Development of a participation program between school and family to prevent obesity among school-age children
5
1
Issued Date
2021
Copyright Date
2021
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
x, 277 leaves
Thesis (Dr.P.H. (Public Health))--Mahidol University, 2021
Thesis (Dr.P.H. (Public Health))--Mahidol University, 2021
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Suggested Citation
Pennapa Ritwong Suwannawong (2021). Development of a participation program between school and family to prevent obesity among school-age children. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/115218
Title
Development of a participation program between school and family to prevent obesity among school-age children
Alternative Title(s)
การพัฒนาโปรแกรมการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนและครอบครัวเพื่อป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน
Author(s)
Abstract
School and home have been found to be disconnected in practice, which has led to failed sustainability of obesity prevention among school-age children. The present study was based on ecological system theory (EST) approaches by applying participatory action research (PAR) to develop a participatory program between school and family to prevent obesity among school-age children. This study applied the PAR process by seeking problems to jointly plan corrections before testing plans and assessing results by observing, reflecting and this study used both qualitative and quantitative methods. The stakeholders were composed of students, families, teachers, school lunch cooks, and shop vendors. Repeated measure ANOVA was performed to analyze the quantitative data, while content analysis with the NVivo program (Version 10) was utilized to evaluate the qualitative data. The findings showed that the factors contributing to school-age obesity were complex and composed of individual factors, family environmental factors and school environmental factors. The entire school group wanted sustainable solutions for obesity while families wanted to participate but were unable to participate in school activities due to time constraints and a need to work for a living, while linking practices between home and school led to building sustainability. Therefore, the developed model covered all three levels by applying social media technologies consisting of Facebook, YouTube and LINE to continuity and consistency of practices at school and in the family.After performing all activities, the students were found to have improved in nutritional status. Behaviors compared between the experimental and control groups were different with statistical significance in the areas of students, physical activity and exercise behaviors (F(1,270)=28.356; p-value=0.000), and knowledge (F(1,270)=4.090; P-value=0.044). In families, perception of obesity in their children (F(1,270)=6.192; P-value=0.013) and family modeling behaviors (F(1,270)=13.847; P-value=0.000) in the experimental group and the control group were different with statistical significance. The schools changed school environments contributing to program sustainability and policy-driving. This study applied PAR with EST. The use of these two methods had positive effects leading to sustainability. Application of technologies led to connected and consistent practices at home and school. Parents participated more and had consistency of obesity prevention practices among students at home and at school.
การป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน ยังขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างโรงเรียนและครอบครัวส่งผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องและยั่งยืน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ยึดหลักทฤษฎีระบบนิเวศวิทยา (Ecological System Theory) และประยุกต์ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อพัฒนาโปรแกรมการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนและครอบครัวเพื่อป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน การศึกษาครั้งนี้ได้ยึดหลักกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ซึ่งประกอบไปด้วย การค้นหาปัญหาเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกัน จากนั้นนำแผนที่ได้ไปทดลองใช้ และประเมินผลด้วยการสังเกต การสะท้อนกลับ และใช้วิธีการวิจัยทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย นักเรียน พ่อแม่/ผู้ปกครอง ครู พ่อครัวของโรงเรียน และแม่ค้าขายของหน้าโรงเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยโปรแกรม NVivo (version 10) ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอ้วนในเด็กวัยเรียนมีความซับซ้อน ประกอบไปด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในครอบครัว และ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนมีความต้องการให้แก้ไขปัญหาโรคอ้วนอย่างยั่งยืน ในขณะที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม แต่ไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมเนื่องจากต้องทำงาน ดังนั้นจึงได้พัฒนากิจกรรมป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน ที่ครอบคลุมทั้ง 3 ระดับ และมีการประยุกต์ใช้เฟสบุ๊ค ยูทูป และไลน์ เป็นช่องทางโซเซียลมีเดีย สร้างความต่อเนื่องและความสอดคล้องของการปฏิบัติทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน หลังการทดลอง พบว่านักเรียนมีแนวโน้มภาวะโภชนาการดีขึ้น พฤติกรรมระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ด้านนักเรียน พฤติกรรมการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย (F(1,270)=28.356; p-value=0.000) และความรู้ (F(1,270)=4.090; P-value=0.044) ด้านครอบครัว การรับรู้ (F(1,270)=6.192; P-value=0.013) และ พฤติกรรมการเป็นแบบอย่างที่ดีของครอบครัว (F(1,270)=13.847; P-value=0.000) แตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านโรงเรียน ได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในโรงเรียน ทำให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบาย สร้างความยั่งยืนในอนาคต การประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม และ ทฤษฎีระบบนิเวศวิทยาร่วมกัน มีแนวโน้มนำมาซึ่งความยั่งยืนในอนาคต และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารช่วยให้โรงเรียนและบ้านสามารถเชื่อมโยงถึงกัน ผู้ปกครองมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น และเกิดความสอดคล้องในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน ของนักเรียน ทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียน
การป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน ยังขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างโรงเรียนและครอบครัวส่งผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องและยั่งยืน การศึกษาวิจัยครั้งนี้ยึดหลักทฤษฎีระบบนิเวศวิทยา (Ecological System Theory) และประยุกต์ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อพัฒนาโปรแกรมการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนและครอบครัวเพื่อป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน การศึกษาครั้งนี้ได้ยึดหลักกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) ซึ่งประกอบไปด้วย การค้นหาปัญหาเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกัน จากนั้นนำแผนที่ได้ไปทดลองใช้ และประเมินผลด้วยการสังเกต การสะท้อนกลับ และใช้วิธีการวิจัยทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย นักเรียน พ่อแม่/ผู้ปกครอง ครู พ่อครัวของโรงเรียน และแม่ค้าขายของหน้าโรงเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาด้วยโปรแกรม NVivo (version 10) ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอ้วนในเด็กวัยเรียนมีความซับซ้อน ประกอบไปด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในครอบครัว และ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนมีความต้องการให้แก้ไขปัญหาโรคอ้วนอย่างยั่งยืน ในขณะที่ผู้ปกครองต้องการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม แต่ไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมเนื่องจากต้องทำงาน ดังนั้นจึงได้พัฒนากิจกรรมป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน ที่ครอบคลุมทั้ง 3 ระดับ และมีการประยุกต์ใช้เฟสบุ๊ค ยูทูป และไลน์ เป็นช่องทางโซเซียลมีเดีย สร้างความต่อเนื่องและความสอดคล้องของการปฏิบัติทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน หลังการทดลอง พบว่านักเรียนมีแนวโน้มภาวะโภชนาการดีขึ้น พฤติกรรมระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ด้านนักเรียน พฤติกรรมการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย (F(1,270)=28.356; p-value=0.000) และความรู้ (F(1,270)=4.090; P-value=0.044) ด้านครอบครัว การรับรู้ (F(1,270)=6.192; P-value=0.013) และ พฤติกรรมการเป็นแบบอย่างที่ดีของครอบครัว (F(1,270)=13.847; P-value=0.000) แตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านโรงเรียน ได้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในโรงเรียน ทำให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบาย สร้างความยั่งยืนในอนาคต การประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม และ ทฤษฎีระบบนิเวศวิทยาร่วมกัน มีแนวโน้มนำมาซึ่งความยั่งยืนในอนาคต และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารช่วยให้โรงเรียนและบ้านสามารถเชื่อมโยงถึงกัน ผู้ปกครองมีส่วนร่วมเพิ่มขึ้น และเกิดความสอดคล้องในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคอ้วนในเด็กวัยเรียน ของนักเรียน ทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียน
Degree Name
Doctor of Public Health
Degree Level
Doctoral degree
Degree Department
Faculty of Public Health
Degree Discipline
Public Health
Degree Grantor(s)
Mahidol University
