The stress level and stress related factors among emergency nurses in community hospitals, Nakhon Ratchasima province and the effects of cognitive behavioral program on stress level
3
Issued Date
2021
Copyright Date
2021
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xi, 156 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Occupational Health and Safety))--Mahidol University, 2021
Suggested Citation
Wannida Tiengwatchanakul The stress level and stress related factors among emergency nurses in community hospitals, Nakhon Ratchasima province and the effects of cognitive behavioral program on stress level. Thesis (M.Sc. (Occupational Health and Safety))--Mahidol University, 2021. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/114237
Title
The stress level and stress related factors among emergency nurses in community hospitals, Nakhon Ratchasima province and the effects of cognitive behavioral program on stress level
Alternative Title(s)
ระดับความเครียดและปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเครียดของพยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลระดับชุมชน จังหวัดนครราชสีมา และผลการใช้โปรแกรมการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมต่อระดับความเครียด
Author(s)
Abstract
This study aimed to assess the stress level, job burnout level, and factors related to stress and job burnout, and evaluate the application of cognitive behavioural intervention to reduce stress and job burnout level among emergency nurses in community hospitals, Nakhon Ratchasima Province. 284 respondents of the self-administered questionnaires were included in the analysis. The cognitive behavioural intervention was introduced to reduce the stress level in 27 subjects, compared with 26 participants in the control group. This result of this study indicated that emergency nurses had high stress (35.9 percent), severe stress (10.2 percent), and low job burnout. Personal factor such as sex, status, income, income sufficiency, average working hours were significantly related to stress and job burnout level (p<0.05). Work-related factor such as organization, workload, and working environment were significantly related to stress and job burnout level (p<0.05). The study showed significantly decreased mean scores of stress and job burnout in emotion and cynicism dimension in experimental group (p<0.05). The difference in the mean scores of stress and job burnout in cynicism dimension after the intervention program of the study and control groups was significant (p<0.05).
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับ และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดและความเหนื่อยหน่ายในการทํางาน และการประยุกต์ใช้โปรแกรมการบําบัดทางความคิดและพฤติกรรม ในพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลชุมชน จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามมีจํานวน 284 ราย ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามจํานวน 27 ราย ถูกสุ่มคัดเลือกเข้ากลุ่มทดลองการประยุกต์ใช้โปรแกรมการบําบัดทางความคิดและพฤติกรรม และกลุ่มควบคุมเพื่อเปรียบเทียบอีก 26 ราย ผลการศึกษาพบว่า พยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน มีความเครียดในระดับสูงร้อยละ 35.9 ระดับรุนแรง ร้อยละ 10.2 และมีความเหนื่อยหน่ายในการทํางานในภาพรวมอยู่ในระดับตํ่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดและความเหนื่อยหน่ายในการทํางาน ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ความเพียงพอของรายได้ ลักษณะการขึ้นปฏิบัติงาน จํานวนชั่วโมงการทํางาน ปัจจัยการทํางานด้านองค์กร ภาระงาน และสิ่งแวดล้อมในการทํางาน (p<0.05) นอกจากนั้นยังพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความเครียดและความเหนื่อยหน่ายในการทํางาน ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ และการลดความเป็นบุคคลหลังจากการเข้าร่วมโปรแกรมในกลุ่มทดลองลดลง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มหลังการเข้าร่วมโปรแกรม พบว่าความเครียดและความเหนื่อยหน่ายในการทํางาน ด้านการลดความเป็นบุคคล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ผลการศึกษาในครั้งนี้ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาและแก้ไขสุขภาพจิตของบุคลากร เพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ลดอัตราการย้าย/ลาออก ส่งผลให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยปลอดภัย เกิดประโยชน์ต่อองค์กรต่อไป
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับ และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดและความเหนื่อยหน่ายในการทํางาน และการประยุกต์ใช้โปรแกรมการบําบัดทางความคิดและพฤติกรรม ในพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลชุมชน จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามมีจํานวน 284 ราย ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามจํานวน 27 ราย ถูกสุ่มคัดเลือกเข้ากลุ่มทดลองการประยุกต์ใช้โปรแกรมการบําบัดทางความคิดและพฤติกรรม และกลุ่มควบคุมเพื่อเปรียบเทียบอีก 26 ราย ผลการศึกษาพบว่า พยาบาลวิชาชีพแผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน มีความเครียดในระดับสูงร้อยละ 35.9 ระดับรุนแรง ร้อยละ 10.2 และมีความเหนื่อยหน่ายในการทํางานในภาพรวมอยู่ในระดับตํ่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดและความเหนื่อยหน่ายในการทํางาน ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ความเพียงพอของรายได้ ลักษณะการขึ้นปฏิบัติงาน จํานวนชั่วโมงการทํางาน ปัจจัยการทํางานด้านองค์กร ภาระงาน และสิ่งแวดล้อมในการทํางาน (p<0.05) นอกจากนั้นยังพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความเครียดและความเหนื่อยหน่ายในการทํางาน ด้านความอ่อนล้าทางอารมณ์ และการลดความเป็นบุคคลหลังจากการเข้าร่วมโปรแกรมในกลุ่มทดลองลดลง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มหลังการเข้าร่วมโปรแกรม พบว่าความเครียดและความเหนื่อยหน่ายในการทํางาน ด้านการลดความเป็นบุคคล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ผลการศึกษาในครั้งนี้ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาและแก้ไขสุขภาพจิตของบุคลากร เพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ลดอัตราการย้าย/ลาออก ส่งผลให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยปลอดภัย เกิดประโยชน์ต่อองค์กรต่อไป
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Public Health
Degree Discipline
Occupational Health and Safety
Degree Grantor(s)
Mahidol University
