Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี"
Now showing 1 - 20 of 239
- Results Per Page
- Sort Options
Item Open Access 3 ยัง New Normal ความรู้สู้โควิด(2563) มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีItem Metadata only กฎหมายสำหรับพยาบาล พิมพ์ครั้งที่ 1(2560) แสงทอง ธีระทองคำ; ไสว นรสาร; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีItem Open Access กฎหมายสำหรับพยาบาล พิมพ์ครั้งที่ 3 (ฉบับเรียบเรียงครั้งที่ 2)(2563) แสงทอง ธีระทองคำ; ไสว นรสาร; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีPublication Open Access กรณีศึกษา: การปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ทำงานนอกบ้าน(2555) ศรัณยา แสงมณี; มณี อาภานันทิกุล; ยุพาพิน ศิรโพธิ์งาม; Saranya Saengmanee; Manee Arpanantikul; Yupapin Sirapo-ngam; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการศึกษาเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปรับตัวของญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรค หลอดเลือดสมองที่ทำงานนอกบ้านแบบรายกรณี คัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง ได้ญาติผู้ดูแลสตรี ที่สามารถปรับตัวได้ดีในการดูแลผู้ป่วยโดยไม่มีใครช่วยเหลือและสามารถทำงานนอกบ้านได้ ดี จำนวน 1 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกพร้อมบันทึกเทป 3 ครั้ง โดยใช้แบบ สัมภาษณ์การปรับตัวของญาติผู้ดูแล และนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ญาติผู้ดูแลสามารถปรับตัวได้ดีใน 4 ด้านดังนี้ 1) ด้านบทบาทหน้าที่ ญาติผู้ดูแลสามารถจัดการ เวลาทำงาน เวลาดูแลผู้ป่วย กิจกรรมการดูแลผู้ป่วย งานบ้าน และจัดการการเงินได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับเวลาทำงาน และเกิดความสมดุล 2) ด้านร่างกาย ญาติผู้ดูแลสามารถจัดการกับ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้น และดูแลสุขภาพตนเองได้ดี 3) ด้านอัตมโนทัศน์ ญาติผู้ดูแลสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง 4) ด้านการพึ่งพาระหว่างกัน ญาติผู้ดูแลสามารถหาแหล่งสนับสนุนทางสังคมที่สนับสนุนการดูแลผู้ป่วย นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัจจัยที่ทำให้ญาติผู้ดูแลปรับตัวได้ดีประกอบด้วย การเข้าใจถึงการเจ็บป่วยของผู้ป่วย สัมพันธภาพ ที่ดีของญาติผู้ดูแลกับผู้ป่วย และแหล่งสนับสนุนด้านรายได้และบุคคล อีกทั้งการปรับตัวได้ดียัง ขึ้นกับความสามารถ กระบวนการคิด และประสบการณ์ของญาติผู้ดูแลที่สนับสนุนให้สามารถดูแล ผู้ป่วยได้ดีและสามารถทำงานนอกบ้านได้ตามปกติ จากการปรับตัวที่ดีของญาติผู้ดูแลทำให้เกิด ผลลัพธ์ที่ดีคือ ญาติผู้ดูแลสามารถดูแลผู้ป่วยในขณะที่ยังทำงานนอกบ้านได้ โดยมีการจัดตาราง ชีวิตใหม่และรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นPublication Open Access กรณีศึกษา: พฤติกรรม ปัญหาและอุปสรรคในการควบคุมความดันโลหิตของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงระดับรุนแรงในชุมชน(2556) สุมณฑา ห่วงทอง; นพวรรณ เปียซื่อ; จุฬารักษ์ กวีวิวิธชัย; Sumonta Huangtong; Noppawan Piaseu; Chularuk Kaveevivitchai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการศึกษาแบบกรณีศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรม ปัญหาและอุปสรรค ในการควบคุมความดันโลหิตของผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ที่อาศัยอยู่ในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ที่มีความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุและมีความดันโลหิต อยู่ในระดับรุนแรง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกต วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า กรณีศึกษาจำนวน 2 ราย เพศชายอายุ 50 ปี และ เพศหญิงอายุ 52 ปี มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมและไขมันสูง ดื่มเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย นอนหลับไม่เพียงพอ ขาดการพักผ่อนหย่อนใจ รับประทาน ยาไม่ต่อเนื่อง ลืมรับประทานยา และปรับขนาดยาเอง โดยมีปัญหาและอุปสรรคคือ 1) ความชอบ อาหารที่มีไขมันสูงและอาหารผ่านขบวนการ มีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอเกี่ยวกับการบริโภค อาหารที่มีโซเดียมและไขมันสูง การออกกำลังกาย และการรับประทานยา ลักษณะของการทำงาน และปัญหาเศรษฐกิจสังคมของครอบครัว 2) ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและสังคม 3) เพื่อนบ้าน ลักษณะชุมชนที่มีการสูบบุหรี่และไม่มีการออกกำลังกาย อิทธิพลของสื่อ ปัญหา ระบบบริการสุขภาพ และ 4) ทัศนคติเกี่ยวกับการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงและการออกกำลังกาย รวมทั้งธรรมเนียมของชุมชนในการดื่มสุราในงานเลี้ยง ผลการศึกษาครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะสำหรับ บุคลากรทีมสุขภาพที่ปฏิบัติงานในชุมชนในการประเมินปัญหาอุปสรรคของการควบคุมความ ดันโลหิต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโซเดียมและโซเดียมแฝงในอาหาร เครื่องปรุงรส และเครื่องดื่ม ข้อมูล ไขมันในอาหาร และความสำคัญของการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง วิธีการสร้างแรงจูงใจเพื่อ การปรับเปลี่ยนทัศนคติในการบริโภค การออกกำลังกาย การผ่อนคลายความเครียด และการรับ ประทานยาในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงระดับรุนแรง รวมทั้งการประสานความร่วมมือและพัฒนา ระบบการรักษาติดตามเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีPublication Open Access กรณีศึกษาการดูแลผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามแบบประคับประคอง: บทบาทของผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง(2560) ศิริพร เสมสาร; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; Siriporn Semsarn; Suchira Chaiviboontham; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามต้องเผชิญกับอาการ ผลกระทบจากการรักษาและความ ก้าวหน้าของโรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แนวทางการดูแลรักษาจึงมุ่งหวังเพื่อประคับประคอง ไม่ให้การดำเนินโรคลุกลามเร็ว หรือเพื่อบรรเทาอาการที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน ช่วยให้ผู้ป่วย และครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามบริบท บทความนี้นำเสนอบทบาทของผู้ปฏิบัติการพยาบาล ขั้นสูง ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามแบบประคับประคอง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการ รักษา โดยใช้หลักสมรรถนะการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและสมรรถนะของผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง ที่กำหนดโดยสภาการพยาบาลมาประยุกต์ใช้ร่วมกับแนวคิดของการดูแลแบบประคับประคอง มี วัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประเด็นปัญหาสุขภาพของผู้ป่วย นำความรู้จากหลักฐานเชิงประจักษ์ มาประยุกต์ใช้ในการดูแลช่วยเหลือในแต่ละระยะตามภาวะเบี่ยงเบนทางสุขภาพ และเสนอแนวทาง ในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามที่เหมาะสมPublication Open Access การใช้ฉลากโภชนาการและภาวะโภชนาการของประชาชนในชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(2559) อมรรัตน์ นธะสนธิ์; ไพลิน พิณทอง; นพวรรณ เปียซื่อ; Amornrat Natason; Pailin Pinthong; Noppawan Piaseu; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการศึกษาเชิงสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ฉลากโภชนาการและภาวะ โภชนาการของประชาชนในชุมชุน ตัวอย่างเป็นประชาชนในชุมชน ที่อาศัยอยู่ในอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี สุ่มอย่างง่ายจากรายชื่อประชากร จำนวน 130 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดย การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และการประเมินภาวะโภชนาการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และสถิติทดสอบไคสแควร์ผลการศึกษาพบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 90.77) อายุ 23-78 ปี (48.01±10.38 ปี) ไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 66.15) เป็นโรคความดันโลหิต สูง (ร้อยละ 13.84) โรคกระเพาะอาหาร (ร้อยละ 6.92) โรคเบาหวานและไขมันในเลือดผิดปกติ (ร้อยละ 3.84) ตัวอย่างดูโฆษณาขนมหรือเครื่องดื่ม (ร้อยละ 70) อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ หรือบริโภคขนมถุง (ร้อยละ 59.23) และดื่มกาแฟบางครั้งถึงเป็นประจำ (ร้อยละ 53.85) ตัวอย่าง มีพฤติกรรมการดื่มน้ำอัดลม (ร้อยละ 79.23) บริโภคขนมขบเคี้ยว (ร้อยละ 77.69) และดื่มน้ำ ผลไม้ นานๆ ครั้งถึงเป็นประจำ (ร้อยละ 75.38) ค่าดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ร้อยละ 33.07) มีภาวะโภชนาการเกินและอ้วน (ร้อยละ 43.08, 23.85 ตามลำดับ) ค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย 27.32 กก./ม2 เพศหญิงมีเส้นรอบเอว > 80 ซ.ม. (ร้อยละ 67.78) และครึ่งหนึ่งของเพศชาย มี เส้นรอบเอว > 90 ซ.ม. (ร้อยละ 50) การอ่านฉลากโภชนาการไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตัวอย่างส่วนใหญ่มีกิจกรรมโดยรวมในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง (ร้อย ละ 95.38) ออกกำลังกายเป็นบางครั้ง (ร้อยละ 40) และไม่เคยออกกำลังกาย (ร้อยละ 12.31) ผลการศึกษาสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการพัฒนาโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้านโภชนาการที่ เหมาะสมสำหรับประชาชนในชุมชนต่อไปPublication Open Access การใช้นวัตกรรมหุ่นแขนในการฝึกหัตถการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำของนักศึกษาพยาบาล(2558) สุภลักษณ์ เชยชม; ดลรัตน์ รุจิวัฒนากร; Supalak Choeychom; Dolrat Rujiwatthanakorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมหุ่นแขนให้สารน้ำทาง หลอดเลือดดำให้มีลักษณะทางกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาคล้ายมนุษย์และเปรียบเทียบผล การใช้นวัตกรรมหุ่นแขนฯกับหุ่นแขนให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำแบบเดิม ใช้กรอบแนวคิดกรวย ประสบการณ์ของเดล เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด กลุ่มตัวอย่างเป็น นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแห่งหนึ่งลงทะเบียนเรียนวิชาปฏิบัติการ พยาบาลรากฐาน 1 จำนวน 152 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ประกอบด้วย หุ่นแขนฯ แบบ เดิมและนวัตกรรมหุ่นแขนฯ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูล ส่วนบุคคลและแบบประเมินการใช้หุ่นแขนให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำซึ่งประเมินคุณภาพ4ด้าน ได้แก่ 1) ความเหมือนจริง 2) ทักษะการปฏิบัติในการแทงเข็มให้สารน้ำ 3) เจตคติต่อวิชาชีพ พยาบาลเมื่อแทงเข็มให้สารน้ำและ 4) การนำไปใช้การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย และสถิติ Wilcoxon Signed-Rank Test ผลการวิจัยพบว่า คะแนนประเมินการใช้นวัตกรรมหุ่นแขนฯสูงกว่า หุ่นแขนฯแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกลุ่มตัวอย่างให้ข้อคิดเห็นว่า คุณลักษณะของ นวัตกรรมหุ่นแขนฯที่มีเลือดไหลย้อนเมื่อแทงเข็มเข้าหลอดเลือดดำช่วยเสริมสร้างความมั่นใจ ความพร้อมในการปฏิบัติงานจริงให้แก่นักศึกษา และต้องการให้นวัตกรรมหุ่นแขนฯมีสิ่งบ่งชี้เมื่อ แทงเข็มทะลุออกนอกหลอดเลือดหรือไม่ตรงตำแหน่งข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้นำไปสู่การ พัฒนาคุณลักษณะและประสิทธิภาพของนวัตกรรมหุ่นแขนเพื่อฝึกหัตถการให้สารน้ำทางหลอด เลือดดำต่อไปItem Metadata only การดูแลด้านโภชนาการเพื่อควบคุมกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในชุมชน(2561) นพวรรณ เปียซื่อ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีPublication Open Access การดูแลด้านโภชนาการและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม(2555) ไพรินทร์ แสนรังค์; พรรณวดี พุธวัฒนะ; กุสุมา คุววัฒนสัมฤทธิ์; ปรีดา สัมฤทธิ์ประดิษฐ์; Pairin Sanrang; Panwadee Putwatana; Kusuma Kuwatnasumrit; Preeda Sumritpradit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาศัลยศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ฝ่ายการพยาบาลการวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดูแลด้านโภชนาการและผลลัพธ์ ทางคลินิก (จำนวนวันนอนโรงพยาบาล จำนวนวันนอนในหอผู้ป่วยวิกฤต จำนวนวันที่ใช้เครื่อง ช่วยหายใจ อัตราการติดเชื้อ และอัตราการตาย)ในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรม กรอบแนวคิดในการ วิจัยได้จากการทบทวนวรรณกรรม โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่เข้า รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมอย่างน้อย 2 วัน ในปี พ.ศ. 2553 จำนวน 205 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูล โดยบันทึกข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติบรรยาย ไคสแควร์ และแมนวิทนียู ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างได้รับการดูแลด้าน โภชนาการตามแนวทางของสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่ง สหรัฐอเมริกาและยุโรป เริ่มให้อาหารหลังผ่าตัดเร็ว (ภายใน 48 ชั่วโมง) ร้อยละ 46.3 ให้อาหาร ทางปากร้อยละ 56.1 ทางสายให้อาหาร ร้อยละ 23.9 ให้อาหารทางหลอดเลือดดำ ร้อยละ 1 และ ให้ร่วมกันหลายวิธีร้อยละ 14.1 พบอาการแทรกซ้อนของระบบทางเดินอาหารร้อยละ 44.4 ท้องผูกร้อยละ 31.4 ปริมาณอาหารเหลือค้างในกระเพาะอาหารมากร้อยละ 10.3 ค่ามัธยฐาน ของจำนวนวันนอนโรงพยาบาล 13 วัน จำนวนวันนอนในหอผู้ป่วยวิกฤต 4 วัน จำนวนวันที่ใช้ เครื่องช่วยหายใจ 3 วัน อัตราการติดเชื้อร้อยละ 36 และอัตราการตายร้อยละ 12.2 กลุ่มที่มีระยะ เวลาเริ่มให้อาหารเร็ว มีจำนวนวันนอนโรงพยาบาล จำนวนวันนอนในหอผู้ป่วยวิกฤต จำนวนวันที่ ใช้เครื่องช่วยหายใจ และอัตราการติดเชื้อน้อยกว่ากลุ่มที่มีระยะเวลาเริ่มให้อาหารช้าอย่างมีนัย สำคัญทางสถิติ แต่อัตราการตายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มที่มีระยะเวลา ที่ให้อาหารได้ตามเป้าหมายเร็ว (ภายใน 7 วัน) มีผลลัพธ์ทางคลินิกดีกว่ากลุ่มที่มีระยะเวลาให้ อาหารได้ตามเป้าหมายช้า (มากกว่า 7 วัน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติPublication Open Access การดูแลตนเองเกี่ยวกับการใช้ยาของผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง(2554) พนิดา ไกรนรา; พรทิพย์ มาลาธรรม; สุรกิจ นาฑีสุวรรณ; ธีระศักดิ์ แก้วอมตะวงศ์; Panida Krainara; Porntip Malathum; Surakit Nathisuwan; Theerasuk Kawamatawong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะเภสัชศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาอายุรศาสตร์การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษา 1) การปฏิบัติการดูแลตนเองเกี่ยว กับการใช้ยารับประทานและยาสูดพ่นขยายหลอดลมในผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 2) ปัจจัย พื้นฐานในการใช้ยา ได้แก่ สภาพสรีระ การช่วยเหลือของครอบครัว และการช่วยเหลือของ เจ้าหน้าที่สุขภาพ และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพสรีระกับความสามารถในการใช้ยาสูดพ่น ขยายหลอดลมของผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยใช้ทฤษฏีการดูแลตนเองของโอเร็มเป็น กรอบแนวคิดในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มารับบริการที่หน่วย งานผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 70 ราย เก็บ ข้อมูลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง เดือนเมษายน พ.ศ.2550 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่รับประทานยาตรงตามเวลาและตรง จานวนที่แพทย์สั่งเป็นประจำ แต่ใช้ยาสูดพ่นขยายหลอดลมในขนาดที่สูงกว่าแพทย์กำหนดเมื่อ เกิดอาการเหนื่อยหอบเฉียบพลัน ส่วนขั้นตอนที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ในการใช้ยาสูดพ่นขยาย หลอดลม คือ การกลั้นหายใจอย่างน้อย 5-10 วินาทีและการหายใจออกช้าๆ หลังสูดยา นอกจากนี้ พบว่าครอบครัวของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้การช่วยเหลือในการใช้ยารับประทานโดยช่วย เตือนให้รับประทานยา จัดยาให้ และสอบถามเจ้าหน้าที่สุขภาพเกี่ยวกับการใช้ยา ส่วนในการใช้ ยาสูดพ่นขยายหลอดลมพบว่า ครอบครัวให้การช่วยเหลือเมื่อร้องขอ หรือเมื่อเกิดอาการเหนื่อย หอบเฉียบพลัน ส่วนการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่สุขภาพพบว่า ได้รับคำแนะนำเรื่องจำนวนและ เวลาในการรับประทานยาทุกราย ส่วนการใช้ยาสูดพ่นขยายหลอดลม เจ้าหน้าที่สอนวิธีการใช้ทุก ขั้นตอน แต่ไม่ได้บอกเหตุผลและความสำคัญในแต่ละขั้นตอน ดังนั้น กลุ่มตัวอย่างจึงใช้ยาสูด พ่นขยายหลอดลมไม่ถูกต้องทุกขั้นตอน จากการตรวจร่างกาย พบว่าจำนวนฟันหน้าที่ครบมี ความสัมพันธ์กับการอมปากกระบอกหลอดยาพ่นได้สนิท อาการมือสั่นมีความสัมพันธ์กับความ สามารถในการกดหลอดยาพ่นได้น้อย และความจุปอดน้อยมีความสัมพันธ์กับความสามารถใน การกลั้นหายใจอย่างน้อย 5-10 วินาทีหลังสูดยาไม่ได้ ผลการศึกษาครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่ จำเป็นต้องใช้ยารับประทานและยาสูดพ่นขยายหลอดลมต้องได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัว และเจ้าหน้าที่สุขภาพ โดยมีการประเมินสภาพสรีระที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา เจ้าหน้าที่สุขภาพ ควรให้ความสำคัญในการแนะนำ /การสอนสาธิต และการประเมินอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการ ส่งเสริมการดูแลตนเองที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดPublication Open Access การดูแลผู้ป่วยที่ต้องอยู่ในท่าก้มหน้าภายหลังได้รับการฉีดแก๊สเข้าไปในน้ำวุ้นตา(2561) องุ่น น้อยอุดม; A-ngun Noyudom; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการอยู่ในท่าก้มหน้าหลังการรักษาด้วยวิธีการฉีดแก๊สเข้าไปในน้ำวุ้นตาในผู้ป่วยที่มีจอประสาทตาลอก และจุดรับภาพชัดเป็นรูเป็นสิ่งที่สำคัญ การอยู่ในท่าก้มหน้าเป็นการทำให้แก๊สที่ฉีดเข้าไปลอยขึ้นไปกดจอประสาทตาที่หลุดลอกออกมาให้ติดกลับดังเดิมหรือไปปิดรูรั่วบริเวณจุดรับภาพชัดทำให้ของเหลวไม่สามารถซึมผ่านลงไปได้ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถอยู่ในท่าก้มหน้าได้ ได้แก่ ต้อกระจก ความดันลูกตาสูง และจอประสาทตาลอกซ้ำ เป็นต้น วัตถุประสงค์ของบทความนี้ เพื่อนำเสนอความรู้เกี่ยวกับการรักษาโดยการฉีดแก๊สจากการมีจอประสาทตาลอกและจุดรับภาพชัดเป็นรูและการผ่าตัด บทบาทของพยาบาลในการเตรียมผู้ป่วยก่อนการรักษาด้วยวิธีการฉีดแก๊ส และการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในท่าก้มหน้าหลังรักษาด้วยวิธีการฉีดแก๊ส รวมทั้งนำเสนอประสบการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยอยู่ในท่าก้มหน้า ข้อมูลเหล่านี้คาดว่าสามารถใช้เป็นความรู้พื้นฐานสำหรับบุคลากรทีมสุขภาพในการให้คำแนะนำผู้ป่วยในการปฎิบัติตัวขณะอยู่ในท่าก้มหน้าเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพPublication Open Access การดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอย่างครบวงจรและต่อเนื่อง: การดูแลระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน(2556) ประคอง อินทรสมบัติ; สุปรีดา มั่นคง; สมทรง จุไรทัศนีย์; สุลักษณ์ วงศ์ธีรภัค; วิลาวัณย์ ประสารอธิคม; ปาริชาติ พรสวัสดิ์ชัย; นิชธิมา เสรีวิชยสวัสดิ์; Prakong Intarasombat; Supreeda Monkong; Somsong Churaitatsanee; Suluck Vongterapak; Wilawan Prasanaikom; Parichart Pronsawatchai; Nitchatima Sereewichayasawad; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการวางแผนจำหน่ายอย่างเป็นระบบเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่รับไว้รักษาใน โรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยสูงอายุและญาติผู้ดูแลเกิดความมั่นใจว่าในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้านมี ความปลอดภัย วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้ เพื่อพัฒนาโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะเปลี่ยนผ่านจาก โรงพยาบาลสู่บ้าน การศึกษาแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยสูงอายุอย่างต่อเนื่องจาก โรงพยาบาลสู่บ้าน ประกอบด้วย การทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน จำนวน 100 ฉบับ และการสนทนากลุ่ม 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มญาติผู้ดูแล จำนวน 7 ราย กลุ่มที่สองคือ กลุ่มเจ้าหน้าที่ พยาบาล จำนวน 10 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล และสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยายและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจากการทบทวน วรรณกรรม ร้อยละ 89 ต้องการการดูแลระยะยาว กลุ่มตัวอย่างญาติผู้ดูแลต้องเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่บ้าน ให้ปลอดภัย กลุ่มตัวอย่างพยาบาลต้องการมาตรฐานการดูแลในระยะเปลี่ยนผ่านเพื่อการสื่อสารข้อมูลที่มี ประสิทธิภาพและครบถ้วน ระยะที่ 2 พัฒนาโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่ บ้าน โดยนำข้อมูลที่สังเคราะห์ได้ในระยะที่ 1 ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรมมาพัฒนาโปรแกรมการดูแล รับฟัง ข้อคิดเห็นจากกลุ่มผู้บริหาร จำนวน 10 ราย และกลุ่มพยาบาลผู้ปฏิบัติ จำนวน 50 ราย เพื่อนำมาปรับปรุงให้ เหมาะสมกับการนำไปปฏิบัติ โปรแกรมการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน ประกอบด้วย การระบุผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเข้ารับการรักษาซ้ำ มาตรฐานและกระบวนการวางแผนจำหน่าย และการส่งต่อ มีพยาบาล เป็นผู้ประสานงานการวางแผนจำหน่าย และมีสมุดบันทึกสุขภาพเป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อให้เกิดการดูแลอย่าง ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้าน ควรนำไปทดลอง ใช้ในคลินิกเพื่อทดสอบความเป็นไปได้และผลลัพธ์ในลำดับต่อไปPublication Open Access การได้รับการตอบสนองความต้องการและการเผ ญความเครียดของญาติ ก่อนย้ายผู้ป่วยออกจากหอผู้ป่วยวิกฤต(2554) ฐิติมาภรณ์ พรหมรอด; สุปรีดา มั่นคง; ยุพาพิน ศิรโพธิ์งาม; Titimaporn Pomrod; Supreeda Monkong; Yupapin Sirapo-ngam; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการ การได้รับการตอบ สนองความต้องการ ความเครียด และการเผชิญความเครียดของญาติก่อนย้ายผู้ป่วยออกจากหอ ผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้ทฤษฏีความเครียดและการเผชิญความเครียดของลาซารัสและโฟล์คแมนเป็น กรอบแนวคิดในการวิจัย โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างเป็นญาติของ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต จำนวน 105 ราย ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามและการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการและการได้รับการตอบสนองความต้องการของญาติผู้ป่วย แบบสอบถาม การรับรู้ความเครียด และแบบสอบถามพฤติกรรมการเผชิญความเครียด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติบรรยายและสถิติทดสอบที และข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการสัมภาษณ์วิเคราะห์โดยการ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการของญาติก่อนย้ายผู้ป่วยออกจากหอผู้ป่วยวิกฤต สูงกว่าการได้รับการตอบสนองความต้องการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ความต้องการรายด้านที่ ญาติผู้ป่วยต้องการมากที่สุดคือ ความต้องการข้อมูล รองลงมาคือ ความต้องการลดความวิตกกังวล ส่วนความต้องการที่น้อยที่สุดคือ ความต้องการกำลังใจและระบายความรู้สึก การได้รับการตอบ สนองความต้องการที่ญาติผู้ป่วยได้รับมากที่สุดคือ ด้านการลดความวิตกกังวล ส่วนความต้องการ ที่ได้รับการตอบสนองน้อยที่สุดคือ ความต้องการส่วนบุคคล นอกจากนี้ พบว่าก่อนย้ายออกจาก หอผู้ป่วยวิกฤต ญาติผู้ป่วยมีความเครียดในระดับน้อย ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ญาติผู้ป่วยที่พบว่า ญาติผู้ป่วยมีความรู้สึกดีใจมากที่สุด รองลงมาคือ มีความรู้สึกเครียด และเมื่อ เกิดความเครียด ญาติผู้ป่วยทั้งหมดใช้วิธีการเผชิญความเครียดทั้งการมุ่งแก้ปัญหา และการจัดการ กับอารมณ์ ผลการศึกษาสามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลและแนวทางในการวางแผนการพยาบาล เพื่อตอบสนองความต้องการของญาติผู้ป่วย โดยการให้ข้อมูลที่เพียงพอและเหมาะสม และ เป็นแนวทางสำหรับพยาบาลในการประเมินความเครียดและให้การช่วยเหลือญาติผู้ป่วยในการ เผชิญความเครียด และนำไปพัฒนาระบบการวางแผนการย้ายผู้ป่วยออกจากหอผู้ป่วยวิกฤตให้ มีประสิทธิภาพPublication Open Access การเตรียมความพร้อมและความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์การฝึกปฏิบัติทำคลอดของนักศึกษาพยาบาลก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติทำคลอดบนคลินิก(2564) สายลม เกิดประเสริฐ; ไพรินทร์ สุคนธ์ตระกูล; ปรานี ป้องเรือ; Sailom Gerdprasert; Pairin Sukontrakoon; Pranee Pongrua; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการเตรียมความพร้อมและความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์การฝึกปฏิบัติทำคลอดของนักศึกษาพยาบาลก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติทำคลอดบนคลินิก โดยใช้กรอบแนวคิดรูปแบบการเรียนรู้ของคอล์บในการศึกษา การเตรียมความพร้อมนักศึกษา 5 รูปแบบ คือ 1) การสาธิตการทำคลอดกับหุ่นจำลองโดยอาจารย์พยาบาล 2) วีดิทัศน์การทำคลอด 3) แบบประเมินขั้นตอนการทำคลอด 4) การฝึกทำคลอดกับหุ่นจำลองของนักศึกษาร่วมกับเพื่อน และ 5) สมุุดคู่มือการทำคลอด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 จำนวน 113 ราย ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ทั้ง 5 รูปแบบก่อนขึ้นฝึก 2 สัปดาห์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาถึงวิธีที่ทำให้มีการเตรียมความพร้อมมากที่สุด ความพึงพอใจต่อวิธีการจัดการเรียนการสอน และสัมภาษณ์กลุ่มนักศึกษาจำนวน 30 ราย ถึงเหตุผลของการใช้แต่ละวิธีและข้อเสนอแนะ วิเคราะห์ข้อมููลโดยใช้สถิติพรรณนาและการสรุปประเด็นสำคัญของข้อมููลจากการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจต่อวิธีการเตรียมความพร้อมโดยการฝึกทำคลอดกับหุ่นจำลองของนักศึกษาร่วมกับเพื่อนมากที่สุด รองลงมาเป็นการใช้แบบประเมินขั้นตอนการทำคลอด การสาธิตการทำคลอดกับหุ่นจำลองโดยอาจารย์พยาบาล การศึกษาจากวีดิทัศน์การทำคลอด และการใช้สมุุดคู่มือการทำคลอด ตามลำดับ นอกจากนี้จากการสัมภาษณ์กลุ่ม พบว่านักศึกษามีข้อเสนอแนะให้ลดจำนวนนักศึกษาต่อกลุ่ม ในการสาธิตการทำคลอดกับหุ่นจำลองลงและเพิ่มจำนวนหุ่นจำลองในการฝึกกับเพื่อนให้มากขึ้น สำหรับวีดิทัศน์ ควรแบ่งเป็นตอนให้สั้นลง เพื่อให้เปิดได้ง่ายใส่ภาพประกอบในสมุดคู่มือการทำคลอดเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ข้อมูลที่ได้เป็นประโยชน์สำหรับอาจารย์ที่สอนการทำคลอดให้มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษาก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติการทำคลอดPublication Open Access การทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการป้องกันและจัดการการติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใสของบุคลากรทีมสุขภาพ(2558) ธิดารัตน์ แสงรุ่ง; พรทิพย์ มาลาธรรม; กำธร มาลาธรรม; ขนิตฐา หาญประสิทธิ์คำ; Tidarat Sangrung; Porntip Malathum; Kumthorn Malathum; Kanitha Hanprasitkam; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีโรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อที่สามารถเกิดได้ทุกช่วงอายุถ้าโรคนี้เกิดกับผู้ใหญ่อาจมีอาการ รุนแรงและเกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตได้ สำหรับบุคลากรทีมสุขภาพผู้ดูแลให้การรักษาพยาบาล แก่ผู้ป่วยหรือเด็กป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อไวรัสนี้ได้ง่าย ทำให้เกิดผลกระทบ หลายด้านทั้งต่อผู้ป่วย บุคลากร และหน่วยงานต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก วัตถุประสงค์ในการ ศึกษาครั้งนี้เพื่อรวบรวมหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการอย่างเป็นระบบวิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญของ งานวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและจัดการการติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใสของบุคลากรทีมสุขภาพใน โรงพยาบาล วิธีการศึกษาสืบค้นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในปีค.ศ. 1995-2010 จากฐาน ข้อมูลทางอิเลคทรอนิคส์และวารสารทางวิชาการต่างๆ ได้งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 18 เรื่อง แบ่งเป็น งานวิจัยระดับ B จำนวน 1 เรื่อง และระดับ C จำนวน 17 เรื่อง ผลการศึกษาสรุปเนื้อหาออกได้เป็น 3 ส่วน คือ 1) วิธีการคัดกรองโรคอีสุกอีใสของบุคลากรทีมสุขภาพในโรงพยาบาล ซึ่งพบว่าประวัติเคยป่วยเป็น โรคอีสุกอีใสหรือประวัติเคยได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสอีสุกอีใสสามารถทำนายการมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส อีสุกอีใสในร่างกายได้โดยยืนยันผลจากการตรวจเลือดหาแอนติบอดีชนิด IgG ต่อเชื้อไวรัสอีสุกอีใสด้วย วิธีenzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) 2) วิธีการป้องกันการติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใสของ บุคลากรทีมสุขภาพในโรงพยาบาล ได้แก่ การให้วัคซีนป้องกันไวรัสอีสุกอีใส บุคลากรที่ไม่เคยเป็นหรือ ไม่แน่ใจว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใสเมื่อได้รับการตรวจเลือดหาแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสอีสุกอีใสได้ผลตรวจ เป็นลบ ควรจะได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสอีสุกอีใสจำนวน 2 เข็มห่างกันเข็มละ 4-8 สัปดาห์ในการป้องกัน โรค และ 3)วิธีการจัดการการติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใสของบุคลากรทีมสุขภาพในโรงพยาบาลได้แก่การแยก ผู้ป่วย การลางาน จึงต้องจ้างบุคลากรอื่นทำงานทดแทน และการใช้ยาอะไซโคลเวียร์(acyclovir) หรือ varicella zoster immunoglobulin (VZIG) ในการรักษาผู้สัมผัสเชื้อไวรัสอีสุกอีใสและผู้ป่วยที่มีภาวะ ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำวิธีการจัดการเหล่านี้กระทำเมื่อมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นแล้วซึ่งอาจจะมีความ เสี่ยงต่อการระบาดของโรคได้มากกว่าที่คาดไว้Publication Open Access การทบทวนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบเรื่องการนวดปากเพื่อกระตุ้นการดูดกลืนในทารกเกิดก่อนกำหนด(2556) สุธาสินี แซ่หุง; ทิพวัลย์ ดารามาศ; เรณู พุกบุญมี; Sutasinee Saehoong; Tipawan Daramas; Renu Pookboonmee; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการนวดปากเพื่อกระตุ้นการดูดกลืนในทารกเกิดก่อนกำหนด เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ กล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการดูดกลืนแข็งแรง ทำให้การดูด การกลืน และการหายใจของทารกมี ความสัมพันธ์กัน ทารกจึงมีการดูดกลืนดีขึ้น สามารถดูดนมได้เร็วและมีประสิทธิภาพ การศึกษา ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องกับการนวดปากเพื่อกระตุ้น การดูดกลืนในทารกเกิดก่อนกำหนด โดยการสืบค้นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1999-2009 เอกสารงานวิจัยที่นำมาประเมินคุณภาพมีจำนวน 9 เรื่อง เป็นหลักฐาน เชิงประจักษ์จากงานวิจัยประเภทการทดลองที่มีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 7 เรื่อง และงานวิจัย เชิงทดลองที่ไม่มีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2 เรื่อง ผลการศึกษาพบว่า การนวดปากเพื่อกระตุ้น การดูดกลืนในทารกเกิดก่อนกำหนด มีทั้งหมด 7 วิธี เป็นการนวดด้วยนิ้วมือบริเวณรอบปากและ ภายในปากของทารก ซึ่งมีผลลัพธ์ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อในช่องปากดีขึ้น มีการดูดกลืนดีขึ้น ระยะเวลาในการหัดดูดนมลดลง จำนวนวันนอนโรงพยาบาลลดลง และอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพิ่มขึ้น พยาบาลสามารถนำความรู้ที่ได้จากการทบทวนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการนวดปาก เพื่อกระตุ้นการดูดกลืนในทารกเกิดก่อนกำหนดไปปฏิบัติจริงในคลินิก เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแล ทารกเกิดก่อนกำหนด และส่งเสริมให้ทารกดูดนมได้อย่างมีประสิทธิภาพPublication Open Access การประเมินความต้องการจำเป็นด้านการจัดการศึกษาของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตตามการรับรู้ของบัณฑิตพยาบาลรามาธิบดี(2554) พิศสมัย อรทัย; ศรีเวียงแก้ว เต็งเกียรติ์ตระกูล; Pisamai Orathai; Sriwiengkaew Tengkiattrakul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นด้านการจัดการศึกษาของ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ประชากรตัวอย่างคือ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิต ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2552 จำนวน 161 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความ ต้องการจำเป็นด้านการจัดการศึกษาของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติบรรยาย และประเมินความต้องการจำเป็นด้วย ค่า PNI modified ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการ จำเป็นด้านการจัดการศึกษาของหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตที่ควรได้รับการพัฒนาเรียงลำดับ จากมากไปน้อยคือ 1) การบริการ/สิ่งอำนวยความสะดวก ด้านสภาพหอพัก 2) ปัจจัยสนับสนุน การเรียนการสอน ด้านจำนวนคอมพิวเตอร์ 3) การบริหารจัดการ ด้านการแจ้งข้อมูลข่าวสาร 4) การสนับสนุนทางวิชาการ ด้านการติดต่อ/ขอความช่วยเหลือจากบุคลากรสนับสนุน 5) เนื้อหา หลักสูตร ด้านการจัดหมวด/รายวิชาให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษา 6) การวัดและ การประเมินผล ด้านการให้ข้อมูลป้อนกลับของอาจารย์ 7) การพัฒนาส่วนบุคคล ด้านทักษะด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ 8) วิธีการจัดการเรียนการสอน ด้านความหลากหลาย ความยืดหยุ่น และ ความทันสมัย และ 9) การสอนของอาจารย์ ด้านวิธีการสอนที่น่าสนใจ ผลการศึกษาครั้งนี้มี ข้อเสนอแนะให้ผู้บริหารหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเร่งปรับปรุงสภาพหอพัก จัดหาคอมพิวเตอร์ ให้เพียงพอ จัดระบบการแจ้งข้อมูลข่าวสาร และระบบการติดต่อ/ขอความช่วยเหลือจากบุคลากร สนับสนุน จัดหมวด/รายวิชาให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษา พัฒนาการให้ข้อมูล ป้อนกลับของอาจารย์ พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษา ใช้วิธีการสอนที่หลากหลาย ยืดหยุ่น ทันสมัย และน่าสนใจPublication Open Access การประเมินโครงการส่งเสริมพัฒนาการผ่านการอ่านต่อพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านของผู้ดูแล(2558) สุมาลา สว่างจิต; ชื่นฤดี คงศักดิ์ตระกูล; นิชรา เรืองดารกานนท์; Sumala Sawangjit; Chuanruedee Kongsaktrakul; Nichara Ruangdaraganon; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาประสิทธิผลของโครงการส่งเสริมพัฒนาการผ่านการ อ่านโดยเปรียบเทียบความแตกต่างของพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัยกลุ่มที่เข้าร่วมและ กลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านของผู้ดูแลเด็กกลุ่มที่เข้าร่วมและ กลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการ และศึกษาความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของโครงการในกลุ่ม ผู้ดูแลเด็กที่เข้าร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ1 ปี6 เดือน ถึง 2 ปีจำนวน 64 ราย และ ผู้ดูแลของเด็กจำนวน 64 รายที่มารับบริการที่หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาล รามาธิบดีเป็นกลุ่มทดลอง 32คู่กลุ่มควบคุม32คู่ผลการศึกษาพบว่าเด็กกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการ มีคะแนนเฉลี่ยพัฒนาการด้านภาษาสูงกว่าเด็กกลุ่มไม่เข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้ดูแลเด็กกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านสูงกว่าผู้ดูแล กลุ่มที่ไม่เข้าร่วมโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผู้ดูแลเด็กกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการมีความคิด เห็นว่าเนื้อหาของโครงการ หนังสือที่แจกในโครงการ กิจกรรม ระยะเวลาในการทำกิจกรรม มีความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุด และโครงการนี้ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับการอ่านหนังสือ ให้เด็กฟังเพิ่มมากขึ้น สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติในระดับมากถึงมากที่สุด ส่วนคำแนะนำที่ ได้รับจากโครงการมีความเข้าใจง่ายในระดับปานกลางถึงมาก และมีความพึงพอใจโครงการใน ภาพรวมในระดับมากถึงมากที่สุด ดังนั้นจึงควรส่งเสริมให้มีโครงการส่งเสริมพัฒนาการผ่านการ อ่านในโรงพยาบาลหรือสถานบริการสุขภาพอื่นPublication Open Access การประเมินผลการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาในวิชาการพยาบาลมารดา-ทารกและการผดุงครรภ์(2556) ประนอม ภู่ศรีทอง; วรพรรณ ผดุงโยธี; Pranom Poosrithong; Vorrapun Phadungyotee; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริม การพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลที่เรียนวิชาการพยาบาลมารดา-ทารกและ การผดุงครรภ์ จำนวน 175 ราย โดยการเน้นให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของเนื้อหาวิชาร่วมกับ การสะท้อนกลับเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนของนักศึกษาในชั้นเรียนภายหลังสืนสุดการเรียนการสอน ในแต่ละชั่วโมง โดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที ประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบความรู้ในเนื้อหา หลักของวิชาก่อนเรียนและหลังสิ้นสุดการเรียน แบบประเมินพฤติกรรมนักศึกษาขณะเรียน และ แบบประเมินการจัดการเรียนการสอนเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษา มีคะแนนความรู้ในเนื้อหาหลักของวิชาหลังได้รับการสอนที่ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ มากกว่าก่อนได้รับการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นักศึกษาทุกราย (ร้อยละ 100) ลงชื่อ เข้าเรียนด้วยตนเอง ขาดเรียนเฉลี่ย 4 ราย/ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 2.28 เข้าเรียนสายมากกว่า 5 นาที เฉลี่ย 12 ราย/ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 6.85 มีการพูดคุยกันเองและทำงานอื่นระหว่างเรียนบ้าง เฉลี่ย 11 ราย/ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 6.25 นักศึกษาประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน อยู่ในระดับสูงทุกหัวข้อ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้นักศึกษา เห็นความสำคัญของเนื้อหาวิชาร่วมกับการสะท้อนกลับ ทำให้นักศึกษาพยาบาลสามารถพัฒนา ศักยภาพการเรียนรู้ที่ดีขึ้น มีพฤติกรรมการเรียนที่ดี และใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้ได้
