Publication: Predictors of dental service utilization among visually impaired people in Chiang Mai, Thailand
3
2
Issued Date
2015
Resource Type
Language
eng
ISSN
1905-1387
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
ASEAN Institute for Health Development Mahidol University
Bibliographic Citation
Journal of Public Health and Development. Vol.13, No.1 (2015), 3-15
Suggested Citation
Pinpinut Wanichsaithong, Jiraporn Chompikul, Aroonsri Mongkolchati, Piyanart Chatiketu Predictors of dental service utilization among visually impaired people in Chiang Mai, Thailand. Journal of Public Health and Development. Vol.13, No.1 (2015), 3-15. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/1540
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Predictors of dental service utilization among visually impaired people in Chiang Mai, Thailand
Alternative Title(s)
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้บริการทันตกรรมของผู้พิการทางสายตาในจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย
Other Contributor(s)
Abstract
The purposes of this cross-sectional study were to examine factors associated with utilization of dental
health services among visually impaired people and also identify barriers affecting such utilization. A
structured questionnaire and an oral examination were used to collect data in January, 2013. In total, 266
visually impaired people participated in the study. Data were analyzed using chi-square tests and multiple
logistic regression.
The utilization of dental health services in the past year among visually impaired people was 26.3%.
Based on the Chi-square tests, education, occupation, perception of oral status, perception of oral health
problems and perceptions of the oral health service system were found to be statistically significant associated
with dental service utilization. In logistic regression, significant predictors of dental service utilization among
visually impaired people included perception of oral status (adj OR = 4.45, 95% CI = 1.41-14.05), perception
of oral health problems (adj OR = 4.66, 95% CI = 1.96-11.07) and perception of the dental service system
(adj OR = 2.44, 95% CI = 1.32-4.49). The three most commonly reported barriers to dental visits were “no
one takes me to the dentist”, “not enough time” and “waiting until the pain gets worse”.
The findings suggested that the significant key factor to increase utilization among visually impaired
people is providing an appropriate oral health education to improve the knowledge of oral health care, and
finally lead to change the perception of oral problems in these people. Furthermore, special dental service
system should be established to minimize barriers to care and serve needs of these people.
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) เพื่อสำรวจปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้บริการทางทันตกรรมของผู้พิการทางสายตา และเพื่อค้นหาอุปสรรคที่ขัดขวางการไปใช้บริการของผู้พิการในการเก็บข้อมูลงานวิจัยนี้ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบมีเค้าโครงและการตรวจช่องปากของผู้พิการทางสายตา โดยทำการเก็บข้อมูลช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2556จำนวนผู้พิการทางสายตาที่เข้าร่วมงานวิจัยมีทั้งสิ้น 266คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบไคกำลังสอง และการถดถอยลอจิสติค ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 26.3 ของผู้พิการทางสายตา เคยไปใช้บริการทางทันตกรรมในปีที่ผ่านมา ในส่วนของการทดสอบด้วยไคกำลังสองพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการไปใช้บริการทางทันตกรรมของกลุ่มผู้พิการทางสายตาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ ระดับการศึกษา ประเภทของอาชีพ การมีฟันปลอม การรับรู้ปัญหาสุขภาพช่องปาก และการรับรู้เกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพช่องปาก และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยลอจิสติกพหุคูณ พบว่าปัจจัยที่ความสัมพันธ์กับการไปใช้บริการทางทันตกรรมในกลุ่มผู้พิการทางสายตา ได้แก่ การมีฟันปลอม (adj OR = 4.45, 95% CI = 1.41-14.05), การรับรู้ว่าตนเองมีปัญหาสุขภาพช่องปาก (adj OR = 4.66, 95% CI = 1.96-11.07) และมีการรับรู้ในแง่ดีเกี่ยวกับระบบบริการทางทันตกรรม (adj OR = 2.44, 95% CI = 1.32-4.49) สามสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถไปใช้บริการทางทันตกรรมคือ ไม่มีคนพาไปรับบริการ ไม่มีเวลาไปทำ รอจนกว่าจะปวดมากกว่านี้ถึงจะไปรับบริการ ดังนั้นควรจัดให้มีทันตสุขศึกษาที่เหมาะสมเฉพาะกลุ่ม เพื่อพัฒนาความรู้เกี่ยวกับดูแลสุขภาพช่องปาก และ เพื่อให้เปลี่ยนการรับรู้เรื่องปัญหาสุขภาพช่องปากในคนพิการทางสายตายิ่งไปกว่านั้นควรจัดตั้งระบบบริการทางทันตกรรมแบบพิเศษเพื่อลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการและตอบสนองความต้องการของผู้พิการทางสายตา
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) เพื่อสำรวจปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการใช้บริการทางทันตกรรมของผู้พิการทางสายตา และเพื่อค้นหาอุปสรรคที่ขัดขวางการไปใช้บริการของผู้พิการในการเก็บข้อมูลงานวิจัยนี้ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบมีเค้าโครงและการตรวจช่องปากของผู้พิการทางสายตา โดยทำการเก็บข้อมูลช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2556จำนวนผู้พิการทางสายตาที่เข้าร่วมงานวิจัยมีทั้งสิ้น 266คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบไคกำลังสอง และการถดถอยลอจิสติค ผลการศึกษาพบว่าร้อยละ 26.3 ของผู้พิการทางสายตา เคยไปใช้บริการทางทันตกรรมในปีที่ผ่านมา ในส่วนของการทดสอบด้วยไคกำลังสองพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการไปใช้บริการทางทันตกรรมของกลุ่มผู้พิการทางสายตาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ ระดับการศึกษา ประเภทของอาชีพ การมีฟันปลอม การรับรู้ปัญหาสุขภาพช่องปาก และการรับรู้เกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพช่องปาก และเมื่อวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยลอจิสติกพหุคูณ พบว่าปัจจัยที่ความสัมพันธ์กับการไปใช้บริการทางทันตกรรมในกลุ่มผู้พิการทางสายตา ได้แก่ การมีฟันปลอม (adj OR = 4.45, 95% CI = 1.41-14.05), การรับรู้ว่าตนเองมีปัญหาสุขภาพช่องปาก (adj OR = 4.66, 95% CI = 1.96-11.07) และมีการรับรู้ในแง่ดีเกี่ยวกับระบบบริการทางทันตกรรม (adj OR = 2.44, 95% CI = 1.32-4.49) สามสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถไปใช้บริการทางทันตกรรมคือ ไม่มีคนพาไปรับบริการ ไม่มีเวลาไปทำ รอจนกว่าจะปวดมากกว่านี้ถึงจะไปรับบริการ ดังนั้นควรจัดให้มีทันตสุขศึกษาที่เหมาะสมเฉพาะกลุ่ม เพื่อพัฒนาความรู้เกี่ยวกับดูแลสุขภาพช่องปาก และ เพื่อให้เปลี่ยนการรับรู้เรื่องปัญหาสุขภาพช่องปากในคนพิการทางสายตายิ่งไปกว่านั้นควรจัดตั้งระบบบริการทางทันตกรรมแบบพิเศษเพื่อลดอุปสรรคในการเข้ารับบริการและตอบสนองความต้องการของผู้พิการทางสายตา
