Association between core competency, transformative competencies and staff readiness for change : a case study of a leading private hospital in Thailand
1
Issued Date
2022
Copyright Date
2022
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xii, 175 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Public Health Administration))--Mahidol University, 2022
Suggested Citation
Chutikarn Luesaksiriwattana Association between core competency, transformative competencies and staff readiness for change : a case study of a leading private hospital in Thailand. Thesis (M.Sc. (Public Health Administration))--Mahidol University, 2022. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/115346
Title
Association between core competency, transformative competencies and staff readiness for change : a case study of a leading private hospital in Thailand
Alternative Title(s)
ความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะหลัก การเปลี่ยนแปลงสมรรถนะ และความพร้อมของบุคลากรในการเปลี่ยนแปลง : กรณีศึกษาของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งในประเทศไทย
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
This analytical cross-sectional study was to assess staff readiness for change in core competencies and transformative competencies, and to find the relationship between personal characteristics, core competencies and transformative competencies related to staff readiness for change. This case study was conducted in a leading private hospital in Thailand. Samples were 134 staff who have been working in direct patient care and back-office, excluding physicians. Research instruments were online questionnaires. Data were analyzed using descriptive statistics, Chi-squared test and Pearson’s product-moment correlation coefficient. The results showed that core competencies and opinions on motivation for change were at the highest level (Mean=3.44 and 3.36 respectively). Significant factors related to staff readiness for change in the private hospital were job level (p=0.03), core competencies and transformative competencies (p<0.01). The study findings also demonstrated that two factors were significantly correlated with staff readiness for change (r=0.50 and 0.52, respectively, and p<0.01). According to the research results, hospital administrators should reconsider the plan to find a platform that can manage, delegate and track all projects in order to create high performance of staff. Moreover, administrators should consider staff benefits policy in order to retain a qualified employee. Implication of the thesis: This study suggests the need for further qualitative studies using in-depth interviews for gathering informative insights. Also, future studies would require data collection from the beginning and during the implementation of the change program to find a relationship between readiness for change and implementation by applying a theory of monitoring and evaluation to increase benefits of research results.
การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาพตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความพร้อมของบุคลากรในการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะหลัก และการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะของบุคลากร ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล สมรรถนะหลัก และการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะ กับความพร้อมของบุคลากรในการเปลี่ยนแปลง โดยเก็บข้อมูลจากบุคลากรในส่วนสำนักงาน และผู้ให้การบริการดูแลกับผู้ป่วยโดยตรง ไม่นับรวมแพทย์ จำนวน 134 คน ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย ใช้แบบสอบถามรูปแบบออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะหลัก และความเห็นด้านแรงจูงใจสำหรับการเปลี่ยนแปลง อยู่ในระดับสูงที่สุด (Mean=3.44 และ 3.36 ตามลำดับ) และพบว่าระดับขั้นของบุคลากร (p=0.03) สมรรถนะหลัก และการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะ (p<0.01) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความพร้อมของบุคลากรในการเปลี่ยนแปลง โดยสมรรถนะหลัก และการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.50 และ 0.52 ตามลำดับ ที่ p<0.01) ผู้บริหารควรดำเนินการพิจารณาเกี่ยวกับแพลตฟอร์มในการจัดการ การมอบหมาย และการติดตามการดำเนินงาน เพื่อทำให้บุคลากรสามารถสร้างสมรรถนะการทำงานอันสูงสุดได้ และพิจารณานโยบายสวัสดิการเพื่อธำรงรักษาพนักงานที่มีศักยภาพต่อไป การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: การวิจัยในครั้งต่อไปควรศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก และทำการเปรียบเทียบผลความพร้อมของบุคลากร กับผลความพร้อมในขั้นการดำเนินการเปลี่ยนแปลงทั้งก่อนเริ่มโครงการและระหว่างการดำเนินการโดยใช้ทฤษฎีการติดตามและประเมินผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผลการวิจัย และสะท้อนข้อมูลเชิงลึกมาก
การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาพตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดความพร้อมของบุคลากรในการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะหลัก และการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะของบุคลากร ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะส่วนบุคคล สมรรถนะหลัก และการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะ กับความพร้อมของบุคลากรในการเปลี่ยนแปลง โดยเก็บข้อมูลจากบุคลากรในส่วนสำนักงาน และผู้ให้การบริการดูแลกับผู้ป่วยโดยตรง ไม่นับรวมแพทย์ จำนวน 134 คน ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย ใช้แบบสอบถามรูปแบบออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ สถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะหลัก และความเห็นด้านแรงจูงใจสำหรับการเปลี่ยนแปลง อยู่ในระดับสูงที่สุด (Mean=3.44 และ 3.36 ตามลำดับ) และพบว่าระดับขั้นของบุคลากร (p=0.03) สมรรถนะหลัก และการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะ (p<0.01) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความพร้อมของบุคลากรในการเปลี่ยนแปลง โดยสมรรถนะหลัก และการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.50 และ 0.52 ตามลำดับ ที่ p<0.01) ผู้บริหารควรดำเนินการพิจารณาเกี่ยวกับแพลตฟอร์มในการจัดการ การมอบหมาย และการติดตามการดำเนินงาน เพื่อทำให้บุคลากรสามารถสร้างสมรรถนะการทำงานอันสูงสุดได้ และพิจารณานโยบายสวัสดิการเพื่อธำรงรักษาพนักงานที่มีศักยภาพต่อไป การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: การวิจัยในครั้งต่อไปควรศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึก และทำการเปรียบเทียบผลความพร้อมของบุคลากร กับผลความพร้อมในขั้นการดำเนินการเปลี่ยนแปลงทั้งก่อนเริ่มโครงการและระหว่างการดำเนินการโดยใช้ทฤษฎีการติดตามและประเมินผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผลการวิจัย และสะท้อนข้อมูลเชิงลึกมาก
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Public Health
Degree Discipline
Public Health Administration
Degree Grantor(s)
Mahidol University
