Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน"

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 12 of 12
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การจัดลําดับความสําคัญของปัญหาสุขภาพชุมชน
    (2561) ณิชชาภัทร ขันสาคร; Nitchaphat Khansakorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน
    ปัจจุบันปัญหาสุขภาพมีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ทรัพยากรมีจำกัดและมีความแตกต่างทางความคิดเห็น อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาสุขภาพไม่บรรลุตามเป้าหมายสูงสุด การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาเป็นกระบวนการตัดสินใจที่สำคัญในการวางแผนแก้ไขปัญหาสุขภาพที่สำคัญของชุมชน บทความวิชาการนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงความสำคัญ และหลักการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาสุขภาพ ชุมชน กระบวนการและขั้นตอนการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาสุขภาพชุมชน ประกอบด้วย 1) การประเมินสุขภาพชุมชน 2) การประเมินตนเองขององค์กร 3) การชี้แจงวัตถุประสงค์และกระบวนการ และ 4) การกำหนดเกณฑ์ รวมทั้งนำเสนอวิธีการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาสุขภาพชุมชน ข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละวิธี ได้แก่ 1) Strategy Grids 2) The Hanlon Method 3) Matrix Method และ 4) Nominal Group Technique (NGT) การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาส่งผลต่อการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากรในชุมชนที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนในการสังเคราะห์ข้อมูลที่สำรวจได้ และการตัดสินใจที่ดีของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในชุมชน ดังนั้นผู้จัดกระบวนการตัดสินใจต้องเลือกวิธีการจัดที่เหมาะสม มีวัตถุประสงค์และการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน โดยคำนึงความเหมาะสมกับบริบทของชุมชนและเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การดำเนินงานคลินิกวัณโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ใช่คนไทยในสถานบริการสุขภาพ จังหวัดสมุทรปราการ
    (2562) ไพรินทร์ แสนตั้ง; ทัศนีย์ ศิลาวรรณ; อัจฉรา วรารักษ์; อรนุช ภาชื่น; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. คณะสาธารณสุขศาสตร์
    วัณโรคยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยหนึ่งในสี่ของผู้ป่วยวัณโรคเป็นผู้ป่วยที่ไม่ใช่คนไทย การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายปัจจัยนำเข้าและกระบวนการดำเนินงานคลินิกวัณโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ใช่คนไทย ในจังหวัดสมุทรปราการ ทาการศึกษาในคลินิกวัณโรค 17 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในคลินิกวัณโรค 17 คน และรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดยนาข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จัดหมวดหมู่ และเขียนความเรียง ผลการวิจัยพบว่า ด้านปัจจัยนำเข้าของการดำเนินงานคลินิกวัณโรค 8 ใน 17 แห่ง ไม่มีคลินิกวัณโรคแยกเฉพาะ 9 ใน 17 แห่ง มีบุคลากรไม่เพียงพอ 5 ใน 17 แห่ง มีล่ามช่วยในการสื่อสาร และ 12 ใน 17 แห่ง ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณคลินิกวัณโรค ด้านกระบวนการดำเนินงานพบว่า โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งติดตามการกินยาของผู้ป่วยแบบมีพี่เลี้ยง และโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งใช้วิธีโทรศัพท์สอบถาม นอกจากนี้ โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งติดตามการตรวจตามนัดด้วยโทรศัพท์ ในขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล (รพ.สต.) ติดตามผู้ป่วยด้วยวิธีเยี่ยมบ้าน และโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งมีการโทรศัพท์แจ้งเตือนล่วงหน้าและในวันนัดพบ โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งมีระบบส่งต่อผู้ป่วยไปยัง รพ.สต. และศูนย์บริการสาธารณสุขของเทศบาล ในขณะที่ภาคเอกชนเกือบทั้งหมดไม่มีระบบการรับ-ส่งต่อจากหน่วยงานอื่น ๆ ด้านความครอบคลุมบริการพบว่า โรงพยาบาลรัฐทุกแห่งมีบริการครอบคลุมทุกกิจกรรม ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนสามารถให้บริการเฉพาะบางกิจกรรม ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรจัดหาล่ามร่วมกับการจัดทำเครื่องมือช่วยในการสื่อสาร และควรมีจุดให้บริการคลินิกวัณโรคแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การดูแลหญิงหลังคลอดด้วยการแพทย์พื้นบ้านไทยในจังหวัดนครศรีธรรมราช
    (2563) สายฝน สกุลผอม; ประศักดิ์ สันติภาพ; วัฒนา ชยธวัช; รัชนี จันทร์เกษ; ทัศนีย์ ศิลาวรรณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน; มหาวิทยาลัยปทุมธานี. คณะสาธารณสุขศาสตร์และสิ่งแวดล้อม; กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. สานักข้อมูลและคลังความรู้
    หญิงหลังคลอดจำเป็นต้องได้รับการดูแลเพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้กลับสู่ภาวะปกติโดยการปฏิบัติอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการดูแลหญิงหลังคลอดด้วยการแพทย์พื้นบ้านไทยในจังหวัดนครศรีธรรมราช ด้วยรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือหญิงหลังคลอดในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 8 คน หมอพื้นบ้านไทยในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 4 คน และผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานด้านการดูแลหญิงหลังคลอดด้วยการแพทย์พื้นบ้านไทย จำนวน 7 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและพรรณนาด้วยความเรียง ผลการวิจัยพบว่า ในจังหวัดนครศรีธรรมราชหญิงหลังคลอดได้รับการดูแลด้วยการอยู่ไฟ โดยมีการประยุกต์จากอดีตที่ให้หญิงหลังคลอดนอนบนแคร่ที่ก่อไฟด้านล่างร่วมกับการใช้ก้อนเส้า แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นใช้ลูกประคบสมุนไพรแทน หญิงหลังคลอด 7 คน ระบุว่าตัดสินใจอยู่ไฟเพราะเชื่อว่าช่วยให้ร่างกายกลับสู่สภาพปกติและหลังจากอยู่ไฟแล้วทุกคนระบุว่าอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อลดลงและมีความพึงพอใจ ส่วนการนวดในหญิงหลังคลอดนั้นในอดีตใช้การเหยียบสุ่ม คือ การใช้เท้าเหยียบบริเวณกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และการนวดแต่งกุน (มดลูก) ในขณะที่หมอพื้นบ้านไทยรุ่นใหม่ประยุกต์ใช้การจัดกระดูกผสมผสานกับการนวด หญิงหลังคลอดทุกคนได้รับการนวดและระบุว่านวดแล้วร่างกายดีขึ้นและอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อลดลง หญิงหลังคลอด 3 คนได้รับการประคบสมุนไพรและทุกคนระบุว่าช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผ่อนคลาย และเป็นการบำรุงผิวพรรณ นอกจากนี้ มีการส่งเสริมสุขภาพหญิงหลังคลอดโดยการให้คำแนะนาเรื่องการรับประทานอาหาร เช่น อาหารรสร้อน หรืองดของแสลง เช่น อาหารรสเย็นหรือผักมีกลิ่น และไม่พบหญิงหลังคลอดที่รับประทานยาสมุนไพรเพื่อการดูแลหลังคลอด
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ในหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี
    (2564) สิทธานนท์ แจ่มหอม; ทัศนีย์ ศิลาวรรณ; สุนีย์ ละกาปั่น; จุฑาธิป ศีลบุตร; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาชีวสถิติ
    สัดส่วนของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ยังคงอยู่ในเกณฑ์สูง และเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเบาหวาน การวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและวิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ ในหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี ตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับบริการในหน่วยบริการปฐมภูมิ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในปี 2559 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ (HbA1C≥7%) จำนวน 155 คน จากการสุ่มตัวอย่างหน่วยบริการปฐมภูมิ 4 แห่ง จาก 11 แห่ง และสุ่มตัวอย่างผู้ป่วยจากทะเบียนการรักษาด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Chi-square test ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวมในเกณฑ์สูงร้อยละ 62.6 โดยมีความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นพื้นฐานในเกณฑ์สูงร้อยละ 65.8 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นการมีปฏิสัมพันธ์ในเกณฑ์สูงร้อยละ 59.4 และมีความรอบรู้ด้านสุขภาพขั้นวิจารณญาณในเกณฑ์สูงร้อยละ 67.7 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประวัติการมีภาวะแทรกซ้อน (p=0.045) การประเมินตนเอง (p=0.033) และการจัดการตนเองภาพรวม (p=0.041) จึงควรสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในการควบคุมระดับน้าตาลในเลือดแก่ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่เคยมีภาวะแทรกซ้อน ควบคู่กับการส่งเสริมการจัดการตนเองของผู้ป่วยโดยเน้นเรื่องการติดตามตนเอง และการเสริมแรงตนเอง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    คุณภาพชีวิตผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ที่เปิดเผยภาวะการติดเชื้อ ในเขตกิ่งอำเภอเทพารักษ์และอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา
    (2551) สรรเพชร ช่างเชื่อง; ทัศนีย์ ศิลาวรรณ; อรนุช ภาชื่น; Tassanee Silawan; Oranut Pacheun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ที่เปิดเผยภาวะการติดเชื้อ กลุ่มตัวอย่างคือสมาชิกกลุ่มเพื่อนด่านสัมพันธ์ จำนวน 16 ราย เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 38 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา กึ่งหนึ่งมีสถานภาพสมรสหม้าย กว่าครึ่งทราบว่าตนเองติดเชื้อเนื่องจากเข้ารักษาภาวะการเจ็บป่วยใน โรงพยาบาล และระบุว่าเปิดเผยภาวะการติดเชื้อเพราะต้องการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐ หลังทราบภาวะการติดเชื้อสามในสี่ดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น ทุกคนมีการแยกของใช้ส่วนตัวออกจากผู้อื่น สองในสามงดการมีเพศสัมพันธ์ หลังเปิดเผยภาวะการติดเชื้อเกือบทุกคนได้รับการยอมรับและช่วยเหลือจากครอบ ครัวเป็นอย่างดี เกือบครึ่งระบุว่าสังคมให้การยอมรับและสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ ปัจจุบันสองในสามบอกว่าสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนบุคคลปกติ เกือบครึ่งได้รับการช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษาบุตรและเงินยังชีพ สองในสามคิดว่ายอมรับได้กับคุณภาพชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ข้อเสนอแนะจากการศึกษาควรเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคเอดส์และการอยู่ร่วมกันกับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ในสังคม ประชาสัมพันธ์ถึงผลดีของการเปิดเผยภาวะการติดเชื้อที่ส่งผลต่อการรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง ขยายเครือข่ายและส่งเสริมกิจกรรมของผู้ติดเชื้อ เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสามารถช่วยเหลือสมาชิกกลุ่มได้อย่างมี ประสิทธิภาพ The qualitative research was aimed to describe the quality of life among disclosed HIV infected and AIDS patients. Samples were sixteen members of “Poen Dan Sampan” group. Data was obtained by in-depth interview. The mean age of samples was 38 years, most of them had elementary education, and half of them were widows. More than half realized their infection from hospital admission and reason to disclose their infection was the need of care from government sector. Almost all had chronic illness, weakness, worry and could not do hard work. Three-quarters mentioned of family acceptance. Regarding care, three-quarters sought care from governmental services using only modern medicines. After realized the status, three-quarters took better care of themselves while two-thirds were abstinence from sex. All of them isolated their personal belongings from the others, they were in a good care of their families when suffering from illness. After disclosed, nearly all of them got good acceptance and care by their family. Nearly half mentioned of social acceptance and capability of normal living in the society. Regarding current quality of life, two-thirds could live as normal people whereas one-thirds had troublesome living. Nearly half of them got support for education of their children and living pension. Two-thirds accepted their current quality of life. Understanding towards AIDS as well as living with AIDS should be promoted, advantages of disclosure on proper care should be provided, networking as well as activities among HIV infected persons should be encouraged, cooperation for care, helping, and solving of AIDS and its consequences should be strengthened.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ประวัติศาสตร์โลก ประวัติศาสตร์การสาธารณสุข
    (2560) กิตติพงศ์ พลเสน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ประสิทธิภาพของสารซีโอไลท์เคลือบทีมีฟอสในการป้องกันลูกน้ำยุงลายในภาชนะบรรจุน้ำใช้
    (2551) ขวัญทวี มั่งมีทองอยู่; นัยนา บุญทวียุวัฒน์; Naiyana Boontaveeyuwat; นัยนา บุญทวียุวัฒน์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. สถานฝึกอบรมและวิจัยอนามัยชนบท
    ในตำบลห้วยขมิ้น อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี อาสาสมัครสาธารณสุขมีบทบาทในการป้องกันการเกิดลูกน้ำยุงลาย โดยใช้สารซีโอไลท์เคลือบทีมีฟอสที่ได้รับจากสถานีอนามัย แต่ลูกน้ำยุงก็ยังพบในภาชนะบรรจุน้ำใช้อยู่เสมอ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาความถูกต้องในการใช้สารซีโอไลท์เคลือบทีมีฟอสของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจำนวน 30 คน ศึกษาปริมาณการใช้น้ำของครัวเรือนจำนวน 79 หลังคาเรือนและศึกษาประสิทธิภาพของสารซีโอไลท์เคลือบทีมีฟอสในการกำจัดลูกน้ำยุงลายในภาชนะบรรจุน้ำใช้ ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขใช้สัดส่วนปริมาณสารซีโอไลท์เคลือบทีมีฟอสต่อปริมาตรน้ำไม่ถูกต้อง ครัวเรือนในหมู่บ้านที่ศึกษาใช้ภาชนะบรรจุน้ำใช้ 2 ขนาด คือ 130 ลิตร และ 1,500-2,000 ลิตร จากการสำรวจปริมาณการใช้น้ำ พบว่าภาชนะขนาด 130 ลิตร มีการใช้เฉลี่ยในช่วงเช้า-กลางวัน- เย็น ร้อยละ 30-11-41 ของปริมาตรภาชนะ ส่วนภาชนะขนาด 1,500-2,000 ลิตรมีการใช้ร้อยละ 4-1-5 ของปริมาตรภาชนะตามลำดับ ผลการทดลองการใช้สารซีโอไลท์เคลือบทีมีฟอสในภาชนะทดลองขนาด 20 ลิตรที่ใส่ลูกน้ำจำนวน 30 ตัว พบว่าลูกน้ำตายภายใน 24 ชั่งโมง การติดตามลูกน้ำเกิดใหม่ทุกวันในภาชนะทดลองที่ตักน้ำออกและเติมน้ำเข้าในสัดส่วนปริมาตรที่เท่ากับปริมาณน้ำใช้ พบว่า ในภาชนะน้ำใช้ 130 ลิตร และ 1,500-2,000 ลิตร จะป้องกันการเกิดลูกน้ำยุงลายใหม่ได้ 4 สัปดาห์ และ 10 สัปดาห์ ในขณะที่ภาชนะควบคุม จะป้องกันการเกิดลูกน้ำยุงลายใหม่ได้ 14 สัปดาห์ ดังนั้น ประสิทธิภาพของสารซีโอไลท์เคลือบทีมีฟอสในภาชนะที่ใช้น้ำต่อปริมาตรมากจะป้องกันการเกิดลูกน้ำยุงลายได้ในช่วงระยะเวลาสั้นกว่า In Huaykamin District, Nong khae Subprovince, Saraburi Province, Thailand, health volunteers are responsible for Aedes mosquito larvae control by applying Zeolite Temephos as a larvicide offered from Huaykamin Health Center. However, larvae are always found in household water-use containers. This study aims to investigate the larvicide use correction of 30 health volunteers. Daily household water-use volume was surveyed in 79 households. Lasting efficiency of Zeolite Temephos on mosquito larvae control in the water-use container was experimented. The results showed that the health volunteers incorrectly practice the larvicide proportional use by container sizes. Two household water-use container sizes, 130, 1,500-2,000 L observed in the community. The average proportion of daily household water use in a period of morning-midday-evening is 30-11-41 and 4-1-5% of 130 L and 1,500-2,000 L containers. The trail test of Zeolite Temephos treatment in 20 L experimental containers filled with tap water with 30 larvae showed 100% mortality within 24 hours. Follow-up was performed daily to observe larvae in the containers which removed water out and filled water up in the same volume as water use proportion time period in a day. The result of experiment showed that the larvicide residue prevented larvae recurrence by 4 wks and 10 wks in the containers simulated with water-use volume as 130 L and 1,500-2,000 L containers while that by 14 wks in the control containers. It is concluded that the higher percent of daily water use volume, the shorter is the lasting efficiency of Zeolite Temephos.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรียนของผู้ปกครอง ในอําเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม
    (2556) จริยา พลเหี้ยมหาญ; ภรณี วัฒนสมบูรณ์; สุปรียา ตันสกุล; ตุ๋ย ยังน้อย; Jariya Ponheamhan; Paranee Vatanasomboon; Supreya Tansakul; Tue Youngnoi; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน
    การศึกษาเชิงสำรวจแบบตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรียน ของผู้ปกครองและปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปกครองเด็กก่อนวัยเรียนจำนวน 266 คน จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 16 แห่ง ในอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ศึกษากับพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อนวัยเรียน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ (ร้อยละ 57.9) ปฏิบัติในการดูแลทันสุขภาพเด็กในระดับพอใช้ มีเพียง ร้อยละ 10.5 เท่านั้นที่ปฏิบัติอยู่ในระดับดี และ ร้อยละ 31.6 ปฏิบัติอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีน้อยกว่าครึ่งของ ผู้ปกครองที่ปฏิบัติการดูแลอยู่ในระดับดี คือ การแปรงฟัน (40.6%) การได้รับฟลูออไรด์ (25.9%) การพาไปพบทันต แพทย์ (21.8%) และการบริโภคอาหารที่มีผลต่อทันตสุขภาพ (11.3%) การวิเคราะห์ความถดถอย พบเพียงสาม ปัจจัยที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็ก คือ การได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ (β = 0.288, p <.001) การได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว (β = 0.268, p <.001) และการรับรู้ความสามารถตนเอง ในการดูแลทันตสุขภาพเด็ก (β=0.207, p <.001) และสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อน วัยเรียนของผู้ปกครองได้ร้อยละ 34 ข้อเสนอแนะการศึกษานี้ควรมีการส่งเสริมพฤติกรรมดูแลทันตสุขภาพเด็กก่อน วัยเรียนแก่ผู้ปกครองโดยการจัดกิจกรรมสุขศึกษาที่เน้นการพัฒนาการรับรู้ความสามารถตนเองในการดูแลทันต สุขภาพเด็กก่อนวัยเรียนของผู้ปกครอง และการให้แรงสนับสนุนทางสังคมผ่านทาง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคคล ในครอบครัว
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จังหวัดพะเยา
    (2557) วิไลพร พุทธวงศ์; วิริณธิ์ กิตติพิชัย; ทัศนีย์ ศิลาวรรณ; โชคชัย หมั่นแสวงทรัพย์; Wirin Kittipichai; Tassanee Silawan; Chokchai Munsawaengsup; วิริณธิ์ กิตติพิชัย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน
    การวิจัยนี้เป็นการศึกษาย้อนหลังแบบ Case control Study มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง จังหวัดพะเยา กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน 300 คน ที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลพะเยาและโรงพยาบาลดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา กลุ่มศึกษาเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองร่วมด้วย 100 คน กลุ่มเปรียบเทียบเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง 200 คน การเก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างตามแบบสอบถามประกอบด้วย ข้อมูลทางด้านชีวสังคม ประวัติการเจ็บป่วย และพฤติกรรมสุขภาพ และคัดลอกผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจากเวชระเบียน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Binary Logistic Regression พบว่า ปัจจัยที่ทำนายการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ได้แก่ Systolic BP ≥160 mmHg มีประวัติทางพันธุกรรม Diastolic BP ≥ 100 mmHg พฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม พฤติกรรมการออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ LDL-Cholesterol ≥ 100 mg/dL การดื่มแอลกอฮอล์หนักหรือเสี่ยง และ Triglyceride ≥ 150 mg/dL ตามลำดับ ดังนั้นจึงควรกำหนดให้ปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยในการเฝ้าระวังการมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงระยะ 2 ขึ้นไป และควรมีการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่พฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง The purpose of this case-control study was to determine cerebrovascular disease risk factors among hypertensive patients in Phayao province. Subjects were 300 hypertensive patients in Phayao and Dokkhamtai Hospitals. Cases were 100 hypertensive patients with cerebrovascular disease compared to 200 controls who were hypertensive patients without cerebrovascular disease. Data were collected from subjects by questionnaire interview which included general information, illness information, health behaviors, and laboratory data. Data were were systolic BP ≥ 160 mmHg, having family member(s) with cerebrovascular disease, diastolic BP ≥ 100 mmHg, inappropriate food-consumption behavior, irregular exercise behavior, LDL-cholesterol ≥ 100 mg/dL, heavy or hazardous alcohol drinking, and triglycerides ≥ 150 mg/dL. Based on these results, the above mentioned factors should be used in risk surveillance of cerebrovascular disease among stage-two hypertensive patients. Additionally, activities to promote awareness of and positive changes in health behaviors should be supported. analyzed by Binary Logistic Regression. The results showed 8 factors as predictors of cerebrovascular disease in hypertensive patients. These factors
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ภาวะคุกคามสุขภาพและพฤติกรรมเสี่ยงของผู้สูงอายุในชุมชนกึ่งเมือง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา: เปรียบเทียบระหว่างเพศชายและหญิง
    (2562) ทัศนีย์ ศิลาวรรณ; ณัฐวัชร์ นิลกาญจนกุล; กิตติพงศ์ พลเสน; มณีรัตน์ อวยสวัสดิ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน; โรงพยาบาลสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
    ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์สังคมสูงวัยโดยสัดส่วนผู้สูงอายุหญิงมากกว่าชายและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การดูแลและจัดบริการเพื่อผู้สูงอายุจึงควรคำนึงถึงมิติทางเพศด้วย การวิจัยเชิงพรรณนานี้มุ่งอธิบายและเปรียบเทียบภาวะคุกคามสุขภาพและพฤติกรรมเสี่ยงระหว่างผู้สูงอายุชายและหญิงในชุมชนกึ่งเมือง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลสูงเนิน จานวน 220 คน สุ่มตัวอย่างครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุจากทุกชุมชนด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สูงอายุหรือตัวแทนครัวเรือนที่อายุ 18 ปีขึ้นไปที่สามารถให้ข้อมูลของผู้สูงอายุได้ครบถ้วน ด้วยแบบสัมภาษณ์ อธิบายคุณลักษณะตัวแปรด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบค่าสัดส่วนของตัวแปรระหว่างเพศด้วย Chi-square test ผลการวิจัยพบว่าหนึ่งในสี่ของตัวแปรที่ศึกษามีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและหญิง โดยผู้สูงอายุชายมีความเสี่ยงด้านสุขภาพสูงกว่าผู้สูงอายุหญิงในประเด็นการสูบบุหรี่/ยาเส้นและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ผู้สูงอายุเพศหญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศชายในเรื่องเส้นรอบเอวและการไม่ใช้เข็มขัดนิรภัยขณะขับรถยนต์ ส่วนประเด็นที่ผู้สูงอายุชายและหญิงมีความเสี่ยงด้านสุขภาพใกล้เคียงกันคือภาวะหรือโรคความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน การปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน ภาวะซึมเศร้า การไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ การบริโภคอาหาร การมีกิจกรรมทางกายหรือออกกาลังกาย และระยะเวลานอนหลับในวันธรรมดาหรือวันหยุด ข้อเสนอแนะจากการวิจัยควรจัดกิจกรรมป้องกันและลดความเสี่ยงของผู้สูงอายุ โดยให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมกำหนดแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เหมาะสมกับเพศ อายุและบริบทของครอบครัว ควรส่งเสริมให้มีการประเมินหรือคัดกรองภาวะสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง และควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้แลกเปลี่ยนและช่วยเหลือกันในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพ ภายใต้การหนุนเสริมจากชุมชนและการร่วมมือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    รายงานผลการวิจัยการศึกษาเครื่องชี้วัดคนไทยสุขภาพดี
    (2548) พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์; อังสนา บุญธรรม; มันทนา ประทีปะเสน; ชนินทร์ เจริญกุล; กุลยา นาคสวัสดิ์; ชลีรัตน์ ดิเรกวัฒนชัย; Pornpan Punyaratabundhu; Angsana Boonthum; Mandhana Pradipasen; Chanin Chareonkul; Kulaya Narksawat; Chalerat Direkwattanachai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาระบาดวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การศึกษาเพื่อพัฒนาเครื่องชี้วัดคนไทยสุขภาพดี มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือการสร้างภาพลักษณ์ของคนไทยที่มีสุขภาพดีพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และพฤติกรรมที่นำไปสู่การมีสุขภาวะในช่วงอายุต่อๆ ไปด้วยรวมทั้งการพัฒนาเครื่องชี้วัดที่จะวัดคุณสมบัติเหล่านี้ด้วย การพัฒนาได้เริ่มจาการศึกษาปัญหาสุขภาพที่สำคัญในแต่ละกลุ่มอายุของคนไทย ปัจจัยเสี่ยงหรือสาเหตุของปัญหา และปัจจัยคุ้มครองซึ่งได้สร้างเป็นเกณฑ์และเครื่องชี้วัดคนไทยสุขภาพดีตามอายุและเพศ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนสภาวะสุขภาพด้วย จากนั้นขอความเห็นและข้อเสนอแนะนำจากผู้ทรงวุฒิด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวม 32 ท่าน รวมทั้งเสนอต่อกลุ่มต่างๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ, กลุ่มแม่บ้าน, ผู้นำชุมชน ฯลฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็น และนำมารวบรวมเป็นเกณฑ์และเครื่องชี้วัดคนไทยสุขภาพดีในกลุ่มอายุตั้งแต่ วัยทารกและก่อนวัยเรียน (0-5 ปี) วัยเรียน (6-12 ปี) วัยรุ่น (13-18 ปี) วัยทำงาน (19-59 ปี) และวัยสูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนการมีสุขภาพดี คือคู่ครอง ครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงานและชุมชน ได้นำเครื่องชี้วัดไปทดสอบความแม่นตรง และความเชื่อถือได้ พบว่าสามารถให้ความแม่นตรงในด้าน Content และ Constructed validity และมีความเชื่อถือได้อยู่ในระดับ 0.8 – 0.9 จากนั้นได้ปรับเครื่องชี้วัดเป็นแบบสอบถามเพื่อนำไปประเมินสุขภาวะของประชากรในจังหวัด 4 ภาคของประเทศไทย คือ กรุงเทพมหานคร, น่าน, สระแก้ว, อำนาจเจริญ และยะลา รวมประชากรที่สำรวจ 13,803 คน ใน 3919 ครอบครัว ผลการสำรวจในภาพรวมแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยในทุกกลุ่มอายุมีสุขภาพด้านกายภาพรวมทั้งการได้รับบริการตรวจรักษาอยู่ในระดับใช้ได้ แต่ระดับสติปัญญา (IQ) ในเด็กนักเรียนประมาณครึ่งหนึ่ง ยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน นอกจากนี้ด้านพฤติกรรมอนามัยและพฤติกรรมที่ลดความเสี่ยงจากอุบัติภัย ยังมีประชากรในสัดส่วนที่น้อย (ร้อยละ 30-40) ที่ปฏิบัติได้อย่างครอบถ้วนถูกต้อง ด้านความฉลาดทางอารมณ์มีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับ ความรับผิดชอบ ความพอใจในชีวิต และความสงบสุขทางใจ ในเด็กก่อนวัยเรียน (3 ขวบขึ้นไป) มีประมาณร้อยละ 30 ที่เริ่มใช้ความรุน คือการรังแกเพื่อนและทำร้ายสัตว์ต่างๆ เป็นประจำซึ่งสอดคล้องกับครอบครัวร้อยละ 40 ที่ยอมรับว่ามีการใช้ความรุนแรงทางวาจาหรือทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันอยู่ ในโรงเรียนมีการสอนทักษะชีวิตในการแก้ปัญหา การปฏิเสธโดยไม่ใช้ความรุนแรงเพียงร้อยละ 58.8 ของโรงเรียนทั้งหมด ในสถานที่ทำงานมีเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ร้านค้าในสถานที่นั้นๆ ไม่จำหน่ายบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับชุมชนด้านกายภาพ เช่นถนน สาธารณูปโภคมีความครอบคลุม ร้อยละ 80 ขึ้นไป แต่ที่ยังพบน้อยคือระบบป้องกันอุบัติภัย การรักษาความปลอดภัยและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจร่วมกันของชุมชน ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า เครื่องชี้วัดเหล่านี้สามารถแสดงสถานะสุขภาพในทางบวกของชุมชนได้ในระดับหนึ่งแต่ยังต้องการการศึกษาวิจัยต่อไปถึงความสามารถในการทำนายสุขภาพ (Predictive validity) และการปรับการวัดให้เป็นเชิงองค์รวมมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มผู้วิจัยยังได้ปรับเครื่องชี้วัดให้สั้นและง่ายขึ้นเหมาะสำหรับการใช้โดยประชากรหรือองค์การชุมชนเพื่อประเมินสุขภาวะได้ด้วยตนเอง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    สถานการณ์การใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินของผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้ารับบริการแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉินในประเทศไทย
    (2561) กิตติพงศ์ พลเสน; ธีระ ศิริสมุด; พรทิพย์ วชิรดิลก; Kittipong Ponsen; Teera Sirisamutr; Porntip Wachiradilok; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยชุมชน; สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
    การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และลักษณะพื้นฐานด้านปัจเจกบุคคล ครอบครัว สังคม พื้นที่ และวิธีการรับบริการ ของผู้ป่วยฉุกเฉินที่เข้ารับบริการในแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลทุติยภูมิจากโรงพยาบาล 40 แห่ง และข้อมูลปฐมภูมิด้วยการ สัมภาษณ์ผู้ป่วยหรือญาติที่เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จำนวน 2,011 คน จาก โรงพยาบาล 45 แห่ง ผลการศึกษาพบว่า จากข้อมูลทุติยภูมิพบอัตราการใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ร้อยละ 19.1 และจากข้อมูลการสัมภาษณ์ พบว่า ในกลุ่มผู้ป่วยที่มาด้วยระบบการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 59.4) มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 55.0) มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง (ร้อยละ 49.2) และมีความพิการทางด้านการเคลื่อนไหว (ร้อยละ 67.8) ส่วนลักษณะทางครอบครัว พบว่า ผู้ป่วยที่ใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ลำพังกับผู้สูงอายุด้วยกัน (ร้อยละ 11.5) และในครัวเรือนจะมีรถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 88.0) สำหรับจุดเกิดเหตุ พบว่า ส่วนมากจะอยู่ห่างจากโรงพยาบาลไม่เกิน 10 กิโลเมตร (ร้อยละ 30.8) และอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ (ร้อยละ 99.4) สำหรับวิธีที่มารับบริการที่แผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน พบว่า ส่วนใหญ่มาด้วยรถปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ร้อยละ 44.9) และในกลุ่มที่มาด้วยตัวเองจะมาด้วยรถยนต์เป็นอันดับหนึ่ง (ร้อยละ 83.8) ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน แม้ว่าจะมี แนวโน้มเพิ่มขึ้นจากอดีต เพราะความรู้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อการใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉิน ในขณะที่กลุ่มที่ใช้บริการสอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมและการเจ็บป่วย จึงมีข้อเสนอแนะให้ส่งเสริมกลไกการสนับสนุนการเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้พิการ สร้างการมีส่วนร่วมการให้บริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียกใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินแก่ประชาชนให้ถูกต้อง และประชาสัมพันธ์การเรียกใช้ผ่านหมายเลข 1669 ให้มากขึ้น

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use