Open banking framework : Thailand case study
4
1
Issued Date
2022
Copyright Date
2022
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xi, 110 leaves
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thematic Paper (M.Sc. (Information Technology Management))--Mahidol University, 2022)
Suggested Citation
Rapida Boonsittiwaraporn Open banking framework : Thailand case study. Thematic Paper (M.Sc. (Information Technology Management))--Mahidol University, 2022). Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/113922
Title
Open banking framework : Thailand case study
Alternative Title(s)
กรอบแนวทางการพัฒนา Open banking กรณีศึกษาประเทศไทย
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
Open banking is a modern banking model which enables third parties to access banking data through a secure transferring method known as “Application programming interfaces (APIs)” to drive competition and innovation in Financial Market. Traditionally, the market share of the banking market is controlled by large banks that hold a large pool of customer data. Even if the characteristics of financial products are homogenous, information asymmetry in financial markets creates difficulty and higher switching costs for the customer who considers changing service banks. However, the emergence of Open banking around the globe is a challenging model to break up information asymmetries problems and enhance market competition in the financial market, ultimately enhancing overall banking services. The aim of this study was to propose an open banking framework for Thailand by using the principal of TOGAF Enterprise Architecture (EA). The proposed framework was designed by applying the global successful model of open banking integrating with a gap analysis of Thailand's Financial Market. The framework considers an alignment of business, policy, application, data, technology, and infrastructure under the control of related standards, governance, and regulation. The open banking framework has been proven and confirmed the completeness and agreement with the Expert In-depth Interview methodology. The evaluation result presents that experts in Thailand's Financial market satisfy and agree with the Open banking framework, as well as recommended that high possibility to bring the framework into implementation in Thailand. IMPLICATION OF THEMATIC PAPER: This research was taken to design the framework for developing open banking in Thailand. The framework was validated business alignment top-down from policy, business, data, and IT with TOGAF Enterprise Architecture principal. Besides, the gap analysis of policy, regulation, governance, and standard described in the framework significantly proved that the framework is considered appropriated and relevant for institution context in Thailand. This would be a direction and motivation for government & authority to decisively bring open banking into implementation. The proposed framework was designed with fully governance and control under a prescriptive approach. Each component in the framework shall be further analyzed either “Must have” or “Nice to have” in case taken other approach. Finally, this study presents high level framework, the implementation plan and policy establishment are required to implement the framework effectively.
Open Banking เป็นแนวคิดในการที่เปิดให้ผู้ให้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือบริษัทเทคโนโลยีสามารถเรียกใช้ข้อมูลการเงินของผู้ใช้บริการได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ผ่านช่องทางการเชื่อมต่อข้อมูลที่เรียกว่า Open API แนวคิดนี้จึงเป็นแนวคิดที่ปฏิวัติวงการธนาคาร ด้วยลักษณะของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เรียกว่า Homogeneous หมายถึงธนาคารแต่ละแห่งสามารถเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมือนกันให้แก่ลูกค้าได้ แต่ในความจริง ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ของธนาคารขึ้นอยู่กับความไม่สมมาตรของข้อมูล ที่ทำให้การเปลี่ยนผู้ให้บริการมีความยุ่งยากและมีต้นทุนการเปลี่ยนผู้ให้บริการ (Switching cost) ที่สูง ดังนั้น Open Banking จึงเป็นแนวทางที่หลายๆ ประเทศเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลและเพื่อพัฒนาการแข่งขันในตลาดการเงิน สำหรับประเทศไทยการพัฒนา Open banking จำเป็นที่จะต้องมีกรอบการดำเนินงานที่เหมาะสมกับบริบทตลาดการเงินและปัจจัยแวดล้อมของประเทศไทย งานวิจัยในครั้งนี้ นำเสนอกรอบแนวทางการพัฒนา Open Banking โดยนำเสนอภายใต้แนวคิด TOGAF Enterprise Architecture โดยเริ่มต้นจากการศึกษากรอบแนวทางต้นแบบในต่างประเทศ และทำการวิเคราะห์ Gap Analysis ระหว่างในต่างประเทศกับประเทศไทย แล้วจึงนำมาพัฒนากรอบแนวทางการพัฒนา Open banking สำหรับประเทศไทย กรอบแนวทางที่พัฒนานี้ได้ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในตลาดการเงิน พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความพึงพอใจและเห็นด้วยกับกรอบแนวทางที่นำเสนอ รวมทั้งเห็นว่ากรอบแนวทางที่นำเสนอสามารถนำประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้จริง การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้ การวิจัยนี้ดำเนินการเพื่อนำเสนอกรอบแนวทางการพัฒนา Open Banking ในประเทศไทย จากการศึกษานี้เลือกใช้แนวคิดสถาปัตยกรรมองค์กร TOGAF เพื่อให้กรอบแนวทางการพัฒนา Open banking มีความสอดคล้องของนโยบาย กระบวนการดำเนินงานของธุรกิจ ชุดข้อมูล และเทคโนโลยีที่ใช้ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) ของนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และมาตรฐานที่อธิบายไว้ในกรอบการทำงาน ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากรอบการทำงานมีการคำนึงถึงความเหมาะสมกับบริบท กฎหมาย กฎเกณฑ์ ในประเทศไทย ซึ่งแนวคิดที่นำเสนอนี้จะเป็นแนวทางสำหรับรัฐบาลและผู้วางนโยบายในการพัฒนา open banking ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย กรอบการทำงานที่นำเสนอถูกพัฒนาบนพื้นฐานแนวทางแบบกำหนดกฎเกณฑ์ (Prescriptive approach) ที่ภาครัฐใช้การออกกฎเกณฑ์และกฎหมายบังคับและกำกับสถาบันการเงินในการเปิดเผยข้อมูล อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศใช้แนวทางการส่งเสริม open banking อื่นๆ ที่มีความผ่อนปรนกว่า แต่ละองค์ประกอบในกรอบงานจำเป็นที่จะต้องได้รับการวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าแต่ละองค์ประกอบนั้นถูกจัดว่า "จำเป็นต้องมี" หรือ "ควรจะมี" เพื่อให้เหมาะสมตามแนวทางที่เลือกใช้ สุดท้ายนี้ การศึกษานี้ นำเสนอกรอบการทำงานที่ในระดับภาพกว้าง (High level) การนำมาปฏิบัติ จำเป็นต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมในระดับแผนการดำเนินงานและการกำหนดนโยบาย เพื่อให้การดำเนินการตามกรอบงานมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้นำเสนอไว้
Open Banking เป็นแนวคิดในการที่เปิดให้ผู้ให้บริการทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือบริษัทเทคโนโลยีสามารถเรียกใช้ข้อมูลการเงินของผู้ใช้บริการได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ผ่านช่องทางการเชื่อมต่อข้อมูลที่เรียกว่า Open API แนวคิดนี้จึงเป็นแนวคิดที่ปฏิวัติวงการธนาคาร ด้วยลักษณะของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เรียกว่า Homogeneous หมายถึงธนาคารแต่ละแห่งสามารถเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมือนกันให้แก่ลูกค้าได้ แต่ในความจริง ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ของธนาคารขึ้นอยู่กับความไม่สมมาตรของข้อมูล ที่ทำให้การเปลี่ยนผู้ให้บริการมีความยุ่งยากและมีต้นทุนการเปลี่ยนผู้ให้บริการ (Switching cost) ที่สูง ดังนั้น Open Banking จึงเป็นแนวทางที่หลายๆ ประเทศเลือกใช้เพื่อแก้ปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลและเพื่อพัฒนาการแข่งขันในตลาดการเงิน สำหรับประเทศไทยการพัฒนา Open banking จำเป็นที่จะต้องมีกรอบการดำเนินงานที่เหมาะสมกับบริบทตลาดการเงินและปัจจัยแวดล้อมของประเทศไทย งานวิจัยในครั้งนี้ นำเสนอกรอบแนวทางการพัฒนา Open Banking โดยนำเสนอภายใต้แนวคิด TOGAF Enterprise Architecture โดยเริ่มต้นจากการศึกษากรอบแนวทางต้นแบบในต่างประเทศ และทำการวิเคราะห์ Gap Analysis ระหว่างในต่างประเทศกับประเทศไทย แล้วจึงนำมาพัฒนากรอบแนวทางการพัฒนา Open banking สำหรับประเทศไทย กรอบแนวทางที่พัฒนานี้ได้ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในตลาดการเงิน พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความพึงพอใจและเห็นด้วยกับกรอบแนวทางที่นำเสนอ รวมทั้งเห็นว่ากรอบแนวทางที่นำเสนอสามารถนำประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้จริง การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้ การวิจัยนี้ดำเนินการเพื่อนำเสนอกรอบแนวทางการพัฒนา Open Banking ในประเทศไทย จากการศึกษานี้เลือกใช้แนวคิดสถาปัตยกรรมองค์กร TOGAF เพื่อให้กรอบแนวทางการพัฒนา Open banking มีความสอดคล้องของนโยบาย กระบวนการดำเนินงานของธุรกิจ ชุดข้อมูล และเทคโนโลยีที่ใช้ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) ของนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมาภิบาล และมาตรฐานที่อธิบายไว้ในกรอบการทำงาน ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากรอบการทำงานมีการคำนึงถึงความเหมาะสมกับบริบท กฎหมาย กฎเกณฑ์ ในประเทศไทย ซึ่งแนวคิดที่นำเสนอนี้จะเป็นแนวทางสำหรับรัฐบาลและผู้วางนโยบายในการพัฒนา open banking ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย กรอบการทำงานที่นำเสนอถูกพัฒนาบนพื้นฐานแนวทางแบบกำหนดกฎเกณฑ์ (Prescriptive approach) ที่ภาครัฐใช้การออกกฎเกณฑ์และกฎหมายบังคับและกำกับสถาบันการเงินในการเปิดเผยข้อมูล อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศใช้แนวทางการส่งเสริม open banking อื่นๆ ที่มีความผ่อนปรนกว่า แต่ละองค์ประกอบในกรอบงานจำเป็นที่จะต้องได้รับการวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าแต่ละองค์ประกอบนั้นถูกจัดว่า "จำเป็นต้องมี" หรือ "ควรจะมี" เพื่อให้เหมาะสมตามแนวทางที่เลือกใช้ สุดท้ายนี้ การศึกษานี้ นำเสนอกรอบการทำงานที่ในระดับภาพกว้าง (High level) การนำมาปฏิบัติ จำเป็นต้องมีการพัฒนาเพิ่มเติมในระดับแผนการดำเนินงานและการกำหนดนโยบาย เพื่อให้การดำเนินการตามกรอบงานมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้นำเสนอไว้
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Engineering
Degree Discipline
Information Technology Management
Degree Grantor(s)
Mahidol University
