Assessment of musculoskeletal disorders among Thai traditional medicine assistants in government hospitals of Saraburi and Nakhon Nayok provinces
8
4
Issued Date
2022
Copyright Date
2022
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xii, 77 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thematic Paper (M.Sc. (Occupational Health and Safety))--Mahidol University, 2022
Suggested Citation
Paveena Wongrungroj Assessment of musculoskeletal disorders among Thai traditional medicine assistants in government hospitals of Saraburi and Nakhon Nayok provinces. Thematic Paper (M.Sc. (Occupational Health and Safety))--Mahidol University, 2022. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/115378
Title
Assessment of musculoskeletal disorders among Thai traditional medicine assistants in government hospitals of Saraburi and Nakhon Nayok provinces
Alternative Title(s)
การประเมินความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อของผู้ช่วยแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลภาครัฐ จังหวัดสระบุรีและจังหวัดนครนายก
Author(s)
Advisor(s)
Abstract
The objectives of this study were to investigate the prevalence of musculoskeletal disorders in Thai traditional medicine assistants working in government hospitals in Saraburi and Nakhon Nayok provinces, as well as the relationship between personal, occupational, and environmental factors and musculoskeletal disorders. There were 162 people in the sample. The research tool was a self-assessment questionnaire consisting of 5 parts: 1) personal information questionnaire, 2) work characteristics questionnaire, 3) stress questionnaire using the stress assessment and analysis from Department of Mental Health, Ministry of Public Health, 4) working environmental questionnaire, and 5) musculoskeletal disorders questionnaire using the Standardized Nordic Questionnaire. The results from this study found that the prevalence of musculoskeletal disorders is 80.9%. The shoulder area had the largest proportion of musculoskeletal disorders during the previous 7 days, accounted for 43.8%, followed by the upper back at 32.1% and neck at 30.9%. The results of the analysis of the relationship revealed that exercise, received extra Thai massage, and worked postures with bent or lowered wrists, neck or shoulders, squeezed or clinched with hands, wrist twisted, and turned the head or tilted the neck to the side were significantly associated with musculoskeletal disorder (p-value 0.05). Implication of the thematic paper: The results showed that the important factors related to musculoskeletal disorders of Thai traditional medicine assistants were physical exercise, extra traditional Thai massage services, and work postures that should be directed to consider towards preventing and addressing issues in the future. Recommendation from this study include promoting stretching exercises neck, shoulders and back. Work schedule can help manage a 15-minute break after each patient treatment.
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกของความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อของผู้ช่วยแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลภาครัฐ จังหวัดสระบุรีและนครนายก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ลักษณะงาน และสิ่งแวดล้อมการทำงาน กับความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อ การศึกษานี้มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 162 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 5 ส่วนคือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามข้อมูลด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามข้อมูลด้านความเครียด โดยใช้แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียด กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 4) แบบสอบถามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมการทำงาน และ 5) แบบสอบถามการเกิดอาการผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อ ซึ่งประยุกต์จากแบบสอบถามมาตรฐานนอร์ดิกซ์ ผลการศึกษาพบความชุกของอาการผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อร้อยละ 80.9 โดยความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อ ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา พบอาการบริเวณไหล่ในสัดส่วนสูงสุด ร้อยละ 43.8 รองลงมาได้แก่ บริเวณหลังส่วนบน ร้อยละ 32.1 และคอ ร้อยละ 30.9 ผลการวิเคราะห์การศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า การออกกำลังกาย การรับนวดแผนไทยเสริมพิเศษ และท่าทางการทำงานในท่างอหรือกระดกข้อมือ ท่าก้มคอหรือไหล่ ท่าบีบหรือกำด้วยมือ ท่าบิดหรือหมุนข้อมือ และท่าหมุนศีรษะหรือเอียงคอไปด้านข้าง มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อของผู้ช่วยแพทย์แผนไทย คือ ด้านการออกกำลังกาย การให้บริการนวดแผนไทยเสริมพิเศษ และท่าทางการทำงานที่ควรนำไปพิจารณาถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไป จึงมีข้อเสนอแนะให้ส่งเสริมการออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ คอ ไหล่ และหลังให้กับผู้ช่วยแพทย์แผนไทย และการจัดตารางการทำงานให้มีเวลาพักไม่น้อยกว่า 15 นาที ในการให้บริการผู้ป่วยแต่ละครั้ง
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกของความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อของผู้ช่วยแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลภาครัฐ จังหวัดสระบุรีและนครนายก และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ลักษณะงาน และสิ่งแวดล้อมการทำงาน กับความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อ การศึกษานี้มีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 162 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามด้วยตนเอง ประกอบด้วย 5 ส่วนคือ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามข้อมูลด้านการทำงาน 3) แบบสอบถามข้อมูลด้านความเครียด โดยใช้แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียด กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 4) แบบสอบถามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมการทำงาน และ 5) แบบสอบถามการเกิดอาการผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อ ซึ่งประยุกต์จากแบบสอบถามมาตรฐานนอร์ดิกซ์ ผลการศึกษาพบความชุกของอาการผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อร้อยละ 80.9 โดยความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อ ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา พบอาการบริเวณไหล่ในสัดส่วนสูงสุด ร้อยละ 43.8 รองลงมาได้แก่ บริเวณหลังส่วนบน ร้อยละ 32.1 และคอ ร้อยละ 30.9 ผลการวิเคราะห์การศึกษาความสัมพันธ์ พบว่า การออกกำลังกาย การรับนวดแผนไทยเสริมพิเศษ และท่าทางการทำงานในท่างอหรือกระดกข้อมือ ท่าก้มคอหรือไหล่ ท่าบีบหรือกำด้วยมือ ท่าบิดหรือหมุนข้อมือ และท่าหมุนศีรษะหรือเอียงคอไปด้านข้าง มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) การนำผลของสารนิพนธ์ไปใช้: ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อของผู้ช่วยแพทย์แผนไทย คือ ด้านการออกกำลังกาย การให้บริการนวดแผนไทยเสริมพิเศษ และท่าทางการทำงานที่ควรนำไปพิจารณาถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไป จึงมีข้อเสนอแนะให้ส่งเสริมการออกกำลังกายยืดเหยียดกล้ามเนื้อ คอ ไหล่ และหลังให้กับผู้ช่วยแพทย์แผนไทย และการจัดตารางการทำงานให้มีเวลาพักไม่น้อยกว่า 15 นาที ในการให้บริการผู้ป่วยแต่ละครั้ง
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Public Health
Degree Discipline
Occupational Health and Safety
Degree Grantor(s)
Mahidol University
