High intensity interval training : effect of active and passive recovery on physiological indices
2
Issued Date
2021
Copyright Date
2021
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xiii, 69 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Sports Science))--Mahidol University, 2021)
Suggested Citation
Sarawut Ruksasri High intensity interval training : effect of active and passive recovery on physiological indices. Thesis (M.Sc. (Sports Science))--Mahidol University, 2021). Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/113943
Title
High intensity interval training : effect of active and passive recovery on physiological indices
Alternative Title(s)
การฝึกหนักสลับเบา : ผลของการพักฟื้นสภาพร่างกายแบบแอคทีฟและพาสซีฟต่อดัชนีทางสรีรวิทยา
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The purpose of this study was to investigate the effect of high intensity interval training with the active recovery program (HIITAR) and high intensity interval training with the passive recovery program (HIITPR) on the aerobic and anaerobic performances in varsity football players. To achieve the purpose, 22 male football players with maximal oxygen consumption (vVO2max) ≥ 49 ml/kg/min participated in this study. The participants were randomly allocated into two groups 1) HIITAR group (n=11; age 19.8 ± 1.6 year) and 2) HIITPR group (n=11; 19.54 ± 1.43 year). The participants were trained for two days per week for six weeks according to the established protocol. The HIITAR group performed running for 30 seconds at 105% velocity at the maximum oxygen consumption (vVO 2max) with a 30-sec recovery period between bouts at 60% of ventilatory threshold (VT). The HIITPR group performed running for 30 seconds at 105% velocity at the maximum oxygen consumption (vVO 2max) with passive recovery (PR) for 30 seconds in a standing position. Both training protocols were repeated for 5 sets with a 180-second rest period between the sets. Before and after the training, vVO 2max (Maximum Oxygen Uptake test): the ventilatory threshold (VT1), the heart rate at ventilatory threshold (VT1), the percentage of maximum heart rate at ventilatory threshold (VT1) and the running-based anaerobic sprint test (RAST test): the average power, the time to exhaustion, and the fatigue index were assessed. The analysis of covariance (ANCOVA) model was employed, with the changed score (post-test – pre-test) as the dependent variable, and the baseline values (pre-test) used as the covariate to control for any between-group imbalances. The significant value will be set as p<0.05. The results revealed that the average power HIITPR is significantly higher when compared with the HIITAR. However, there is no significant difference in vVO 2max (Maximum Oxygen Uptake test): ventilatory threshold (VT1), the heart rate at ventilatory threshold (VT1), the percentage of maximum heart rate at ventilatory threshold (VT1) and the running-based on the anaerobic sprint test (RAST test): the time to exhaustion, and the fatigue index. In conclusion, both HIITPR groups induced meaningful improvements in anaerobic performance (average power) when compared to the HIITAR. These data may promote the specific adaptation depending on the mode of recovery and the exercise protocol.
วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อศึกษาโปรแกรมการฝึกแบบหนักสลับเบาสำหรับการพักฟื้นแบบแอคทีฟ (HIITAR) และพาสซีฟ (HIITPR) โดยศึกษาในอาสาสมัครเป็นนักฟุตบอลตัวแทนระดับมหาวิทยาลัยจำนวน 22 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มฝึกหนักสลับเบาด้วยการพักแบบแอคทีฟ จำนวน 11 คน อายุเฉลี่ย 19.8 ± 1.6 ปี และกลุ่มฝึกหนักสลับเบาด้วยโปรแกรมการพักฟื้นแบบพาสซีฟ จำนวน 11 คน อายุเฉลี่ย 19.54 ± 1.43 ปี อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) มากกว่า 49 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัมต่อนาที ก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมการฝึกซ้อม อาสาสมัครถูกทำการทดสอบการใช้ออกซิเจนสูงสุด และการวิ่งซ้ำระยะทางเดิม (RAST test) โปรแกรมการฝึกประกอบด้วยการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดระยะเวลา 30 วินาที ณ ร้อยละ 105 ของความเร็วที่ร่างกายสามารถใช้ออกซิเจนได้สูงสุด (vVO2max) สลับกับการหยุดพักอยู่กับที่ 30 วินาทีในกลุ่มฝึกพาสซีฟ และพักโดยการวิ่งด้วยความหนักร้อยละ 60 ของจุดเริ่มล้าของการระบายอากาศ (VT) ในกลุ่มแอคทีฟ ทำการฝึกซ้ำรวม 5 รอบ จากนั้นพัก 180 วินาที ก่อนที่จะทำการฝึกทั้งหมดซ้ำอีกครั้ง ทำการฝึกติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ อัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด อัตราการระบายอากาศ อัตราการเต้นของหัวใจขณะเริ่มมีการเปลี่ยนระบบพลังงาน (VT1) และจำนวนร้อยละอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดขณะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานถูกบันทึกขณะทำการทดสอบการใช้ออกซิเจนสูงสุด และค่าเฉลี่ยของพลัง เวลาในการยืนระยะ และดัชนีความล้าถูกบันทึกขณะทดสอบการวิ่งซ้ำระยะเดิม วิเคราะห์ข้อมูลโดย (ANCOVA) โดยการให้คะแนนการเปลี่ยนแปลง (หลังการทดสอบ - ก่อนการทดสอบ) เป็นตัวแปรตาม และใช้ค่าพื้นฐาน (ก่อนการทดสอบ) เป็นตัวแปรร่วมเพื่อควบคุมความไม่สมดุลระหว่างกลุ่ม จากผลการศึกษาพบว่าพลังเฉลี่ยของกลุ่มพาสซีฟมากกว่ากลุ่มแอคทีฟอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด อัตราการระบายอากาศ อัตราการเต้นของหัวใจขณะเริ่มมีการเปลี่ยนระบบพลังงาน จำนวนร้อยละอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดขณะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงาน เวลาในการยืนระยะ และดัชนีความล้า จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าอาสาสมัครกลุ่มพาสซีฟมีความสามารถในการใช้พลังงานได้ดีกว่ากลุ่มแอคทีฟ ข้อมูลเหล่านี้อาจส่งเสริมการปรับตัวที่เฉพาะเจาะจงซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบของการพักฟื้นและรูปแบบของการออกกำลังกาย
วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อศึกษาโปรแกรมการฝึกแบบหนักสลับเบาสำหรับการพักฟื้นแบบแอคทีฟ (HIITAR) และพาสซีฟ (HIITPR) โดยศึกษาในอาสาสมัครเป็นนักฟุตบอลตัวแทนระดับมหาวิทยาลัยจำนวน 22 คน ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มฝึกหนักสลับเบาด้วยการพักแบบแอคทีฟ จำนวน 11 คน อายุเฉลี่ย 19.8 ± 1.6 ปี และกลุ่มฝึกหนักสลับเบาด้วยโปรแกรมการพักฟื้นแบบพาสซีฟ จำนวน 11 คน อายุเฉลี่ย 19.54 ± 1.43 ปี อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด (VO2max) มากกว่า 49 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัมต่อนาที ก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมการฝึกซ้อม อาสาสมัครถูกทำการทดสอบการใช้ออกซิเจนสูงสุด และการวิ่งซ้ำระยะทางเดิม (RAST test) โปรแกรมการฝึกประกอบด้วยการวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดระยะเวลา 30 วินาที ณ ร้อยละ 105 ของความเร็วที่ร่างกายสามารถใช้ออกซิเจนได้สูงสุด (vVO2max) สลับกับการหยุดพักอยู่กับที่ 30 วินาทีในกลุ่มฝึกพาสซีฟ และพักโดยการวิ่งด้วยความหนักร้อยละ 60 ของจุดเริ่มล้าของการระบายอากาศ (VT) ในกลุ่มแอคทีฟ ทำการฝึกซ้ำรวม 5 รอบ จากนั้นพัก 180 วินาที ก่อนที่จะทำการฝึกทั้งหมดซ้ำอีกครั้ง ทำการฝึกติดต่อกันเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ อัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด อัตราการระบายอากาศ อัตราการเต้นของหัวใจขณะเริ่มมีการเปลี่ยนระบบพลังงาน (VT1) และจำนวนร้อยละอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดขณะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานถูกบันทึกขณะทำการทดสอบการใช้ออกซิเจนสูงสุด และค่าเฉลี่ยของพลัง เวลาในการยืนระยะ และดัชนีความล้าถูกบันทึกขณะทดสอบการวิ่งซ้ำระยะเดิม วิเคราะห์ข้อมูลโดย (ANCOVA) โดยการให้คะแนนการเปลี่ยนแปลง (หลังการทดสอบ - ก่อนการทดสอบ) เป็นตัวแปรตาม และใช้ค่าพื้นฐาน (ก่อนการทดสอบ) เป็นตัวแปรร่วมเพื่อควบคุมความไม่สมดุลระหว่างกลุ่ม จากผลการศึกษาพบว่าพลังเฉลี่ยของกลุ่มพาสซีฟมากกว่ากลุ่มแอคทีฟอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของอัตราการใช้ออกซิเจนสูงสุด อัตราการระบายอากาศ อัตราการเต้นของหัวใจขณะเริ่มมีการเปลี่ยนระบบพลังงาน จำนวนร้อยละอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดขณะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงาน เวลาในการยืนระยะ และดัชนีความล้า จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าอาสาสมัครกลุ่มพาสซีฟมีความสามารถในการใช้พลังงานได้ดีกว่ากลุ่มแอคทีฟ ข้อมูลเหล่านี้อาจส่งเสริมการปรับตัวที่เฉพาะเจาะจงซึ่งขึ้นอยู่กับรูปแบบของการพักฟื้นและรูปแบบของการออกกำลังกาย
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
College of Sports Science and Technology
Degree Discipline
Sports Science
Degree Grantor(s)
Mahidol University
