Publication: Incidence and etiology of maxillofacial trauma: A retrospective analysis of patients attending a provincial hospital in northern Thailand
25
7
Issued Date
2015
Resource Type
Language
eng
ISSN
1905-1387
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Department of Epidemiology Faculty of Public Health Mahidol University
Bibliographic Citation
Journal of Public Health and Development. Vol. 13, No.2 (May-Aug 2015), 57-71
Suggested Citation
Samorn Boonkasem, Chanapong Rojanaworarit, Saowapa Kansorn, Supagan Punkabut, สมร บุญเกษม, ชนพงษ์ โรจนวรฤทธิ์, เสาวภา คันศร, ศุภกาญจน์ ปุณกะบุตร Incidence and etiology of maxillofacial trauma: A retrospective analysis of patients attending a provincial hospital in northern Thailand. Journal of Public Health and Development. Vol. 13, No.2 (May-Aug 2015), 57-71. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/62191
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Incidence and etiology of maxillofacial trauma: A retrospective analysis of patients attending a provincial hospital in northern Thailand
Alternative Title(s)
อุบัติการณ์และสมุฏฐานวิทยาของการบาดเจ็บบริเวณใบหน้าและขากรรไกร: การศึกษาในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ประเทศไทย
Other Contributor(s)
Abstract
This study aimed to identify cumulative incidences, causes, severity reflected by extent of damage and
treatment modalities of maxillofacial traumas in Thai patients attending Phichit Hospital in northern Thailand.
Methods: This study retrospectively analyzed all maxillofacial trauma cases pursuing treatment from October
2009 to January 2014 (4 years and 3 months). Cumulative incidence was estimated for each calendar year
(2010-2013). Helmet use and alcoholic drinking statuses prior to injuries and causes of trauma were obtained
from records of injury surveillance system. Maxillofacial traumas were diagnosed according to ICD-10.
Diagnoses and treatments were provided by a specialized oral and maxillofacial surgeon.
There were 210 incident cases in this study period. Annual incidences in 2010-2013 ranged between
6.4-10.4 per 100,000 populations. Most cases were males (161, 76.7%) and average age was 37.1±16.0
(range 8-78 years old). Causes of trauma were identified in 194 cases. There were 142 fracture cases from
motorcycle accident. From 107 cases with identifiable statuses of helmet use prior to motorcycle accident, 89
cases (83.2%) did not wear helmet. About half of the cases with identifiable statuses of alcoholic drinking
were found drinking prior to injuries. The most common treatment was open reduction and internal fixation
with plate.
Incidences of maxillofacial traumas in Phichit Province were exiguous. Nonetheless, severity was considerable
as indicated by several multiple fracture cases and common treatment by open reduction. Hypothesis
of motorcycle driving without helmet use as a cause of maxillofacial fractures was supported.
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุอุบัติการณ์สะสม สาเหตุ ความรุนแรง และรูปแบบการรักษาของการบาดเจ็บบริเวณใบหน้า และขากรรไกรในผู้ป่วยไทยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพิจิตร ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยทุกรายที่เข้ารับการรักษาทางศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล ณ แผนก ทันตกรรม ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 ถึง มกราคม พ.ศ. 2557 (รวม 4 ปี 3 เดือน) คำนวณอุบัติการณ์สะสมของการบาดเจ็บ บริเวณใบหน้าและขากรรไกรรายปีปฏิทิน (พ.ศ.2553-2556) ข้อมูลสถานะการสวมหมวกนิรภัยและการดื่มสุราก่อนเกิดการบาดเจ็บ รวมทั้งสาเหตุการบาดเจ็บ รวบรวมจากบันทึกของระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บระดับชาติในส่วนที่โรงพยาบาลพิจิตรรับผิดชอบ การให้คำวินิจฉัยการบาดเจ็บอ้างอิงตามระบบ ICD-10 ทันตแพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลเพียง คนเดียวเป็นผู้ประเมิน ให้คำวินิจฉัย และให้การรักษา ในช่วงที่ศึกษามีผู้ป่วยรายใหม่ทั้งสิ้น 210 คน อุบัติการณ์สะสมในปีพ.ศ.2553-2556 อยู่ในช่วง 6.4 ถึง 10.4 ต่อ 100,000 ประชากร ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (161 คน, 76.7%) อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยทั้งหมดคือ 37.1±16.0 ปี (พิสัย 8-78 ปี) สามารถ ระบุสาเหตุการณ์บาดเจ็บได้ใน 194 ราย มีผู้ป่วย 142 รายที่มีการแตกหักของกระดูกใบหน้าและขากรรไกรจากอุบัติเหตุรถ จักรยานยนต์ มีผู้ป่วย 107 รายที่สามารถระบุสถานะการสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ได้ซึ่งมี 89 ราย (83.2%) ที่ไม่สวมหมวกนิรภยั ประมาณครงึ่ หนงึ่ ของผู้ป่วยที่สามารถระบุสถานะการดื่มสุราก่อนเกิดอุบัติเหตุได้ดื่มสุราก่อนเกิดการบาดเจ็บ การรักษาที่พบมากที่สุดคือการผ่าตัดจัดชิ้นกระดูกหักและยึดตรึงภายใน (open reduction and internl fixation) โดยสรุป แม้ว่าอุบัติการณ์การบาดเจ็บบริเวณใบหน้าและขากรรไกรในจังหวัดพิจิตรจะไม่มากเมื่อเทียบฐานประชากรทั้งจังหวัด แต่มีความรุนแรงดังแสดงได้จากการแตกหักร่วมของกระดูกหลายชิ้นและการต้องรักษาด้วยการผ่าตัดจัดชิ้นกระดูกหัก ผลการศึกษา นี้สนับสนุนสมมติฐานที่การไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดการบาดเจ็บในบริเวณใบหน้า และขากรรไกร
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อระบุอุบัติการณ์สะสม สาเหตุ ความรุนแรง และรูปแบบการรักษาของการบาดเจ็บบริเวณใบหน้า และขากรรไกรในผู้ป่วยไทยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพิจิตร ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วยทุกรายที่เข้ารับการรักษาทางศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล ณ แผนก ทันตกรรม ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2552 ถึง มกราคม พ.ศ. 2557 (รวม 4 ปี 3 เดือน) คำนวณอุบัติการณ์สะสมของการบาดเจ็บ บริเวณใบหน้าและขากรรไกรรายปีปฏิทิน (พ.ศ.2553-2556) ข้อมูลสถานะการสวมหมวกนิรภัยและการดื่มสุราก่อนเกิดการบาดเจ็บ รวมทั้งสาเหตุการบาดเจ็บ รวบรวมจากบันทึกของระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บระดับชาติในส่วนที่โรงพยาบาลพิจิตรรับผิดชอบ การให้คำวินิจฉัยการบาดเจ็บอ้างอิงตามระบบ ICD-10 ทันตแพทย์เฉพาะทางศัลยศาสตร์ช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียลเพียง คนเดียวเป็นผู้ประเมิน ให้คำวินิจฉัย และให้การรักษา ในช่วงที่ศึกษามีผู้ป่วยรายใหม่ทั้งสิ้น 210 คน อุบัติการณ์สะสมในปีพ.ศ.2553-2556 อยู่ในช่วง 6.4 ถึง 10.4 ต่อ 100,000 ประชากร ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (161 คน, 76.7%) อายุเฉลี่ยของผู้ป่วยทั้งหมดคือ 37.1±16.0 ปี (พิสัย 8-78 ปี) สามารถ ระบุสาเหตุการณ์บาดเจ็บได้ใน 194 ราย มีผู้ป่วย 142 รายที่มีการแตกหักของกระดูกใบหน้าและขากรรไกรจากอุบัติเหตุรถ จักรยานยนต์ มีผู้ป่วย 107 รายที่สามารถระบุสถานะการสวมหมวกนิรภัยก่อนเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ได้ซึ่งมี 89 ราย (83.2%) ที่ไม่สวมหมวกนิรภยั ประมาณครงึ่ หนงึ่ ของผู้ป่วยที่สามารถระบุสถานะการดื่มสุราก่อนเกิดอุบัติเหตุได้ดื่มสุราก่อนเกิดการบาดเจ็บ การรักษาที่พบมากที่สุดคือการผ่าตัดจัดชิ้นกระดูกหักและยึดตรึงภายใน (open reduction and internl fixation) โดยสรุป แม้ว่าอุบัติการณ์การบาดเจ็บบริเวณใบหน้าและขากรรไกรในจังหวัดพิจิตรจะไม่มากเมื่อเทียบฐานประชากรทั้งจังหวัด แต่มีความรุนแรงดังแสดงได้จากการแตกหักร่วมของกระดูกหลายชิ้นและการต้องรักษาด้วยการผ่าตัดจัดชิ้นกระดูกหัก ผลการศึกษา นี้สนับสนุนสมมติฐานที่การไม่สวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดการบาดเจ็บในบริเวณใบหน้า และขากรรไกร
