The determination of calibration and correction factors for dose calibrators on 90y activity measurement
2
Issued Date
2022
Copyright Date
2022
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xv, 78 leaves
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Medical Physics))--Mahidol University, 2022)
Suggested Citation
Dararat Phomtum The determination of calibration and correction factors for dose calibrators on 90y activity measurement. Thesis (M.Sc. (Medical Physics))--Mahidol University, 2022). Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/113869
Title
The determination of calibration and correction factors for dose calibrators on 90y activity measurement
Alternative Title(s)
การหาค่าสอบเทียบและค่าแก้สำหรับเครื่องโดสคาลิเบรเตอร์ในการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90
Author(s)
Abstract
Yttrium-90 (90Y) is a high energy beta emitter which has been widely used in nuclear medicine for therapeutic purposes. 90Y activity can be measured by dose calibrator from its consequently produced bremsstrahlung that might alter accuracy of activity measurement. However, the activity especially for treatment is crucially considered. The aims of this study were to investigate the effect of geometry on the 90Y activity measurement and to determine calibration factors and correction factors for the specific conditions of 90Y measurement in the dose calibrators. Four dose calibrators from two institutes, Ramathibodi Hospital and Thailand Institute of Nuclear Technology (TINT), were investigated. The commercial 90Y from Polatom was used as the reference of 90Y. Firstly, the activity of 90Y was measured from the shipment vial using the individual calibration factors for each dose calibrator. The calibration factors were adjusted when the measured activity was different from the actual activity and then used in the following experiments. Consequently, the geometry effects were investigated in a 3-mL plastic syringe and a 10-mL glass vial. Approximately 3mCi of the reference 90Y was transferred into the containers and then the final volume was adjusted to 0.5, 1.0, 1.5, 2.0 and 2.5mL to obtain the constant activity of 90Y solution with the varied volumes. The activities of 90Y were measured with their calibration factors. Then calibration factor was adjusted when the measured activity was unequal to the actual activity. The percentages of error between the measured activities and actual activities for each specific condition were calculated. Additionally, the correction factors were calculated based on the actual activity and the measured activity of 90Y from the measurement experiment. The percentage error results showed that 90Y activity measurements in the shipment container, 3-mL plastic syringe and 10-mL glass vial were mostly inaccurate when the containers used for initial calibrating dose calibrator were different to those of containers used in this experiment. In addition, the results exhibited that the percentage error was higher with the increasing of 90Y volume in the 10-mL glass vial measurements. The differences of the calculated correction factors were shown for the particular geometry. In conclusion, this study demonstrated that geometry certainly affected the 90Y activity measurement with different degrees of inaccuracy among the dose calibrators. Therefore, to obtain accuracy of the 90Y activity measurement with dose calibrator, calibration factor or correction factor should be individually determined and applied to the specific conditions of measurement. IMPLICATION OF THESIS: The effect of geometry on the 90Y activity measurement in dose calibrators was revealed in this study. The 90Y activity measurements in several types of containers were mostly inaccurate when the containers used for the initial calibrating dose calibrator were different from those of used in the measurement. In this work, calibration factors and correction factors were determined and applied to the specific conditions of measurement to obtain an accuracy of the 90Y activity measurement with the dose calibrator. Therefore, this study should be beneficial for the routine clinical practice of the 90Y treatment to obtain accurate activity measurement of 90Y because currently the patient’ administrated doses should be within ±5% of the prescribed doses according to national recommendation.
อิตเทรียม-90 (90Y) เป็นสารกัมมันตรังสีที่สลายตัวให้อนุภาคบีตาพลังงานสูง ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรค ความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 สามารถวัดได้โดยใช้โดสคาลิเบรเตอร์ ซึ่งวัดจากเบรมส์ชตราลุงที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของอนุภาคบีตา ด้วยคุณสมบัตินี้จึงอาจส่งผลต่อความถูกต้องในการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 และเนื่องจากประสิทธิภาพในการรักษาโรคและความปลอดภัยของผู้ป่วยที่เกิดจากปริมาณรังสีที่ได้รับ ทำให้การใช้ปริมาณรังสีที่ถูกต้องของสารเภสัชรังสีของอิตเทรียม-90 มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลกระทบของการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 เนื่องจากความแตกต่างของภาชนะที่ใช้ในการบรรจุและปริมาตรของอิตเทรียม-90 และหาค่าสอบเทียบและค่าแก้ที่มีความจำเพาะกับประเภทภาชนะและปริมาตร สำหรับการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ในการศึกษานี้ ทำการศึกษาโดยใช้โดสคาลิเบรเตอร์ 4เครื่องจาก 2สถาบัน ได้แก่ หน่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) โดยใช้อิตเทรียม-90 จากบริษัทโพลาทอมเป็นสารอ้างอิงในการศึกษา เริ่มจากการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 เริ่มต้นในภาชนะที่ได้มาจากบริษัท โดยใช้ค่าสอบเทียบของโดสคาลิเบรเตอร์แต่ละเครื่อง แล้วทำการปรับค่าสอบเทียบจนกระทั่งค่าความแรงรังสีที่วัดได้มีค่าเท่ากับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 ทำการบันทึกค่าสอบเทียบนี้ และนำไปใช้ในการศึกษาส่วนต่อไป ส่วนที่สองคือการศึกษาผลกระทบของการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 เนื่องจากความแตกต่างของภาชนะ 2ชนิดและปริมาตรของสาร โดยทำการศึกษาในกระบอกฉีดยาพลาสติกขนาด 3มิลลิลิตรและขวดแก้วขนาด 10มิลลิลิตร โดยนำอิตเทรียม-90 ที่มีความแรงรังสีประมาณ 3มิลลิคูรี บรรจุในภาชนะที่ต้องการศึกษา ทำการปรับปริมาตรสุดท้ายของอิตเทรียม-90 เป็น 0.5, 1.0, 1.5, 2.0 และ 2.5มิลลิลิตร เพื่อให้ได้สารละลายอิตเทรียม-90 หลายปริมาตรที่มีความแรงรังสีคงที่ วัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 โดยใช้ค่าสอบเทียบของโดสคาลิเบรเตอร์แต่ละเครื่อง เมื่อค่าความแรงรังสีที่วัดได้ไม่เท่ากับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 จึงปรับค่าสอบเทียบ ทำการคำนวณเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดระหว่างค่าความแรงรังสีที่วัดได้กับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 สำหรับแต่ละเงื่อนไขในการวัด หลังจากนั้นทำการคำนวณหาค่าแก้โดยใช้ค่าความแรงรังสีที่วัดได้จากโดสคาลิเบรเตอร์และค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 ผลของเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดระหว่างค่าความแรงรังสีที่วัดได้กับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 แสดงให้เห็นว่าค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ที่วัดได้จากภาชนะที่มาจากบริษัท, กระบอกฉีดยาพลาสติกขนาด 3มิลลิลิตรและขวดแก้วขนาด 10มิลลิลิตรไม่ถูกต้อง ซึ่งเกิดจากภาชนะที่ใช้ในการศึกษามีความแตกต่างจากภาชนะที่ใช้ในการสอบเทียบโดสคาลิเบรเตอร์ นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดระหว่างค่าความแรงรังสีที่วัดได้กับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 มีค่าสูงขึ้น เมื่อมีการเพิ่มปริมาตรของอิตเทรียม-90 ในขวดแก้วขนาด 10มิลลิลิตร และค่าแก้มีความจำเพาะต่อชนิดของภาชนะและปริมาตรต่าง ๆ กล่าวโดยสรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างของประเภทภาชนะที่ใช้ในการบรรจุและปริมาตรของอิตเทรียม-90 มีผลต่อความถูกต้องของการวัดปริมาณรังสีของอิตเทรียม-90 ในระดับของความไม่ถูกต้องที่แตกต่างกันในโดสคาลิเบรเตอร์แต่ละเครื่อง ดังนั้นเพื่อความถูกต้องในการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ควรหาค่าสอบเทียบหรือค่าแก้ที่จำเพาะกับโดสคาลิเบรเตอร์เมื่อนำไปใช้กับภาชนะและปริมาตรของอิตเทรียม-90 ที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถวัดปริมาณความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ได้ถูกต้อง การนำผลวิทยานิพนธ์ไปใช้: งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างของประเภทภาชนะที่ใช้ในการบรรจุและปริมาตรของอิตเทรียม-90 มีผลต่อความถูกต้องของการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ค่าความแรงรังสีที่วัดได้จากใช้ภาชนะหลายประเภทไม่ถูกต้อง เนื่องจากความแตกต่างของภาชนะที่ใช้ในการสอบเทียบโดสคาลิเบรเตอร์กับภาชนะที่ใช้ในการวัดค่าความแรงรังสี โดยในงานวิจัยนี้ได้ทำการหาค่าสอบเทียบและค่าแก้ที่มีความจำเพาะกับประเภทภาชนะและปริมาตร สำหรับการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 เพื่อให้สามารถวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ได้ถูกต้อง ดังนั้นงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานทางคลินิก สำหรับการเตรียมสารเภสัชรังสีที่มีอิตเทรียม-90 เป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้ในการรักษาโรค เนื่องจากปัจจุบันได้มีการกำหนดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับควรอยู่ภายใน ±5% ของปริมาณรังสีที่กำหนด ตามคำแนะนำระดับชาติ
อิตเทรียม-90 (90Y) เป็นสารกัมมันตรังสีที่สลายตัวให้อนุภาคบีตาพลังงานสูง ซึ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อจุดประสงค์ในการรักษาโรค ความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 สามารถวัดได้โดยใช้โดสคาลิเบรเตอร์ ซึ่งวัดจากเบรมส์ชตราลุงที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของอนุภาคบีตา ด้วยคุณสมบัตินี้จึงอาจส่งผลต่อความถูกต้องในการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 และเนื่องจากประสิทธิภาพในการรักษาโรคและความปลอดภัยของผู้ป่วยที่เกิดจากปริมาณรังสีที่ได้รับ ทำให้การใช้ปริมาณรังสีที่ถูกต้องของสารเภสัชรังสีของอิตเทรียม-90 มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลกระทบของการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 เนื่องจากความแตกต่างของภาชนะที่ใช้ในการบรรจุและปริมาตรของอิตเทรียม-90 และหาค่าสอบเทียบและค่าแก้ที่มีความจำเพาะกับประเภทภาชนะและปริมาตร สำหรับการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ในการศึกษานี้ ทำการศึกษาโดยใช้โดสคาลิเบรเตอร์ 4เครื่องจาก 2สถาบัน ได้แก่ หน่วยเวชศาสตร์นิวเคลียร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) โดยใช้อิตเทรียม-90 จากบริษัทโพลาทอมเป็นสารอ้างอิงในการศึกษา เริ่มจากการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 เริ่มต้นในภาชนะที่ได้มาจากบริษัท โดยใช้ค่าสอบเทียบของโดสคาลิเบรเตอร์แต่ละเครื่อง แล้วทำการปรับค่าสอบเทียบจนกระทั่งค่าความแรงรังสีที่วัดได้มีค่าเท่ากับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 ทำการบันทึกค่าสอบเทียบนี้ และนำไปใช้ในการศึกษาส่วนต่อไป ส่วนที่สองคือการศึกษาผลกระทบของการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 เนื่องจากความแตกต่างของภาชนะ 2ชนิดและปริมาตรของสาร โดยทำการศึกษาในกระบอกฉีดยาพลาสติกขนาด 3มิลลิลิตรและขวดแก้วขนาด 10มิลลิลิตร โดยนำอิตเทรียม-90 ที่มีความแรงรังสีประมาณ 3มิลลิคูรี บรรจุในภาชนะที่ต้องการศึกษา ทำการปรับปริมาตรสุดท้ายของอิตเทรียม-90 เป็น 0.5, 1.0, 1.5, 2.0 และ 2.5มิลลิลิตร เพื่อให้ได้สารละลายอิตเทรียม-90 หลายปริมาตรที่มีความแรงรังสีคงที่ วัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 โดยใช้ค่าสอบเทียบของโดสคาลิเบรเตอร์แต่ละเครื่อง เมื่อค่าความแรงรังสีที่วัดได้ไม่เท่ากับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 จึงปรับค่าสอบเทียบ ทำการคำนวณเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดระหว่างค่าความแรงรังสีที่วัดได้กับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 สำหรับแต่ละเงื่อนไขในการวัด หลังจากนั้นทำการคำนวณหาค่าแก้โดยใช้ค่าความแรงรังสีที่วัดได้จากโดสคาลิเบรเตอร์และค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 ผลของเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดระหว่างค่าความแรงรังสีที่วัดได้กับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 แสดงให้เห็นว่าค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ที่วัดได้จากภาชนะที่มาจากบริษัท, กระบอกฉีดยาพลาสติกขนาด 3มิลลิลิตรและขวดแก้วขนาด 10มิลลิลิตรไม่ถูกต้อง ซึ่งเกิดจากภาชนะที่ใช้ในการศึกษามีความแตกต่างจากภาชนะที่ใช้ในการสอบเทียบโดสคาลิเบรเตอร์ นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าเปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดระหว่างค่าความแรงรังสีที่วัดได้กับค่าความแรงรังสีที่แท้จริงของอิตเทรียม-90 มีค่าสูงขึ้น เมื่อมีการเพิ่มปริมาตรของอิตเทรียม-90 ในขวดแก้วขนาด 10มิลลิลิตร และค่าแก้มีความจำเพาะต่อชนิดของภาชนะและปริมาตรต่าง ๆ กล่าวโดยสรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างของประเภทภาชนะที่ใช้ในการบรรจุและปริมาตรของอิตเทรียม-90 มีผลต่อความถูกต้องของการวัดปริมาณรังสีของอิตเทรียม-90 ในระดับของความไม่ถูกต้องที่แตกต่างกันในโดสคาลิเบรเตอร์แต่ละเครื่อง ดังนั้นเพื่อความถูกต้องในการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ควรหาค่าสอบเทียบหรือค่าแก้ที่จำเพาะกับโดสคาลิเบรเตอร์เมื่อนำไปใช้กับภาชนะและปริมาตรของอิตเทรียม-90 ที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถวัดปริมาณความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ได้ถูกต้อง การนำผลวิทยานิพนธ์ไปใช้: งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างของประเภทภาชนะที่ใช้ในการบรรจุและปริมาตรของอิตเทรียม-90 มีผลต่อความถูกต้องของการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ค่าความแรงรังสีที่วัดได้จากใช้ภาชนะหลายประเภทไม่ถูกต้อง เนื่องจากความแตกต่างของภาชนะที่ใช้ในการสอบเทียบโดสคาลิเบรเตอร์กับภาชนะที่ใช้ในการวัดค่าความแรงรังสี โดยในงานวิจัยนี้ได้ทำการหาค่าสอบเทียบและค่าแก้ที่มีความจำเพาะกับประเภทภาชนะและปริมาตร สำหรับการวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 เพื่อให้สามารถวัดค่าความแรงรังสีของอิตเทรียม-90 ได้ถูกต้อง ดังนั้นงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานทางคลินิก สำหรับการเตรียมสารเภสัชรังสีที่มีอิตเทรียม-90 เป็นส่วนประกอบ เพื่อใช้ในการรักษาโรค เนื่องจากปัจจุบันได้มีการกำหนดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับควรอยู่ภายใน ±5% ของปริมาณรังสีที่กำหนด ตามคำแนะนำระดับชาติ
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital
Degree Discipline
Medical Physics
Degree Grantor(s)
Mahidol University
