Publication: Factors associated with junk food consumption among urban school students in Kathmandu District of Nepal
113
191
Issued Date
2018
Resource Type
Language
eng
ISSN
1905-1387
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
ASEAN Institute for Health Development Mahidol University
Bibliographic Citation
Journal of Public Health and Development. Vol.16, No.2 (May-Aug 2018), 59-72
Suggested Citation
Bhanu Poudel, Sariyamon Tiraphat, Seo Ah Hong, ภาณุ โพลเดล, ศริยามน ติรพัฒน์, โซอะ หงษ์ Factors associated with junk food consumption among urban school students in Kathmandu District of Nepal. Journal of Public Health and Development. Vol.16, No.2 (May-Aug 2018), 59-72. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/62145
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Factors associated with junk food consumption among urban school students in Kathmandu District of Nepal
Alternative Title(s)
ปัจจัยที่มีผลต่อการบริโภคอาหารขยะของกล่มุ นกั เรยี น เขตเมือง ในอำเภอกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล
Other Contributor(s)
Abstract
People’s lifestyle turns toward unhealthy dietary pattern as high availability of junk food products. Although
consumption of junk food is one of the problem of non-communicable disease, the research on junk food consumption
in Nepal particularly among teenage students has not well documented. The adverse effects of junk food on teenage
physical and psychological health are both evident. Therefore, factors associated with junk food consumption among
teenage students with grade 6, 7 and 8 in urban schools were investigated in this study.
The data collection for this cross-sectional analytical study was conducted during March to April 2018. A
sample of 440 students aged 10-18 years with grade 6, 7, and 8 were randomly drawn from 22 selected public
and private schools. Students were selected using two-stage cluster random sampling using inclusion and exclusion
criteria. Data were collected through face-to-face interview with in school premise using structured questionnaire.
Chi-square test and multiple logistic regression were used to determine the association between independent
variables and junk food consumption.
The result showed that the 11.8% was at a high level of the junk food consumption and 88.2% was at a low
level with the cutoff point of 85th Percentile (P 85). A total 6 variables were significantly associated in Chi-square
test. In multiple logistic regression, after adjusting for other factors, 3 variables were significantly associated with
junk food consumption: high daily allowance/pocket money of students (Adj OR=2.51, 95% CI=1.36-4.63), high
influence to have junk food from parents. (Adj OR=2.69,95% CI=1.46-4.96) and high influence from friends (Adj
OR=3.12, 95% CI=1.40-6.93).
In conclusion, schools and home environments are major influencing factors for student’s junk food consumption.
Therefore, parents and school authority should cooperate to implement health promotion programs and campaigns
to reduce of junk food consumption among school-age children.
วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปบริโภคอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์จากการที่มีปริมาณอาหารขยะที่หาได้อย่างสะดวก แม้ว่าการบริโภคอาหารขยะเป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อ การวิจัยเรื่องการบริโภคอาหารขยะในประเทศเนปาล โดยเฉพาะ ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลกระทบด้านลบของอาหารขยะที่ต่อกลุ่มวัยรุ่นทั้งสุขภาพทางกายและจิตใจมีหลักฐานแสดงอย่างเด่นชัด ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารขยะในกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นที่ศึกษาในเกรด 6, 7 และ 8 ในโรงเรียนในเขตเมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล การศึกษาวิเคราะห์ภาคตัดขวาง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน พ.ศ. 2561 โดยมีตัวอย่างจากโรงเรียนภาครัฐและเอกชนจำนวน 22 โรงเรียน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนเกรด 6, 7, และ 8 ในเขตกาฐมาณฑุ จำนวน 440 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการคัดเลือกโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มชนิดสองขั้นตอน ตามเกณฑ์การคัดเลือกที่ได้ระบุไว้ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวในโรงเรียนที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนโดยใช้แบบสอบถามที่มาตราฐาน การหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับการบริโภคอาหารขยะใช้การวิเคราะห์ไคสแควร์และการ ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าการบริโภคอาหารขยะของนักเรียนมีระดับที่สูงคิดเป็นร้อยละ 11.8 และการบริโภคอาหารขยะในระดับที่ต่ำคิดเป็นร้อยละ 88.2 โดยมีจุดตัดของดัชนีชี้วัดที่ เปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยไคสแควร์ พบว่า มีจำนวนตัวแปรทั้งหมด 6 ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคอาหารขยะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังจากปรับอิทธิพลของตัวแปรที่ศึกษาด้วยการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุคูณ พบว่าตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคอาหารขยะ ได้แก่ ค่าอาหารกลางวันที่นักเรียนได้รับประจำวัน (Adj OR = 2.51, 95% CI = 1.36-4.636) อิทธิพลจากบิดามารดา (Adj OR = 2.69, 95% CI = 1.46-4.96) และอิทธิพลจากเพื่อนที่โรงเรียน (Adj OR = 3.12, 95% CI = 1.40-6.93) กล่าวโดยสรุปก็คือ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบริโภคอาหารขยะของนักเรียนคือสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนและสิ่งแวดล้อม ที่บ้าน ดังนั้นผู้ปกครองและผู้บริหารโรงเรียนควรที่จะร่วมมือกันแบบบูรณาการในการสร้างโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพที่มุ่งเน้นการลดการบริโภคอาหารขยะในกลุ่มนักเรียน
วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปบริโภคอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์จากการที่มีปริมาณอาหารขยะที่หาได้อย่างสะดวก แม้ว่าการบริโภคอาหารขยะเป็นสาเหตุของโรคไม่ติดต่อ การวิจัยเรื่องการบริโภคอาหารขยะในประเทศเนปาล โดยเฉพาะ ในกลุ่มเด็กวัยรุ่นยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลกระทบด้านลบของอาหารขยะที่ต่อกลุ่มวัยรุ่นทั้งสุขภาพทางกายและจิตใจมีหลักฐานแสดงอย่างเด่นชัด ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารขยะในกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นที่ศึกษาในเกรด 6, 7 และ 8 ในโรงเรียนในเขตเมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล การศึกษาวิเคราะห์ภาคตัดขวาง ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน พ.ศ. 2561 โดยมีตัวอย่างจากโรงเรียนภาครัฐและเอกชนจำนวน 22 โรงเรียน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น นักเรียนเกรด 6, 7, และ 8 ในเขตกาฐมาณฑุ จำนวน 440 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับการคัดเลือกโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มชนิดสองขั้นตอน ตามเกณฑ์การคัดเลือกที่ได้ระบุไว้ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัวในโรงเรียนที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนโดยใช้แบบสอบถามที่มาตราฐาน การหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระกับการบริโภคอาหารขยะใช้การวิเคราะห์ไคสแควร์และการ ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่าการบริโภคอาหารขยะของนักเรียนมีระดับที่สูงคิดเป็นร้อยละ 11.8 และการบริโภคอาหารขยะในระดับที่ต่ำคิดเป็นร้อยละ 88.2 โดยมีจุดตัดของดัชนีชี้วัดที่ เปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยไคสแควร์ พบว่า มีจำนวนตัวแปรทั้งหมด 6 ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคอาหารขยะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ หลังจากปรับอิทธิพลของตัวแปรที่ศึกษาด้วยการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกพหุคูณ พบว่าตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการบริโภคอาหารขยะ ได้แก่ ค่าอาหารกลางวันที่นักเรียนได้รับประจำวัน (Adj OR = 2.51, 95% CI = 1.36-4.636) อิทธิพลจากบิดามารดา (Adj OR = 2.69, 95% CI = 1.46-4.96) และอิทธิพลจากเพื่อนที่โรงเรียน (Adj OR = 3.12, 95% CI = 1.40-6.93) กล่าวโดยสรุปก็คือ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการบริโภคอาหารขยะของนักเรียนคือสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนและสิ่งแวดล้อม ที่บ้าน ดังนั้นผู้ปกครองและผู้บริหารโรงเรียนควรที่จะร่วมมือกันแบบบูรณาการในการสร้างโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพที่มุ่งเน้นการลดการบริโภคอาหารขยะในกลุ่มนักเรียน
