียนรู้โดยสังเกตจากตัวแบบเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพในนักเรียนชั้นประถมศึกษา อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร(2550) จักรกฤษณ์ พลราชม; สุปรียา ตันสกุล; ธราดล เก่งการพานิช; ตุ๋ย ยังน้อย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. สถานฝึกอบรมและวิจัยอนามัยชนบทสูงเนินโรคฟันผุและโรคเหงือกอักเสบในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ยังคงเป็นปัญหาด้าน ทันตสุขภาพในประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการทางด้านทันตสุขภาพสำหรับทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงการดูแลทันตสุขภาพที่ถูกต้องในนักเรียนชั้นประถมศึกษา เพื่อลดอุบัติการณ์ การเกิดโรคในช่องปาก การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผล ของโปรแกรมทันตสุขศึกษาที่ประยุกต์ทฤษฎีปัญญาสังคม โดยใช้แนวคิดการเรียนรู้โดยการ สังเกตจากตัวแบบ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพ ในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตอำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร กลุ่มตัวอย่างมีจำนวน 84 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 42 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมทันตสุขภาพศึกษาที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบบันทึกปริมาณคราบจุลินทรีย์ และแบบประเมินทักษะการปฏิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยภายในกลุ่มตัวอย่าง ด้วยสถิติ Paired Samples t-test เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม ทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ด้วยสถิติ Independent t-test ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนแปลงความรู้เกี่ยวกับ ทันตสุขภาพ เจตคติต่อการดูแลทันตสุขภาพ และการปฏิบัติตัวในการดูแลทันตสุขภาพที่ดีขึ้น กว่าก่อนการทดลอง และดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ส่วนปริมาณ คราบจุลินทรีย์ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนลดลงกว่าก่อนการทดลอง และแตกต่างจากกลุ่ม เปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) จากผลการวิจัยแสดงว่า กระบวนการเรียนรู้ โดยการสังเกตจากตัวแบบ มีผลทำให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลง ความรู้เกี่ยวกับ ทันตสุขภาพ เจตคติต่อการดูแลทันตสุขภาพ การปฏิบัติตัวในการดูแลทันตสุขภาพ และปริมาณคราบ จุลินทรีย์ที่ดีขึ้นPublication Open Access กลยุทธ์การสร้างเสริมสุขภาพกับการควบคุมยาสูบโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน(2559) มณฑา เก่งการพานิช; ธราดล เก่งการพานิช; Mondha Kengganpanich; Tharadol Kengganpanich; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาพให้เกิดความยั่งยืน โดย 5 กลยุทธ์การสร้างเสริมสุขภาพ ตามข้อเสนอในกฏบัตรออตตาวา ในการประชุมที่เมืองออตตาวา ประเทศแคนาดา ปี พ.ศ.2529 ประกอบด้วย 1) การสร้างนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ 2) การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ 3) การเสริมสร้างกิจกรรมชุมชนให้เข้มแข็ง 4) การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล และ 5) การปรับเปลี่ยนระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งเมื่อนาไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานควบคุมยาสูบในชุมชนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ทำให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองและระดมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบุคคลที่เชื่อว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทุกระดับตั้งแต่ครอบครัว สังคม ชุมชน องค์กร ระบบบริการสาธารณสุข และนโยบายชุมชนมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เสี่ยงที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลที่ทำให้เกิดการเลิกบุหรี่ ซึ่งส่งผลต่ออัตราการสูบบุหรี่ของชุมชนที่ลดลง และคาดหวังที่จะให้การเลิกสูบบุหรี่ส่งผลต่อการส่งเสริมสุขภาพและการควบคุมปัญหาโรคเรื้อรังในชุมชนได้ในที่สุดPublication Open Access การจัดทําแผนงานโครงการสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพในงานสาธารณสุข ตามหลักการจัดทําโครงการแบบตารางเหตุผลสัมพันธ์(2555) มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์; Manirat Therawiwat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ตารางเหตุผลสัมพันธ์ เป็นเครื่องมือสำหรับผู้รับผิดชอบจัดทำแผนงานโครงการ สรุปเนื้อหาสาระของแผนงาน โครงการลงในตาราง 4 แถวในแนวตั้ง และ 4 แถวในแนวนอน ที่เน้นผลของการดำเนินงานที่ต้องการให้เกิด กลวิธีการ ดำเนินงาน ดัชนีวัดความสำเร็จ และแหล่งข้อมูลหรือวิธีการตรวจสอบความสำเร็จ เนื่องจากต้นฉบับของตารางเหตุผล สัมพันธ์ไม่ได้จัดทำขึ้นเพื่อการวางแผนงานด้านสุขภาพ ดังนั้นในการนำหลักการการจัดทำแผนแบบตารางเหตุผลสัมพันธ์ ไปใช้ในการวางแผนงานสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพ ควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ 1. ระดับของวัตถุประสงค์ในช่อง สาระสำคัญโดยสรุป ที่ปะกอบด้วย ปัจจัยนำเข้า ผลผลิต จุดมุ่งหมาย และ เป้าประสงค์ ควรปรับเป็น กลวิธีทางสุขศึกษา วัตถุประสงค์เฉพาะ วัตถุประสงค์ทั่วไป และ เป้าประสงค์ จะทำให้เข้าใจ ตรงกัน 2. แนวคิดผลของโครงการสุขภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นสามารถนำมาใช้ในการกำหนดวัตถุประสงค์ของ โครงการ คือ ผลกระทบของโครงการที่มีต่อภาวะสุขภาพโดยรวม เช่น การเจ็บป่วย การตาย เป็นต้น และ ภาวะเสี่ยงต่อ สุขภาพ เช่น ดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือด ภาวะเครียด สามารถกำหนดเป็น เป้าประสงค์ของโครงการ สาเหตุด้าน พฤติกรรมสุขภาพ สามารถกำหนดเป็น วัตถุประสงค์ทั่วไป และ ปัจจัยของพฤติกรรม ได้แก่ ปัจจัยนำ เอื้อ และเสริม สามารถกำหนดเป็น วัตถุประสงค์เฉพาะ 3. หลักการของ เป้าประสงค์เดียว มีจุดมุ่งหมายเดียว ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจาก ภาวะสุขภาพหรือ ภาวะเสี่ยงทางสุขภาพของปัญหาใดปัญหาหนึ่งไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เกิดจากสิ่งแวดล้อมและหรือสาเหตุด้าน พฤติกรรมสุขภาพที่สัมพันธ์กัน ดังนั้นตารางเหตุผลสัมพันธ์ในงานด้านสุขภาพจึงมีวัตถุประสงค์ทั่วไปมากกว่า 1 ได้ 4. เป้าประสงค์ของโครงการที่กำหนด จะต้องคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมาย ว่าเป็นกลุ่มป่วยหรือกลุ่มเสี่ยง ป่วยด้วย โรคติดเชื้อ โรคไร้เชื้อหรือโรคเรื้อรัง 5. กลวิธีทางสุขศึกษาจะต้องสอดคล้องกับปัจจัยของพฤติกรรมหรือของสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ใน วัตถุประสงค์เฉพาะ และ 6. จะต้องตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่าง กลวิธีทางสุขศึกษากับวัตถุประสงค์ของโครงการใน แนวตั้งแรก โดยใช้คำถามว่าอย่างไร เช่น กลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างไร (เป้าประสงค์) คำตอบที่ได้คือ วัตถุประสงค์ทั่วไปของโครงการ คือการความคุมการบริโภคอาหารหวาน การออกกำลังกายเป็นต้นPublication Open Access การใช้กิจกรรมสื่อสารสุขภาพผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ เพื่อส่งเสริมความตั้งใจต่อการหลีกเลี่ยงการเปิดรับสื่อยั่วยุทางเพศ: การศึกษานำร่อง(2564) ชาญวุฒิ สว่างศรี; ภรณี วัฒนสมบูรณ์; อาภาพร เผ่าวัฒนา; Chanwut Sawangsri; Paranee Vatanasomboon; Arpaporn Powwattana3; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผล การจัดกิจกรรมสื่อสารสุขภาพผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ในการส่งเสริมความตั้งใจต่อการ หลีกเลี่ยงการเปิดรับสื่อยั่วยุทางเพศ ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่ง หนึ่ง เขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 75 คน กิจกรรมสื่อสารสุขภาพส่งผ่านทางแอปพลิเคชัน ไลน์ ประกอบด้วย การส่งภาพอินโฟกราฟิก 5 ภาพและกิจกรรมถามตอบประจำสัปดาห์ 4 ครั้ง ในรูปแบบข้อความและลิงค์กูเกิลฟอร์ม ดำเนินการศึกษาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เก็บ ข้อมูลการตอบสนองต่อกิจกรรมสื่อสารสุขภาพ เจตคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และ ความตั้งใจต่อการหลีกเลี่ยงการเปิดรับสื่อยั่วยุทางเพศโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วย ตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบ Paired Sample T-test ผลการประเมินพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรม และมีความพึงพอใจ ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะประโยชน์ ความเหมาะสมของเวลาและกิจกรรม และความน่าดึงดูดใจ ภายหลงั จดั กจิ กรรมพบวา่ คะแนนเฉลยี่ การคลอ้ ยตามกลมุ่ อา้ งองิ ตอ่ การหลกี เลยี่ งการเปดิ รับสื่อยั่วยุทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.024) ขณะที่ไม่พบการเพิ่มขึ้น ของคะแนนเฉลี่ยเจตคติและความตั้งใจต่อการหลีกเลี่ยงการเปิดรับสื่อยั่วยุทางเพศ ผลการ ศึกษานำร่องนี้แสดงความเป็นไปได้ในการที่จะนำรูปแบบกิจกรรมการสื่อสารสุขภาพผ่าน อุปกรณ์แบบเคลื่อนที่ไปใช้เสริมการสอนสุขศึกษา อย่างไรก็ตามยังต้องปรับปรุงและ ศึกษาประสิทธิผลของกิจกรรมสื่อสารสุขภาพต่อไปPublication Open Access การใช้สัปดาห์บูรณาการการเรียนรู้ในการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ด้านทักษะทางวิชาการและการพัฒนาตนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (สาธารณสุขศาสตร์) สาขาวิชาเอกสุขศึกษา(2553) สุปรียา ตันสกุล; ภรณี วัฒนสมบูรณ์; Supreya Tansakul; Paranee Vatanasomboon; ภรณี วัฒนสมบูรณ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์การวิจัยในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการจัดการเรียนการสอนแบบสัปดาห์บูรณาการการเรียนรู้ในแง่ของความสามารถในการเรียนรู้ด้านทักษะทางวิชาการและด้านการพัฒนาตน รูปแบบการเรียนการสอนนี้ ออกแบบขึ้นสําหรับนักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (สาธารณสุขศาสตร์) ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเอกสุขศึกษาเป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งจัดโอกาสให้นักศึกษาได้ประยุกต์ใช้ความรู้ในแต่ละวิชาที่ได้เรียนมาแล้วเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในช่วงสุดท้ายของภาคการศึกษาที่หนึ่ง กิจกรรมเรียนรู้ออกแบบบนพื้นฐานแนวคิดทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) และแนวคิดการเรียนรู้บนฐานสมอง (Brain-Based Learning) ใช้วิธีการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก การเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การทํางานกลุ่ม การนําเสนองาน การให้ข้อมูลป้อนกลับ การกํากับชี้แนะและการสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนการเรียนรู้ ผลการประเมินแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่พัฒนาขึ้น คะแนนประเมินตนเองเกี่ยวกับความสามารถในการเรียนรู้ด้านทักษะทางวิชาการและด้านการพัฒนาตนของนักศึกษาก่อนและหลังเข้าร่วมสัปดาห์บูรณาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ โดยนักศึกษาทั้งหมดมีคะแนน ความสามารถในการเรียนรู้ด้านทักษะทางวิชาการเพิ่มขึ้น ขณะที่ประมาณร้อยละ 77 มีคะแนนความสามารถในการเรียนรู้ด้านการพัฒนาตนเพิ่มขึ้น รูปแบบการเรียนการสอนที่ประสบความสําเร็จและข้อเรียนรู้ที่ได้รับได้นํามาใช้และกําหนดให้อยู่ในตารางการเรียนการสอนประจําของภาคการศึกษาที่หนึ่งของหลักสูตรPublication Open Access การตรวจสุขภาพประจำปีของโรงพยาบาลเอกชน กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้รับบริการ(2555) เนตรระวี เพ็ชร์รัตน์; มลินี สมภพเจริญ; ประสิทธิ์ ลีระพันธ์; ธราดล เก่งการพานิช; Nedrawee Pedsharat; Maleenee Sompomjarean; Prasit Leerapan; Tharadol Kenggranpanich; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์การวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของระบบบริการตรวจสุขภาพต่อการเรียนรู้และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพภายหลังการตรวจสุขภาพประจำปีของผู้รับบริการ ณ ศูนย์สุขภาพของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ระเบียบวิธีการศึกษาเป็นการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การศึกษาเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้ กลุ่มตัวอย่าง 194 คน ตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง 3 ครั้ง โดย 2 ครั้งแรกเป็นการตอบแบบสอบถามก่อนและ หลังพบแพทย์ในวันที่มาตรวจสุขภาพ และครั้งที่ 3 ตอบภายหลังการตรวจสุขภาพผ่านไป 1 เดือน วิเคราะห์ข้อมูล โดยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired t-test ส่วนการศึกษาเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดย สัมภาษณ์เชิงลึกผู้รับบริการ แพทย์ พยาบาลและผู้ช่วยแพทย์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างตัดสินใจมาตรวจสุขภาพเนื่องจากอยากรู้ภาวะสุขภาพของตนเอง มากที่สุด ร้อยละ 64.4 มีค่าเฉลี่ยคะแนนความคาดหวังเรื่องความน่าเชื่อถือของแพทย์และผู้ให้บริการสูงสุด เท่ากับ 4.59 คะแนน หลังการตรวจสุขภาพกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องสุขภาพ ความเข้าใจผลการ ตรวจ และความตระหนักในพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรม สุขภาพไม่แตกต่างจากก่อนตรวจสุขภาพ การศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบบริการตรวจสุขภาพสามารถสร้างให้ เกิดความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับสุขภาพได้ แต่ไม่สามารถส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพแก่ผู้รับบริการเท่าที่ควร ศูนย์ให้บริการตรวจสุขภาพควรมีการวางแผนการให้สุขศึกษาและ ติดตามพฤติกรรมสุขภาพของผู้รับบริการอย่างต่อเนื่อง โดยจัดกิจกรรมกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สุขภาพอย่างเหมาะสมจนกว่าผู้รับบริการจะกลับมาตรวจสุขภาพในปีถัดไปเพื่อลดความเสี่ยงและความรุนแรง ของโรคที่สามารถป้องกันได้Publication Open Access การทบทวนงานวิจัยด้านสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพ: บทเรียนจากบทความวิจัยต้นฉบับและวิทยานิพนธ์ระหว่างปี พ.ศ. 2554 – 2560(2564) สุวรรณา มูเก็ม; ศรัณญา เบญจกุล; มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์. สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์การวิจัยเอกสารครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนงานวิจัยด้านสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพผ่านบทความวิจัยต้นฉบับและวิทยานิพนธ์ที่เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2554 – 2560 ดำเนินการวิจัยโดยการสืบค้นเอกสารตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวนทั้งสิ้น 76 เรื่อง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ การแจกแจงความถี่ และร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ร้อยละ 61.8 ของเอกสารที่ได้รับการสืบค้นเป็นผลงานวิทยานิพนธ์ที่ตีพิมพ์เป็นบทความวิจัยในวารสารในฐานข้อมูล TCI เมื่อวิเคราะห์การประยุกต์ใช้แนวคิด/ทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์ พบว่า (1) ในงานวิจัย 1 เรื่อง มีการประยุกต์แนวคิดและทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์มากกว่า 1 แนวคิดและทฤษฎี (2) งานวิจัยส่วนใหญ่ประยุกต์แนวคิดและทฤษฎีระดับบุคคลโดยพบการประยุกต์ใช้สูงสุด คือ ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง และ (3) ผลของงานวิจัยซึ่งประยุกต์แนวคิดและทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์ในการออกแบบกิจกรรมหรือโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ ส่วนใหญ่นำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะปัญหาสุขภาพที่มาจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ดังนั้น ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยด้านสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพในอนาคต จึงควรให้ความสำคัญในการเพิ่มประเด็นการประเมินผลกิจกรรมในแง่ประสิทธิผลและความคุ้มค่า การประยุกต์แนวคิดและทฤษฎีระดับชุมชน และการวิจัยด้านนวัตกรรมและสื่อดิจิทัลเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพPublication Open Access การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่จำกัดของผู้สูงอายุไทย: ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2560(2564) อลงกรณ์ เปกาลี; ภรณี วัฒนสมบูรณ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้สูงอายุ ซึ่งหมายถึง กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่ผู้สูงอายุปฏิบัติโดยไม่ต้องการอุปกรณ์ หรือผู้ช่วยเหลือ มีความสำคัญต่อการระบุความต้องการความช่วยเหลือ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ การวิจัยทุติยภูมิครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่จำกัดของผู้สูงอายุและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในการศึกษา กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 39,032 คน ที่ตอบคำถามความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันครบถ้วนถูกใช้ในการวิเคราะห์ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์ การถดถอยโลจิสติกแบบทวิ ถูกใช้วิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวม ร้อยละ 29.4 ของผู้สูงอายุมีการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่จำกัดอย่างน้อย 1 กิจกรรม การกลั้นปัสสาวะ (ร้อยละ 17.4) การเคลื่อนที่ภายในบ้าน (ร้อยละ 16.4) คือ กิจกรรมที่ผู้สูงอายุมีข้อจำกัดมากที่สุด ผลการวิเคราะห์สถิติการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบทวิ พบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันที่จำกัดอย่างน้อย 1 กิจกรรม คือ เพศหญิง, ผู้สูงอายุตอนกลางและตอนปลาย, สถานภาพโสด/หม้าย/หย่า/แยกกันอยู่, ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี, มีรายได้ไม่เพียงพอ, มีประวัติการหกล้ม, มีปัญหาการมองเห็น การได้ยิน และการเคี้ยว, และการไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ ผลการศึกษานี้ให้ข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำหรับการจัดบริการการดูแล และสนับสนุนผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหญิงที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ รวมทั้งควรมีการคัดกรองภาวะเสื่อมตามวัย ที่บูรณาการเข้าในการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อการตรวจสอบ และวางแผนในการสนับสนุนและดูแลแต่เริ่มแรกPublication Open Access การประเมินผลการดำเนินงานด้านสุขศึกษา(2552) นิรัตน์ อิมามี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์Publication Open Access การประเมินผลการรับสื่อการ์ตูนการสอนทักษะชีวิตไปใช้ของโรงเรียนขยายโอกาสที่ทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(2561) ภรณี วัฒนสมบูรณ์; อลงกรณ์ เปกาสี; อาภาพร เผ่าวัฒนา; ลักขณา เติมศิริกุลชัย; Paranee Vatanasomboon; Alongkorn Pekalee; Arpaporn Powwattana; Lakkhana Temsirikulchai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขทักษะชีวิตเป็นปัจจัยปกป้องสำคัญสำหรับเด็ก วัยเรียนที่สามารถพัฒนาได้โดยการเรียนรู้ผ่านสื่อ การสอน การศึกษานี้เป็นการประเมินผลการรับสื่อการ์ตูน การสอนทักษะชีวิตสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1-3 ไปใช้ในการสอนของโรงเรียนขยายโอกาสที่ ทำงานร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน 1) วิธีการ และคุณภาพของการนำสื่อไปใช้ในการสนับสนุน การสอนทักษะชีวิต 2) การตอบสนองต่อสื่อของครู และนักเรียน และ 3) การเปลี่ยนแปลงทักษะชีวิต ของนักเรียน เก็บรวมรวมข้อมูลจากกลุ่มครูผู้ใช้สื่อ และนักเรียนของห้องเรียนที่มีการนำสื่อไปใช้ โดยใช้ แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเองและแนวคำถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า สื่อชุดนี้นำไป ใช้สนับสนุนกิจกรรมเสริมทักษะชีวิตในส่วนของกิจกรรม พัฒนาผู้เรียนโดยนำไปใช้สอนในวิชาแนะแนวเป็น ส่วนใหญ่ คุณภาพของการนำสื่อไปใช้ในภาพรวมจัดอยู่ ในระดับพอใช้ การตอบสนองต่อสื่อพบว่าทั้งกลุ่มครู และนักเรียนมีความเห็นทางบวกต่อสื่อชุดนี้ ทักษะชีวิต ของนักเรียนที่ประเมินเมื่อปลายภาคการศึกษาเพิ่มขึ้น เล็กน้อยอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.05) ผลการประเมิน ชี้ให้เห็นว่า การรับสื่อไปใช้ของโรงเรียนโดยผ่านทาง ครูผู้สอนนั้นจำเป็นต้องเน้นที่วิธีการในการนำไปใช้ เพื่อให้สามารถบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านทักษะชีวิต ของนักเรียนได้Publication Open Access การประเมินผลการเรียนรู้และการจัดกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะ ในสถานประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ตามโมเดล Kirkpatrick(2561) ขวัญเมือง แก้วดำเกิง; จำเนียร ชุณหโสภาค; Kwanmuang Kaeodumkoeng; Jumnian Junhasobhaga; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์การประเมินผลการเรียนรู้และการจัดกระบวนการ สร้างเสริมสุขภาวะในสถานประกอบการตามโมเดล Kirkpatrick ใช้รูปแบบการวิจัยปฏิบัติการแบบมี ส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการเรียนรู้ และการจัดกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะให้กับ พนักงานในสถานประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรม เครื่องนุ่งห่มไทย ดำเนินงานระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงธันวาคม พ.ศ.2559 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย พนักงานในสถานประกอบการ จำนวน 293 คน ทีมสร้างสุของค์กร 4 แห่ง จำานวน 12 คน และ ทีมวิทยากรกระบวนการ จำานวน 7 คน เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบตรวจสอบสุขภาวะ องค์กร แบบบันทึกกิจกรรม และแนวทางการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความ แตกต่างของค่าเฉลี่ยด้วยสถิติ Paired T-test และ การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการประเมินฯให้สารสนเทศ 4 ด้าน คือ (1) การตอบสนอง (Reaction) ได้แก่ แนวความคิด และทัศนคติ (2) การเรียนรู้ (Learning) ได้แก่ การรับรู้แนวคิดการสร้างองค์กรสุขภาวะ ทักษะ การทำางาน และทักษะการใช้ชีวิต (3) การเปลี่ยนแปลง ทางพฤติกรรม (Behavior change) ได้แก่ พฤติกรรม สุขภาพ และ (4) ผลลัพธ์ (Results) ได้แก่ ปัจจัย สร้างเสริมสุขภาวะ และผลต่อธุรกิจ ซึ่งพบว่า มีการ เปลี่ยนแปลงดีขึ้น และมีความแตกต่างเมื่อเปรียบเทียบ ระหว่างก่อนและหลังการจัดกระบวนการสร้างเสริม สุขภาวะองค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในสถาน ประกอบการ 3 แห่ง รูปแบบการประเมินนี้สามารถ ให้สารสนเทศและมุมมองที่รอบด้านมากขึ้น สำหรับ ใช้พัฒนากระบวนการฯ เพื่อให้พนักงานเกิดการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพPublication Open Access การประเมินผลโครงการพัฒนาระบบเฝ้าระวังการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 0-72 เดือน แบบบูรณาการโดยชุมชน(2551) กานดาวสี มาลีวงษ์; สายพิณ โชติวิเชียร; วาสนา จันทร์สว่าง; สุจิตรา ผลประไพ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; กระทรวงสาธารณสุข. กรมอนามัย. กองโภชนาการการเฝ้าระวังโภชนาการของเด็ก 0-72 เดือน เป็นยุทธศาสตร์ด้านโภชนาการที่สำคัญเพื่อควบคุม และป้องกันภาวะทุพโภชนาการ และส่งเสริมภาวะโภชนาการที่ดี ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินกิจกรรม ดังกล่าวมาตั้งแต่ พ.ศ. 2525 และจากการประเมินระบบเฝ้าระวังและติดตามทางโภชนาการของเด็ก ต่ำกว่า 5 ปี เมื่อ พ.ศ. 2545 พบว่า ความครอบคลุมและคุณภาพการดำเนินงานลดน้อยลง การ ดำเนินการแบบบูรณาการและชุมชนมีส่วนร่วมจึงมีความสำคัญยิ่ง การศึกษาครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบเฝ้าระวังการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 0-72 เดือน แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2548) วเิ คราะห์และพัฒนาเครื่องมือ และคู่มือสำหรับการเฝ้าระวังด้วยนวัตกรรม แนวทางการประเมินพื้นที่เด็กไทยแข็งแรง โดยอาศัยกระบวนการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อกระตุ้น การดำเนินการด้าน โภชนาการให้เข้มแข็งในพื้นที่ 20 หน่วยบริการปฐมภูมิของ 7 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี ชัยภูมิ ลำปาง สุโขทัย สตูล และศรีสะเกษ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2549) เสริมสร้างศักยภาพและพลังความ สามารถของภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่ ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุข ผู้บริหารและสมาชิกองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ครู พี่เลี้ยงศูนย์เด็ก และแกนนำด้านสุขภาพ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือ ในการดำเนินงานเฝ้าระวัง รวมทั้งมีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายใต้กรอบแผนที่ยุทธศาสตร์ปฏิบัติการ โครงการระยะที่ 3 (พ.ศ. 2550) พฒั นาแนวทางการส่งเสริมโภชนาการที่ดี และควบคุมป้องกันภาวะ ทุพโภชนาการในเด็ก 0-72 เดือน รวมทั้งการจัดทำระบบรายงานผลเฝ้าระวังฯ ที่มีความเชื่อมโยง สถานการณ์ภาวะโภชนาการในระดับพื้นที่ ผลการประเมินโครงการ พบว่า ภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่ สามารถดำเนินการเฝ้าระวังฯ โดยใช้เครื่องมือและระบบรายงานที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินและติดตามสถานการณ์ภาวะโภชนาการ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ มีรูปแบบที่ดี อาสาสมัครสาธารณสุข และแกนนำ สามารถนำข้อมูลมา จัดทำแผนงาน โครงการเพื่อจัดทำงบประมาณเสนอองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระบบสนับสนุน ที่ดี เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังฯ การดำเนินการด้านโภชนาการและสร้างเสริมสุขภาพที่เกี่ยวข้องในลักษณะความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเข้มแข็ง โดยอาศัยความรู้และ ดำเนินงานด้วยแผนที่ยทุ ธศาสตร์ปฏิบัตกิ ารโครงการ ตามหลักประสิทธิภาพของปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียงนั้น จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นความสำคัญขของการ ดำเนินการด้านอาหารและโภชนาการ ร่วมกับการบรรจุแผนงานโครงการเฝ้าระวังในแผนท้องถิ่น 3 ปี (พ.ศ. 2550-2552) และมีการจัดสรรงบประมาณให้พ้นื ที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องPublication Open Access การประเมินผลโครงการสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพ(2558) มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์Publication Open Access การประเมินพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนงานโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร(2558) พิทยา สังข์แก้ว; มณฑา เก่งการพานิช; ธราดล เก่งการพานิช; ศรัณญา เบญจกุล; นรีมาลย์ นีละไพจิตร; Pittaya Sangkaew; Mondha Kengganpanich; Tharadol Kengganpanich; Sarunya Benjakul; Nareemarn Neelapaichit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี. สาขาวิชาการพยาบาลสุขภาพชุมชนการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาเพื่อประเมินพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของคนงานโรงพยาบาลรัฐ แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ตามกรอบทฤษฎีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและทฤษฎีการรับรู้ ความสามารถแห่งตนเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ประเมินพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ระดับการติด นิโคติน ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการรับรู้ความสามารถตนเองในการเลิกบุหรี่ในคนงานจำนวน 33 คน ข้อมูลนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและนำเสนอเชิงพรรณนาและตารางแจกแจงความถี่ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 33 คน สูบบุหรี่ทุกคนเฉลี่ยวันละ 8.82 มวน/วัน อายุที่เริ่มสูบ เฉลี่ย 18.76 ปี สูบมานานเฉลี่ย 38 ปี และร้อยละ 94 ดื่มเหล้า/เบียร์ โดยจะสูบบุหรี่หลังรับประทาน อาหารมากที่สุด (ร้อยละ 81.8) เหตุผลที่สูบเพื่อคลายเครียด (ร้อยละ 42.4) ผู้สูบมีระดับการติดนิโคตินอยู่ ระดับต่ำ ร้อยละ 39.4 รองลงมาคือปานกลาง ร้อยละ 30.3 และสูง ร้อยละ 15.2 ระดับขั้นตอนการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลิกบุหรี่ อยู่ในขั้นลังเลใจ/ชั่งใจ (Comtemplation) ร้อยละ 66.6 และยังไม่คิด จะเลิกบุหรี่แน่นอน (Precontemplation) ร้อยละ 18.2 ทุกระดับการติดนิโคตินส่วนใหญ่อยู่ในขั้นลังเลใจ/ ชั่งใจในการเลิกสูบร้อยละ 60-80 การรับรู้ความสามารถตนเองอยู่ในระดับต่ำร้อยละ 63.7 และปานกลาง ร้อยละ 27.3 ผู้สูบบุหรี่ที่อยู่ในขั้นไม่สนใจเลิกและขั้นลังเลใจ ส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้ความสามารถตนเอง ต่ำ สำหรับความคาดหวังในผลลัพธ์ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 66.7 และปานกลางร้อยละ 33.3 ผู้สูบ บุหรี่ที่มีการรับรู้ความสามารถตนเองในการเลิกบุหรี่ทั้งระดับต่ำ ปานกลางและสูง ล้วนมีความคาดหวังใน ผลลัพธ์ของการเลิกบุหรี่อยู่ในระดับสูงมากกว่าร้อยละ 60 ฉะนั้นผู้รับผิดชอบในการจัดกิจกรรมช่วยเลิกบุหรี่ ควรประเมินขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสร้างการรับรู้ความสามารถตนเองให้สูงขึ้นPublication Open Access การประเมินสมรรถนะหลักในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานของบุคลากรทางการแพทย์ ประจำสถานบริการสุขภาพภาครัฐ จังหวัดชลบุรี(2554) เสาวนิตย์ แพงโพธิ์; ประสิทธิ์ ลีระพันธ์; ธราดล เก่งการพานิช; มลินี สมภพเจริญ; Saowanit Phaengphoe; Prasit Leerapan; Tharadol Kengganpanich; Malinee Sompopcharoen; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; โรงพยาบาลค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรีการวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักในการป้องกันและควบคุม โรคเบาหวาน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ประจำสถานบริการสุขภาพภาครัฐ จังหวัดชลบุรี ครอบคลุม สมรรถนะหลัก 3 ด้าน คือ ความพร้อมทางวิชาการที่สำคัญ ความรู้สึกเสริมพลัง และทักษะที่จำเป็นศึกษา ในบุคลากรทางการแพทย์ตัวอย่าง จำนวน 239 คน ด้วยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าความเที่ยง ของสมรรถนะหลักเท่ากับ 0.953 ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติเพื่อการเปรียบเทียบ t-test และ One-way ANOVA ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % การศึกษา พบว่า บุคลากรทางการแพทย์มีสมรรถนะหลักโดยรวมในการควบคุมและป้องกันโรค เบาหวาน ในระดับมาก (14.6%) ระดับปานกลาง (46.0%) และระดับน้อย (39.4%) ตัวแปรที่มีความ สัมพันธ์กับสมรรถนะหลักโดยรวม และด้านความพร้อมทางวิชาการที่สำคัญ คือ สถานที่ทำงาน ตำแหน่งงาน และภาระงานที่รับผิดชอบ ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกเสริมพลัง คือ การศึกษา และการเร่งรัดของนโยบายที่มุ่งผลสัมฤทธิ์การทำงาน และตัวแปรที่สัมพันธ์กับทักษะที่จำเป็น คือ เพศ สถานที่ทำงาน ตำแหน่งงาน ความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน และภาระงานที่รับผิดชอบ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จากผลการศึกษา สะท้อนให้เห็นว่า สมรรถนะหลักของบุคลากรทางการแพทย์ยังมีไม่เต็มที่ ผู้บริหาร ควรกำหนดนโยบายและเป้าหมายการพัฒนาสมรรถนะหลักในการป้องกันและควบคุมโรคเบาหวานของ บุคลากรทางการแพทย์เป็นการเฉพาะเพื่อยกระดับตามการทำงานของโรคเรื้อรัง ด้วยการจัดทำ หลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ควรปรับให้สอดคล้องกับสภาพ และเงื่อนไขการทำงานของ สถานบริการสุขภาพในระดับที่แตกต่างกัน รวมทั้งตำแหน่งงานและหน้าที่รับผิดชอบPublication Open Access การประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองในการออกกำลังกายด้วยโยคะของนักศึกษาหญิง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี(2555) ณัฐสุภรณ์ โพธิ์โลหะกุล; ลักขณา เติมศิริกุลชัย; ธราดล เก่งการพานิช; พิมพ์สุภาว์ จันทนะโสตถิ์; Lakkhana Termsirikulchai; Tharadol Kengganpanich; ลักขณา เติมศิริกุลชัย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยโยคะ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง กลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบเป็นนักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 2 และ 3 ของวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จังหวัดปทุมธานีกลุ่มละ 35 คน โปรแกรมประกอบด้วยการให้ความรู้ การสร้างการรับรู้ความสามารถตนเองและความคาดหวังในผลลัพธ์ ใช้วิธีการบรรยาย ดูวีดิทัศน์ สาธิต ฝึกปฏิบัติ อภิปรายกลุ่ม ใช้ตัวแบบการเล่าประสบการณ์ที่ประสบความสำเร็จ ใช้คำพูดชักจูง กระตุ้นทางอารมณ์ และฝึกตามคู่มือที่บ้านนาน 4 สัปดาห์ๆ ละ 3 วันๆ ละ 90 นาที รวม 12 ครั้ง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถาม และทดสอบสมรรถภาพทางกายและจิตใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired Sample t-test และ Student’s t-test ผลการศึกษา พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีความรู้ การรับรู้ความสามารถตนเอง ความคาดหวังในผลลัพธ์ และมีพฤติกรรมการออกกำลังกายด้วยโยคะ ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และสมรรถภาพทางกาย ของกล้ามเนื้อไหล่ และหลังส่วนล่างอ่อนตัวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001 และ p<0.007 ตามลำดับ) ด้านความเครียด ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001 และ p<0.045 ตามลำดับ) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดโปรแกรมการออกกำลังกายด้วยโยคะโดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง ควรนำไปประยุกต์ใช้กับนักศึกษาสถาบนัต่างๆ เพื่อการมีสุขภาพดีทั้งกายและจิตใจ This quasi-experimental research aimed to study the effectiveness of a yoga exercise program by applying self-effi cacy theory among female undergraduates. The experimental group was sophomores and the comparison group was third year female students of Faculty of Thai Traditional Medicine, Rajamangala University of Technology, Pathumthani Province. Each group comprised 35 students. The program included; improving yoga knowledge, self-effi cacy and outcome expectancy by lecture, VCD study, demonstration, group discussion, vicarious experiences from modeling, mastery experience, verbal persuasion, emotional motivation and practice with manual at home. The program was conducted for four weeks, three days/week, 90 minutes/day, totaling 12 sessions. The data were collected by using questionnaires and measuring physical and mental fi tness. Paired Sample t-test and Student’s test were used for data analysis. The research showed that after the intervention, the experimental group had a signifi cantly higher level of knowledge, perceived self-effi cacy, outcomes expectation for practicing yoga exercise, and yoga exercise behaviors than before the intervention and the comparison group (p<0.01), physical fi tness, signifi cantly higher fl exibility of shoulder and lower back muscles were found (p<0.001 and p<0.007, respectively) and stress was significantly lower than before (p<0.001 and p<0.045, respectively). These research results suggests that a yoga exercise program applying selfeffi cacy theory should be used for promoting yoga exercise behavior for undergraduates in order to promote physical and mental health.Publication Metadata only การประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้ป่วยที่ได้ร้บการผ้าตัด ทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหวัใจ(2553) อนุสรา มั่นศิลป์; มณฑา เก่งการพานิช; สุปรียา ตันสกุล; วิลาวัณย์ ถิรภัทรพงศ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูการศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการสอนสุขศึกษา ที่ประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมเพื่อสร้างเสริม พฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ณ โรงพยาบาล ศิริราช กลุ่มตัวอย่างมีจำนวนทั้งสิ้น 58 ราย เป็นกลุ่มทดลอง 28 ราย และกลุ่มเปรียบเทียบ 28 ราย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ กลุ่มทดลองเข้าร่วมกิจกรรม ตามขั้นตอนที่ผู้วิจัยจัดขึ้น ระยะเวลาดำเนินการศึกษาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม 2552 รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามก่อน ระหว่าง และหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test และ Independent’s t-test ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าของคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถ ตนเองต่อการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และ มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบแต่หากไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.181) ค่าคะแนนเฉลี่ยความคาดหวังใน ผลดีของการออกกำลังกายมากกว่าก่อนการทดลองแต่หากไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.124) และ มากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบแต่หากไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.315) พฤติกรรมการออกกำลังกาย โดยรวมในกลุ่มทดลองมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.011) โปรแกรมการสอนสุขศึกษาโดยการประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับ แรงสนับสนุนทางสังคม ส่งผลให้ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมีพฤติกรรม การออกกำลังกายในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมPublication Open Access การประยุกต์ทฤษฎีความสามารถตนเองเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและกิจกรรมทางกายของสตรีที่มีภาวะอ้วนลงพุง โรงพยาบาลสามโก้ จังหวัดอ่างทอง(2556) สุวภัทร คำโตนด; ธราดล เก่งการพานิช; สุปรียา ตันสกุล; มณฑา เก่งการพานิช; Suwapat Khamtanot; Tharadol Kengganpanich; Supreya Tansakul; Mondha Kengganpanich; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; จังหวัดอ่างทอง. อำเภอสามโก้. โรงพยาบาลสามโก้ภาวะอ้วนลงพุง เป็นภาวะเสี่ยงที่สำคัญซึ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พบมาก ในสตรี การวิจัยกึ่งทดลองเพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสุขศึกษาที่ประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถ ตนเองในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและกิจกรรมทางกาย ส่งผลต่อการลดเส้นรอบ เอวและดัชนีมวลกายของสตรีที่มีภาวะอ้วนลงพุง ดำเนินการวิจัยในกลุ่มทดลองจำนวน 21 คน และกลุ่ม เปรียบเทียบจำนวน 22 คน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมสุขศึกษาที่ประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถ ตนเองเป็นเวลา 24 สัปดาห์ รวบรวมข้อมูลก่อนและหลังโปรแกรมด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยสถิติจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย Paired samples t-test และ Independent’s t-test ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังการทดลองกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเอง ความคาดหวังในผลดีของการปฏิบัติ และพฤติกรรมการรับประทานอาหารและกิจกรรมทางกายสูงกว่า ก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยของเส้นรอบเอว และดัชนีมวลกายลดลงกว่าก่อนการทดลอง และลดลงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น การแก้ปัญหาภาวะอ้วนลงพุงของสตรีในชุมชน หน่วยงานสาธารณสุขสามารถนำโปรแกรมสุข ศึกษาไปประยุกต์ โดยการฝึกทักษะรายบุคคลสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง การถ่ายทอด ประสบการณ์ผ่านตัวแบบมีชีวิต และการโทรศัพท์กระตุ้น สำหรับการพัฒนาโปรแกรมให้มีประสิทธิผล มากยิ่งขึ้นควรนำแนวคิดแรงสนับสนุนทางสังคมมาประยุกต์ใช้ในประเด็นของการมีส่วนร่วมของสมาชิก ครอบครัวและคนในชุมชน รวมถึงผู้ประกอบการอาหารหรือผู้จำหน่ายอาหารในชุมชน
