Language variation and vitality of Lawua in northern Thailand
3
1
Issued Date
2019
Copyright Date
2019
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xvii, 197 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (Ph.D. (Linguistics))--Mahidol University, 2019
Suggested Citation
Rakkhun Panyawuthakrai Language variation and vitality of Lawua in northern Thailand. Thesis (Ph.D. (Linguistics))--Mahidol University, 2019. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/115225
Title
Language variation and vitality of Lawua in northern Thailand
Alternative Title(s)
การแปรและความเข้มข้นในการใช้ภาษาเลอเวือะทางตอนเหนือของประเทศไทย
Author(s)
Abstract
The objectives of this investigation were to study the language variation and vitality of Lawua in Northern Thailand, covering two provinces: Chiang Mai and Mae Hong Son. The study was an analysis of Lawua phonological variation according to three age groups: 18-30 (young generation), 40-55 (middle-aged generation), and 65 years and over (old generation), both male and female, and determines the degree of Lawua language vitality among six Lawua villages: La Up, Pa Pae, Phae, Bo Sali, Kong Loi, and Mai Thung Son. The analysis of Lawua phonological variation was based on the data collected from 108 language consultants using 352 lexical items. The analysis of Lawua vitality and endangerment was based on the data collected from 1,061 language participants using a language vitality questionnaire adapted from UNESCO (2003) comprising seven questions on: 1) overall vitality and endangerment, 2) generational language use, 3) number of speakers (if possible), 4) proportion of speakers within the reference community, 5) domains of language use, 6) new domains of traditional knowledge (TK), and 7) the relevant materials or documents about language use. The results revealed that Lawua language varies phonologically and most often in the young generation, less often in the middle-aged generation, and least in the old generation. However, the vitality of the Lawua in La Up, Pa Pae, Kong Loi, and Mai Thung Son communities can be rated high because it is still spoken by children at home and in their communities, while in Phae and Bo Sali communities, it is definitely endangered because it is mainly spoken by the older speakers and inconsistently by the middle-aged speakers. In addition, Lawua shift to Kham Mueang and Central Thai through a lexical replacement is radically occurring in all communities. Hence, Pa Pae Lawua and Kong Loi Lawua showed a very high vitality but remains at an unsafe level, whereas La Up Lawua and Mai Thung Son Lawua was rated as having high vitality but definite endangerment.
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปรและความเข้มแข็งของภาษาเลอเวือะ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย โดยวิเคราะห์การแปรเสียงของกลุ่มคนสามช่วงอายุ ได้แก่ 18-30 ปี (กลุ่มคนรุ่นใหม่) 40-55 ปี (กลุ่มวัยกลางคน) และ 65 ปีขึ้นไป (กลุ่มผู้สูงอายุ) ทั้งเพศชายและหญิง โดยศึกษาจากบ้านละอูบ บ้านป่าแป๋ บ้านแพะ บ้านบ่อสลี บ้านกองลอย และบ้านใหม่ทุ่งสน เก็บข้อมูลจากเจ้าของภาษาจำนวน 108 คน โดยใช้รายการคำศัพท์ 352 คำ ส่วนการศึกษาความเข้มแข็งของการใช้ภาษา เก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,061 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ปรับมาจากแบบสำรวจความเข้มแข็งการใช้ภาษาของ UNESCO (2003) โดยมีเนื้อหาดังนี้ 1) ภาพรวมความเข้มแข็งการใช้ภาษา 2) การใช้ภาษาทั่วไป 3) จำนวนผู้พูด (ถ้ามี) 4) สัดส่วนของผู้พูดในชุมชน 5) แวดวงของการใช้ภาษา 6) แวดวงใหม่ของการใช้ภาษา และ 7) เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ผลการศึกษาพบว่าภาษามีการแปรแตกต่างกันตามช่วงอายุ ภาษาของคนรุ่นใหม่มีการแปรมากกว่าในกลุ่มวัยกลางคนและกลุ่มผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งของภาษาเลอเวือะในบ้านละอูบ บ้านป่าแป๋ บ้านกองลอย และบ้านใหม่ทุ่งสน อยู่ในระดับสูง เพราะคนรุ่นใหม่ยังใช้ภาษาเลอเวือะที่บ้านและในชุมชน ขณะที่บ้านแพะและบ้านบ่อสลีอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงต่อการสูญภาษา เพราะผู้สูงอายุและวัยกลางคนบางคนเท่านั้นที่พูด นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงจากภาษาเลอเวือะไปสู่ภาษาคำเมืองหรือภาษาไทยกลางในทุกหมู่บ้าน ดังนั้นภาษาเลอเวือะในบ้านป่าแป๋และบ้านกองลอย แม้ว่าจะมีความเข้มแข็งของการใช้ภาษาสูง แต่ก็ยังคงอยู่ในภาวะไม่ปลอดภัย ส่วนบ้านละอูบและบ้านใหม่ทุ่งสนมีความเข้มแข็งของการใช้ภาษาสูง แต่ก็จัดอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญภาษา
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแปรและความเข้มแข็งของภาษาเลอเวือะ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย โดยวิเคราะห์การแปรเสียงของกลุ่มคนสามช่วงอายุ ได้แก่ 18-30 ปี (กลุ่มคนรุ่นใหม่) 40-55 ปี (กลุ่มวัยกลางคน) และ 65 ปีขึ้นไป (กลุ่มผู้สูงอายุ) ทั้งเพศชายและหญิง โดยศึกษาจากบ้านละอูบ บ้านป่าแป๋ บ้านแพะ บ้านบ่อสลี บ้านกองลอย และบ้านใหม่ทุ่งสน เก็บข้อมูลจากเจ้าของภาษาจำนวน 108 คน โดยใช้รายการคำศัพท์ 352 คำ ส่วนการศึกษาความเข้มแข็งของการใช้ภาษา เก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 1,061 คน โดยใช้แบบสอบถามที่ปรับมาจากแบบสำรวจความเข้มแข็งการใช้ภาษาของ UNESCO (2003) โดยมีเนื้อหาดังนี้ 1) ภาพรวมความเข้มแข็งการใช้ภาษา 2) การใช้ภาษาทั่วไป 3) จำนวนผู้พูด (ถ้ามี) 4) สัดส่วนของผู้พูดในชุมชน 5) แวดวงของการใช้ภาษา 6) แวดวงใหม่ของการใช้ภาษา และ 7) เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษา ผลการศึกษาพบว่าภาษามีการแปรแตกต่างกันตามช่วงอายุ ภาษาของคนรุ่นใหม่มีการแปรมากกว่าในกลุ่มวัยกลางคนและกลุ่มผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งของภาษาเลอเวือะในบ้านละอูบ บ้านป่าแป๋ บ้านกองลอย และบ้านใหม่ทุ่งสน อยู่ในระดับสูง เพราะคนรุ่นใหม่ยังใช้ภาษาเลอเวือะที่บ้านและในชุมชน ขณะที่บ้านแพะและบ้านบ่อสลีอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงต่อการสูญภาษา เพราะผู้สูงอายุและวัยกลางคนบางคนเท่านั้นที่พูด นอกจากนี้ ยังพบการเปลี่ยนแปลงจากภาษาเลอเวือะไปสู่ภาษาคำเมืองหรือภาษาไทยกลางในทุกหมู่บ้าน ดังนั้นภาษาเลอเวือะในบ้านป่าแป๋และบ้านกองลอย แม้ว่าจะมีความเข้มแข็งของการใช้ภาษาสูง แต่ก็ยังคงอยู่ในภาวะไม่ปลอดภัย ส่วนบ้านละอูบและบ้านใหม่ทุ่งสนมีความเข้มแข็งของการใช้ภาษาสูง แต่ก็จัดอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญภาษา
Degree Name
Doctor of Philosophy
Degree Level
Doctoral degree
Degree Department
Institute of Language and Culture for Rural Development
Degree Discipline
Linguistics
Degree Grantor(s)
Mahidol University
